← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

วิธีวัด ROAS ของคลินิกเมื่อการปิดการขายเกิดขึ้นใน LINE

02 ส.ค. 04:33 · อ่าน 2 นาที
วิธีวัด ROAS ของคลินิกเมื่อการปิดการขายเกิดขึ้นใน LINE

สรุปสั้น ๆ

เมื่อคลินิกปิดการขายจบในแชท ต้องบันทึก Order และ Closed Sale เป็น Revenue Event เอง แล้วคำนวณ ROAS จาก Revenue attributed to Ads หาร Ad Spend โดยหักส่วนลดและเงินคืนก่อนเสมอ ตัวเลขที่ได้ยังต้องผ่านการตรวจ Data Quality ก่อนใช้ตัดสินใจเพิ่มงบ

เจ้าของคลินิกทันตกรรมแห่งหนึ่งเคยถามผมตรง ๆ ว่า ‘ทำไม Ads Manager บอกว่าผมมี Purchase เป็นศูนย์ ทั้งที่เดือนนี้คนไข้จ่ายเงินไปหลายหมื่นแล้ว’ คำตอบง่าย ๆ คือเพราะการปิดการขายทั้งหมดเกิดขึ้นในแชท LINE ไม่ได้ผ่านหน้าเว็บที่มีปุ่มกดจ่ายเงินให้ระบบโฆษณาจับ Event ได้อัตโนมัติ

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากในธุรกิจที่ปิดการขายผ่านแชท เจ้าของธุรกิจมักคาดหวังให้ ROAS ในหน้า Ads Manager สะท้อนความจริงเหมือนร้านค้าออนไลน์ที่มีตะกร้าสินค้าและหน้าชำระเงินชัดเจน แต่คลินิกไม่ได้ทำงานแบบนั้น การขายเกิดจากบทสนทนา ไม่ใช่การคลิกปุ่ม

บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมต้องสร้าง Revenue Event ขึ้นมาเอง สูตรคำนวณ ROAS ที่ใช้ได้จริง และข้อควรระวังก่อนเชื่อตัวเลขที่คำนวณออกมาว่าพร้อมใช้ตัดสินใจเรื่องงบหรือยัง

ทำไม Ads Manager ถึง ‘มองไม่เห็น’ ยอดขายที่ปิดในแชท

แพลตฟอร์มโฆษณาอย่าง Google Ads หรือ Meta ถูกออกแบบมาให้จับ Event ที่เกิดบนเว็บไซต์หรือแอปเป็นหลัก ผ่านโค้ดติดตามที่ฝังไว้ในหน้าเพจ เมื่อมีการคลิกซื้อหรือกรอกฟอร์ม ระบบจะยิง Event กลับไปโดยอัตโนมัติ แต่กระบวนการปิดการขายของคลินิกส่วนใหญ่จบลงในห้องแชท ซึ่งอยู่นอกสายตาของโค้ดติดตามเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง

สิ่งที่แพลตฟอร์มเห็นได้มากที่สุดในธุรกิจแบบนี้คือ การกดปุ่มไปยัง LINE หรือการเริ่มแชทครั้งแรก ซึ่งเป็น Event ต้นทางของ Funnel เท่านั้น ส่วนขั้นตอนถัดไปทั้งหมด ตั้งแต่การเสนอราคา การนัดหมาย การมาถึง และการจ่ายเงินจริง ล้วนเกิดขึ้นในระบบที่แยกออกไปต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ ถ้าอยากให้แพลตฟอร์มโฆษณารับรู้ว่าแคมเปญไหนสร้างรายได้จริง จำเป็นต้องมีขั้นตอนส่งข้อมูล Revenue กลับไปเอง ไม่ใช่รอให้ระบบจับได้อัตโนมัติเหมือนเว็บอีคอมเมิร์ซ

ต้องนิยาม Order และ Closed Sale ของคลินิกให้ชัดก่อน

ก่อนจะคำนวณ ROAS ได้ ต้องตกลงกันในทีมก่อนว่า ‘Order’ กับ ‘Closed Sale’ ของคลินิกหมายถึงอะไร เพราะบางคลินิกนับตอนที่ลูกค้าวางมัดจำเป็น Order ส่วนบางคลินิกนับเฉพาะตอนที่จ่ายเต็มจำนวนแล้วเท่านั้น ไม่มีคำตอบที่ถูกผิดตายตัว แต่ต้องมีคำตอบเดียวที่ทุกคนใช้ตรงกัน

สำหรับคอร์สที่ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง เช่น คอร์สทันตกรรมจัดฟันหรือคอร์สรักษาผิวแบบแพ็กเกจ ควรตัดสินใจว่าจะนับ Revenue ตอนที่ลูกค้าจ่ายเงินก้อนแรก หรือทยอยนับตามแต่ละครั้งที่มารับบริการ ซึ่งส่งผลต่อการเปรียบเทียบ ROAS ระหว่างเดือนอย่างมาก ถ้าเดือนนี้มีลูกค้าจ่ายมัดจำเยอะแต่ยังไม่เริ่มทำจริง ตัวเลขอาจดูดีเกินจริงถ้านับทั้งก้อนตั้งแต่วันมัดจำ

จุดสำคัญคือ ห้ามเปลี่ยนนิยามกลางทางโดยไม่บันทึกวันที่เปลี่ยน เพราะถ้าเดือนนี้นับแบบหนึ่งแล้วเดือนหน้าเปลี่ยนไปนับอีกแบบโดยไม่มีใครรู้ ตัวเลข ROAS ที่เอามาเทียบกันจะไม่มีความหมายอะไรเลย

สูตรคำนวณที่ใช้ได้จริง และความหมายของแต่ละตัว

สูตรพื้นฐานที่สุดของ ROAS คือ Revenue ที่มาจากโฆษณา หารด้วยเงินที่จ่ายไปกับโฆษณา ฟังดูง่าย แต่ในทางปฏิบัติของคลินิกที่ปิดยอดในแชท มีรายละเอียดหลายจุดที่ต้องระวังก่อนจะได้ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจได้จริง

  • ROAS = Revenue ที่ผูกกับแคมเปญโฆษณา ÷ เงินที่จ่ายไปกับโฆษณา — ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่กำไร เป็นแค่อัตราส่วนรายได้ต่อค่าแอด
  • Cost per Qualified Lead (CPQL) = เงินที่จ่ายไปกับโฆษณา ÷ จำนวน Qualified Lead — ใช้ดูต้นทุนก่อนถึงขั้นปิดการขาย
  • Cost per Sale (CPS) = เงินที่จ่ายไปกับโฆษณา ÷ จำนวน Closed Sale — ใช้ดูต้นทุนต่อคนไข้ที่จ่ายเงินจริงหนึ่งคน
  • Qualified-to-sale Rate = จำนวน Closed Sale ÷ จำนวน Qualified Lead — ใช้วัดว่าคนที่ผ่านคุณสมบัติแล้วกลายเป็นคนไข้จริงกี่เปอร์เซ็นต์

อย่าลืมหักส่วนลดและเงินคืนก่อนคำนวณ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการคำนวณ ROAS ของคลินิกคือ การใช้ยอดขายก่อนหักส่วนลดหรือยอดที่ยังไม่ได้หักเงินคืน มาคำนวณตรง ๆ ทำให้ตัวเลขดูดีเกินความจริง โดยเฉพาะช่วงที่มีโปรโมชันลดราคาหนัก ๆ ยอดขายรวมอาจดูสูง แต่รายได้สุทธิที่คลินิกได้จริงต่ำกว่ามาก

ก่อนคำนวณ ROAS ควรตัดสินใจว่าจะใช้ Gross Revenue หรือ Net Revenue เป็นตัวตั้ง ถ้าใช้ Gross Revenue ต้องระวังไม่เอาไปเปรียบเทียบข้ามช่วงที่มีส่วนลดต่างกันมาก เพราะจะทำให้เข้าใจผิดว่าแคมเปญไหนดีกว่ากันจริง ๆ

สำหรับคลินิกที่มีการคืนเงินบ้าง เช่น ลูกค้ายกเลิกคอร์สกลางทางแล้วขอเงินคืนบางส่วน ควรมีขั้นตอนหักยอดคืนออกจาก Revenue ที่ผูกกับแคมเปญนั้นด้วย ไม่เช่นนั้น ROAS ของแคมเปญที่มีอัตราการคืนเงินสูงจะดูดีเกินจริงกว่าที่ควรเป็น

ตัวอย่างการคำนวณเปรียบเทียบสองแคมเปญ (ข้อมูลสมมติ)

ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างข้อมูลสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขอ้างอิงมาตรฐานของอุตสาหกรรมคลินิก

แคมเปญ (สมมติ)ค่าแอดRevenue สุทธิที่ผูกได้ROAS
คอร์สจัดฟันใส25,000 บาท112,000 บาท4.48
โปรทำความสะอาดฟันเดือนนี้8,000 บาท19,500 บาท2.44

ทำไมตัวเลข ROAS วันนี้อาจยังไม่นิ่ง และควรเชื่อได้แค่ไหน

การปิดการขายในแชทมักมี Lag คือช่วงเวลาห่างระหว่างวันที่คลิกโฆษณากับวันที่จ่ายเงินจริง ซึ่งอาจกินเวลาตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงหลายสัปดาห์สำหรับคอร์สราคาสูงที่ลูกค้าต้องคิดนาน ถ้าดู ROAS ของแคมเปญที่เพิ่งเริ่มยิงไปไม่กี่วัน ตัวเลขที่เห็นอาจต่ำกว่าความจริงมาก เพราะยอดขายส่วนใหญ่ยังไม่ทันเกิดขึ้น

ก่อนใช้ตัวเลข ROAS ไปตัดสินใจเรื่องงบก้อนใหญ่ ควรประเมินระดับความเชื่อมั่นของข้อมูลก่อน ถ้า Event ยิงครบ สถานะ Lead อัปเดตครบ ไม่มี Duplicate และยอดกระทบกับระบบบัญชีตรงกัน ตัวเลขนั้นถือว่าพร้อมใช้ตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้ายังมีสถานะค้าง ยอดยังไม่กระทบกับบัญชี หรือแคมเปญยังยิงไม่ถึงรอบที่ Lag ผ่านไปครบ ควรใช้ตัวเลขนั้นเพื่อตั้งข้อสังเกตเท่านั้น ยังไม่ควรใช้เพิ่มหรือลดงบทันที

หากใช้ระบบอย่าง linli ช่วยบันทึกสถานะ Lead และ Order ที่ผูกกับแคมเปญ ก็ยังต้องมีคนตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลเป็นระยะอยู่ดี เพราะ ROAS ที่คำนวณจากข้อมูลไม่ครบ อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ง่ายกว่าการไม่มีตัวเลขเลยด้วยซ้ำ เพราะทำให้รู้สึกมั่นใจเกินจริง

ROAS สูงไม่ได้แปลว่าคลินิกกำไรเสมอไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการเข้าใจว่า ROAS เท่ากับกำไร ทั้งที่ ROAS คำนวณจากรายได้หารด้วยค่าโฆษณาเท่านั้น ยังไม่ได้หักต้นทุนอื่นของคลินิก เช่น ค่าวัสดุการแพทย์ ค่าแรงทันตแพทย์หรือแพทย์ผู้ให้บริการ ค่าเช่าพื้นที่ และค่าดำเนินงานอื่น ๆ คลินิกที่มี ROAS 4 เท่าอาจยังขาดทุนได้ ถ้าต้นทุนบริการต่อเคสสูงกว่าที่คำนวณ Margin ไว้

ตัวเลขที่ควรดูควบคู่กับ ROAS คือ Contribution Margin ของแต่ละคอร์สหรือบริการ เพื่อคำนวณ Contribution ROAS หรือจุดคุ้มทุนที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ดูอัตราส่วนรายได้ต่อค่าโฆษณาอย่างเดียว โดยเฉพาะคลินิกที่มีคอร์สราคาสูงแต่ต้นทุนวัสดุและเวลาแพทย์สูงตามไปด้วย อาจพบว่าคอร์สที่ ROAS ดูดีที่สุดในรายงานโฆษณา กลับไม่ใช่คอร์สที่ทำกำไรจริงมากที่สุดเมื่อคำนวณครบทุกต้นทุน

สรุป

ROAS ของคลินิกที่ปิดการขายในแชทไม่มีทางปรากฏในหน้า Ads Manager แบบอัตโนมัติเหมือนร้านค้าออนไลน์ สิ่งที่ต้องทำคือสร้างขั้นตอนบันทึก Order และ Closed Sale ขึ้นมาเอง แล้วผูกกับแคมเปญด้วยตัวเชื่อมที่ตกลงกันไว้

ตัวเลขที่คำนวณได้ไม่ได้มีค่าเท่ากันทุกครั้ง ต้องดูด้วยว่าข้อมูลเบื้องหลังครบถ้วนแค่ไหน มี Lag ผ่านไปพอหรือยัง และหักส่วนลดกับเงินคืนแล้วหรือไม่ ก่อนจะเอาไปใช้ตัดสินใจเรื่องงบก้อนใหญ่

  • ต้องนิยาม Order และ Closed Sale ของคลินิกให้ชัดและใช้ตรงกันทุกเดือน
  • หัก Gross Revenue เป็น Net Revenue ก่อนคำนวณ ROAS เสมอ อย่าลืมเงินคืนและส่วนลด
  • ตรวจ Lag และความครบถ้วนของข้อมูลก่อนเชื่อ ROAS ไปตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบ

คำถามที่พบบ่อย

ควรนับ ROAS ตอนลูกค้าวางมัดจำหรือตอนจ่ายเต็มจำนวน

ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกคลินิก แต่ต้องเลือกวิธีเดียวแล้วใช้ให้สม่ำเสมอทุกเดือน หากเปลี่ยนวิธีนับกลางทาง ควรบันทึกวันที่เปลี่ยนไว้ เพื่อไม่ให้เทียบข้อมูลข้ามช่วงเวลาผิดพลาด

ROAS สูงแปลว่าแคมเปญนั้นดีที่สุดเสมอไปหรือไม่

ไม่เสมอไป เพราะ ROAS ยังไม่ใช่กำไร และยังต้องพิจารณางบที่ใช้ไปด้วย แคมเปญที่ ROAS สูงแต่ใช้งบน้อยมากอาจไม่ได้เหมาะจะเพิ่มงบจำนวนมากในทันที ควรทดสอบเพิ่มงบทีละขั้นแล้วดูว่า ROAS ยังทรงตัวหรือไม่

ถ้ายังไม่มีระบบเชื่อมข้อมูล ควรเริ่มคำนวณ ROAS แบบง่ายที่สุดยังไง

เริ่มจากบันทึกยอดขายที่ปิดในแชทลงตารางแยกตามแคมเปญด้วยมือก่อนก็ได้ แม้จะไม่สะดวกเท่าระบบอัตโนมัติ แต่ทำให้เริ่มเห็นภาพว่าแคมเปญไหนสร้างรายได้จริงมากกว่ากัน ก่อนจะลงทุนในระบบที่ซับซ้อนขึ้น

ทำไมยอดขายรวมของคลินิกกับ Revenue ที่ผูกกับแคมเปญไม่เท่ากัน

เพราะยอดขายรวมมักรวมลูกค้าที่มาจากช่องทางอื่นด้วย เช่น walk-in โดยตรง หรือลูกค้าเก่าที่ไม่ได้มาจากโฆษณาในช่วงนั้น ควรแยกยอดที่ผูกกับแคมเปญออกจากยอดขายรวมทั้งหมดเสมอ ไม่ใช่เอามาปนกัน

ควรเปรียบเทียบ ROAS ข้ามช่วงเวลาที่มีโปรโมชันต่างกันได้ไหม

เปรียบเทียบได้แต่ต้องระวัง เพราะช่วงที่มีส่วนลดหนักจะทำให้ Revenue สุทธิต่ำกว่าช่วงราคาปกติ ถ้าจะเทียบกันตรง ๆ ควรใช้ Net Revenue ที่หักส่วนลดแล้วเป็นตัวตั้งเสมอ

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง