CPC 7 บาทที่ได้แต่คนถามเล่น กับ CPC 22 บาทที่ได้คนพร้อมโอน: ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มกว่าเสมอไป
สรุปสั้น ๆ
ค่าต่อคลิกที่ถูกกว่าดูน่าดึงดูดในหน้ารายงาน แต่ถ้าคนที่คลิกมาส่วนใหญ่เป็นคนที่แค่อยากรู้เฉย ๆ ไม่ได้ตั้งใจซื้อ ต้นทุนที่แท้จริงต่อการปิดการขายอาจแพงกว่าการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ CPC แพงกว่าแต่ปิดการขายได้ง่ายกว่า สิ่งที่ควรเทียบกันจริง ๆ คือต้นทุนต่อการปิดการขาย ไม่ใช่ต้นทุนต่อคลิก
ร้านขายคอร์สออนไลน์แห่งหนึ่ง (ชื่อสมมติว่า 'สมาร์ทสกิลอคาเดมี') เคยเล่าให้ผมฟังว่าทีมการตลาดของเขาภูมิใจมากที่ทำ CPC ได้ต่ำกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน แต่พอปลายเดือนมาดูยอดขายจริง กลับพบว่าทีมแชทต้องตอบคำถามคนที่ 'ถามเล่น ๆ' เยอะมาก จนแทบไม่มีเวลาไปดูแลคนที่ตั้งใจซื้อจริง
นี่คือกับดักคลาสสิกของคนที่โฟกัสแค่ตัวเลขต้นทุนต่อคลิกอย่างเดียว โดยลืมไปว่าคลิกแต่ละอันไม่ได้มีมูลค่าเท่ากัน คลิกที่ถูกกว่าอาจได้คนที่ไม่มีทางปิดการขายได้เลยมาให้ทีมแชทเสียเวลา ในขณะที่คลิกที่แพงกว่าอาจได้คนที่พร้อมโอนภายในวันเดียว
ทำไม CPC ถูกถึงเป็นภาพลวงตาได้ง่าย
CPC ที่ถูกมักมาจากกลุ่มเป้าหมายที่กว้างมาก หรือคำค้น/ครีเอทีฟที่ดึงคนคลิกง่ายแต่ไม่ได้คัดกรองความตั้งใจซื้อ เช่นโฆษณาที่ใช้คำว่า 'ฟรี' หรือรูปภาพที่ดึงดูดสายตาโดยไม่เกี่ยวกับสินค้าโดยตรง คนกลุ่มนี้คลิกง่ายเพราะไม่ได้ต้องใช้ความคิดอะไรมาก แต่พอเข้ามาคุยในแชทแล้วมักไม่มีความตั้งใจซื้อจริงรองรับ
ตรงข้ามกับกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงกว่า หรือครีเอทีฟที่พูดตรงเรื่องราคา/ปัญหาที่สินค้าช่วยแก้ คนที่คลิกกลุ่มนี้มักผ่านการกลั่นกรองตัวเองมาระดับหนึ่งแล้วว่าเขาสนใจจริง ซึ่งเป็นสัญญาณเดียวกับที่คนค้นหาด้วยคำที่บ่งบอกความตั้งใจซื้อมักแสดงออก ต้นทุนต่อคลิกอาจแพงกว่าเพราะกลุ่มเป้าหมายแคบกว่า แต่สัดส่วนคนที่พร้อมคุยต่อจนปิดการขายมักสูงกว่ามาก
ลองคำนวณตัวอย่างสมมติให้เห็นภาพ
สมมติร้าน A ใช้ครีเอทีฟกว้าง ได้ CPC เฉลี่ย 7 บาท จาก 1,000 บาทได้คลิกประมาณ 140 ครั้ง แต่ในจำนวนนี้มีคนที่คุยต่อจนปิดการขายได้จริงเพียง 3 คน เท่ากับต้นทุนต่อการปิดการขายอยู่ที่ราว 333 บาท
ส่วนร้าน B ใช้ครีเอทีฟที่เจาะจงกว่า ได้ CPC เฉลี่ย 22 บาท จาก 1,000 บาทได้คลิกประมาณ 45 ครั้ง แต่ในจำนวนนี้มีคนปิดการขายได้จริงถึง 6 คน เท่ากับต้นทุนต่อการปิดการขายอยู่ที่ราว 167 บาท ถูกกว่าร้าน A เกือบครึ่งทั้งที่ CPC แพงกว่าสามเท่า
นี่เป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่หลักการที่อยากให้จำคือ ต้นทุนต่อคลิกเป็นแค่ตัวเลขระหว่างทาง ตัวเลขที่ควรตัดสินใจจริงคือต้นทุนต่อการปิดการขายที่ปลายทาง
ต้นทุนที่มองไม่เห็นในรายงานโฆษณา: เวลาของทีมแชท
- คนถามเล่น ๆ ก็กินเวลาทีมแชทเหมือนคนตั้งใจซื้อ — ทุกข้อความที่ต้องตอบใช้เวลาเท่ากัน ไม่ว่าคนพิมพ์มาจะซื้อจริงหรือแค่อยากรู้ ถ้าสัดส่วนคนถามเล่น ๆ สูง ทีมแชทจะเหนื่อยฟรีโดยไม่ได้ยอดตอบแทน
- เวลาที่เสียไปกับคนไม่มีคุณภาพ คือเวลาที่ไม่ได้ใช้ตอบคนที่พร้อมซื้อจริงเร็วพอ ยิ่งทีมแชทยุ่งกับคำถามที่ไม่นำไปสู่การขาย ยิ่งเสี่ยงตอบคนที่พร้อมซื้อช้าลงตามไปด้วย
- ถ้าคิดต้นทุนเป็นเงินเดือนแอดมินรวมเข้าไปด้วย คลิกที่ถูกแต่คุณภาพต่ำอาจไม่ได้ถูกจริงเมื่อคิดรวมกำไรต่อออเดอร์ที่หายไปกับเวลาที่ทีมงานต้องเสีย
ควรเลือกกลุ่มเป้าหมาย/ครีเอทีฟยังไงให้ได้คนที่พร้อมคุยจริง
- เก็บข้อมูลอัตราการปิดการขายแยกตามกลุ่มเป้าหมายหรือครีเอทีฟ ไม่ใช่ดูแค่ CPC รวมของทั้งแคมเปญ
- ลองเปรียบเทียบต้นทุนต่อการปิดการขายระหว่างกลุ่มที่ CPC ถูกกับกลุ่มที่ CPC แพงกว่า ก่อนตัดสินใจว่ากลุ่มไหนคุ้มกว่าจริง
- ถ้าพบว่ากลุ่ม CPC ถูกให้คนถามเล่น ๆ เยอะ ลองปรับข้อความโฆษณาให้ระบุราคาหรือเงื่อนไขชัดเจนขึ้น เพื่อกรองคนที่ไม่ตั้งใจซื้อออกตั้งแต่ก่อนคลิก
- ทดลองปรับงบไปทางกลุ่มที่ต้นทุนต่อการปิดการขายต่ำที่สุด แม้ CPC ของกลุ่มนั้นจะดูแพงกว่าในหน้ารายงานก็ตาม
สรุป
ตัวเลข CPC ที่ถูกกว่าในหน้ารายงานเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเรื่องราว ไม่ใช่บทสรุป ต้นทุนที่แท้จริงต้องคิดต่อไปจนถึงปลายทางว่าคลิกเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นการปิดการขายได้กี่เปอร์เซ็นต์
ครั้งหน้าเวลาเห็นรายงานโฆษณาที่ CPC ถูกลง อย่าเพิ่งดีใจจนกว่าจะเช็กว่าอัตราปิดการขายของกลุ่มนั้นเป็นยังไงด้วย เพราะบางทีค่าที่ถูกกว่าอาจแลกมาด้วยเวลาทีมแชทที่เสียไปฟรี ๆ
- CPC ถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มกว่าเสมอไป ถ้าคนที่คลิกส่วนใหญ่ไม่ตั้งใจซื้อ
- ตัวเลขที่ควรตัดสินใจจริงคือต้นทุนต่อการปิดการขาย ไม่ใช่ต้นทุนต่อคลิก
- เวลาของทีมแชทที่เสียไปกับคนถามเล่น ๆ ก็เป็นต้นทุนที่ต้องคิดรวมด้วย
คำถามที่พบบ่อย
แล้วควรดูตัวเลขไหนเป็นหลักแทน CPC
ควรดูต้นทุนต่อการปิดการขายจริงเป็นหลัก โดยผูกข้อมูลว่าใครทักมาจากกลุ่มเป้าหมายหรือครีเอทีฟไหนแล้วปิดการขายได้ แทนที่จะตัดสินใจจากค่าคลิกอย่างเดียว
ครีเอทีฟที่ระบุราคาชัดเจนจะทำให้คนคลิกน้อยลงไหม
อาจทำให้จำนวนคลิกรวมลดลงจริง แต่คนที่คลิกมักเป็นคนที่ผ่านการกลั่นกรองตัวเองมาระดับหนึ่งแล้วว่ารับราคานั้นได้ ทำให้สัดส่วนคนพร้อมซื้อสูงขึ้น
การมีคนถามเล่น ๆ มาบ้างเป็นเรื่องปกติไหม
ปกติและหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด ประเด็นอยู่ที่สัดส่วน ถ้าคนถามเล่น ๆ เป็นส่วนน้อยของทราฟฟิกทั้งหมดก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้าเป็นสัดส่วนหลักควรทบทวนกลุ่มเป้าหมายหรือครีเอทีฟ
จะรู้ได้ยังไงว่าคนที่คลิกมาคุยจริงจังแค่ไหน
ดูจากคำถามแรกที่เขาพิมพ์เข้ามา คนที่ถามราคา วิธีสั่งซื้อ หรือของพร้อมส่งไหม มักตั้งใจซื้อมากกว่าคนที่ถามกว้าง ๆ หรือถามข้อมูลที่มีอยู่แล้วในโฆษณา
ควรเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายทันทีถ้าเจอคนถามเล่น ๆ เยอะไหม
ควรเก็บข้อมูลอย่างน้อยหนึ่งถึงสองสัปดาห์ก่อนตัดสินใจเปลี่ยน เพราะบางครั้งเป็นแค่ช่วงที่ครีเอทีฟยังไม่นิ่งหรือระบบยังเรียนรู้ไม่พอ การเปลี่ยนเร็วเกินไปอาจตัดโอกาสที่ระบบกำลังจะปรับตัวดีขึ้น
ทีมแชทมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องนี้ไหม
มีผลมาก เพราะทีมแชทคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าคนที่ทักมาจากกลุ่มไหนมีคุณภาพแค่ไหน ควรให้ทีมแชทช่วยแท็กหรือให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นประจำ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายการตลาดตัดสินใจจากตัวเลข CPC เพียงอย่างเดียว
บทความที่เกี่ยวข้อง


