← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

จ้างพรีเซนเตอร์ระดับประเทศ 8 หลัก แล้ววัดผลได้แค่ยอดไลก์ ปรับวิธีวัดผลให้เห็นเงินจริงจากโพสต์ของดารายังไง

ทีมบรรณาธิการ linli12 ก.ค. 04:24อัปเดต 12 ก.ค. 04:24อ่าน 1 นาที
จ้างพรีเซนเตอร์ระดับประเทศ 8 หลัก แล้ววัดผลได้แค่ยอดไลก์ ปรับวิธีวัดผลให้เห็นเงินจริงจากโพสต์ของดารายังไง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การจ้างพรีเซนเตอร์ระดับประเทศมักวัดผลด้วยยอดเอนเกจเมนต์เพราะโพสต์ของดาราไม่มีลิงก์ที่ตามรอยได้ ทางแก้ที่ใช้ได้จริงคือตั้งคำสั่งแอดมิน LINE OA เฉพาะสำหรับแคมเปญนั้น ให้คนที่มาจากโพสต์พิมพ์คำเฉพาะเข้ามา แล้วเทียบยอดกับช่วงเวลาที่โพสต์ออก เพื่อประเมินผลเชิงยอดขายแทนยอดไลก์อย่างเดียว

ผมเคยคุยกับผู้บริหารการตลาดคนหนึ่งที่บ่นให้ฟังว่า จ้างพรีเซนเตอร์ดาราดังโพสต์รีวิวสินค้าครั้งเดียวในราคาหลักแปดหลัก พอโพสต์ออกยอดไลก์ทะลุแสน คอมเมนต์เป็นพันแต่พอถูกถามในที่ประชุมบอร์ดว่ายอดขายที่มาจากโพสต์นี้เท่าไหร่ คำตอบที่มีอยู่คือ “ไม่รู้แน่ชัด เพราะดาราไม่ยอมใส่ลิงก์ติดตามผลในโพสต์ กลัวดูเหมือนโฆษณาแข็ง ๆ เกินไป”

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกับแบรนด์ที่ใช้งบก้อนใหญ่กับพรีเซนเตอร์หรือ KOL ระดับบน เพราะการควบคุมคอนเทนต์ของดาราทำได้จำกัดกว่าการซื้อโฆษณาปกติมาก ดาราไม่อยากใส่ลิงก์ยาว ๆ หรือโค้ดส่วนลดที่ดูเป็นการขายของตรงเกินไป เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของตัวเอง แต่นั่นก็แปลว่าแบรนด์เสียความสามารถในการตามรอยยอดขายไปด้วย

บทความนี้เล่าวิธีที่เราแก้ปัญหานี้ให้ลูกค้ารายนั้นในแคมเปญถัดมา โดยไม่ต้องขอให้ดาราใส่ลิงก์หรือโค้ดส่วนลดที่ดูแข็งเกินไป แต่ใช้การตั้งค่า LINE OA และการเทียบช่วงเวลาแทน

ทำไมโพสต์ของพรีเซนเตอร์ถึงวัดผลยอดขายยากกว่าโฆษณาปกติ

โฆษณาที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์มโดยตรง เราควบคุมได้ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ลิงก์ปลายทาง UTM parameter ไปจนถึงปุ่มกดที่พาไปยัง LINE OA แต่โพสต์ของพรีเซนเตอร์ระดับดาราส่วนใหญ่เป็นคอนเทนต์ที่ทีมงานของดาราเป็นคนควบคุม แบรนด์ทำได้แค่เสนอแนะ ไม่ใช่บังคับ ทำให้ลิงก์หรือโค้ดติดตามผลที่อยากใส่ มักถูกตัดออกหรือปรับจนไม่เหลือร่องรอยให้ตามได้

ผลคือแบรนด์เห็นแค่ตัวเลขเอนเกจเมนต์บนโพสต์ ซึ่งบอกได้แค่ว่าคนสนใจดูคอนเทนต์มากแค่ไหน แต่บอกไม่ได้เลยว่าคนเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นลูกค้าจริงกี่คน ทำให้การประเมินความคุ้มค่าของงบก้อนใหญ่ที่จ่ายให้พรีเซนเตอร์ทำได้แค่จากความรู้สึกและกระแสสังคม ไม่ใช่ตัวเลขทางธุรกิจ

วิธีใช้ LINE OA ตามรอยผลจากโพสต์พรีเซนเตอร์ โดยไม่ต้องพึ่งลิงก์

  • ตั้งคำเฉพาะให้แอดมินสังเกต — ในช่วงที่โพสต์พรีเซนเตอร์ออก ให้ทีมครีเอทีฟใส่ประโยคปิดท้ายเนื้อหาว่า “ทักไลน์บอก [ชื่อรหัส] เพื่อรับสิทธิ์พิเศษ” เป็นคำที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่โค้ดส่วนลดแข็ง ๆ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวติดตามผลในใจ
  • เทียบช่วงเวลาที่โพสต์ออกกับยอดคนทัก LINE OA แบบพิมพ์ชื่อแบรนด์เข้ามาตรง ๆ คล้ายกับหลักการวิเคราะห์การค้นหาแบรนด์เองหลังเห็นสื่อที่ใช้กับแคมเปญทีวี
  • สอบถามคำแรกที่ลูกค้าพิมพ์เข้ามา หลายเคสลูกค้าจะพูดถึงชื่อดาราหรือคำที่ได้ยินจากคลิปตรง ๆ ซึ่งช่วยยืนยันว่าเห็นมาจากโพสต์นั้นจริง แม้จะไม่มีลิงก์ให้กดตามรอยก็ตาม
  • แยกยอดปิดการขายของกลุ่มที่มาช่วงโพสต์พรีเซนเตอร์ออก เทียบกับกลุ่มที่มาจากช่องทางอื่นในเวลาเดียวกัน เพื่อดูว่าคุณภาพต่างกันแค่ไหน

ตัวเลขเปรียบเทียบจากแคมเปญสมมติของแบรนด์เครื่องสำอาง “Belora”

ช่วงเวลาคนทักเข้า LINE OA/วันพูดถึงชื่อดารา/คลิปในข้อความแรก
ก่อนโพสต์ออก (ปกติ)~60 คน~2%
24 ชั่วโมงแรกหลังโพสต์ออก~340 คน~58%
3-7 วันหลังโพสต์ออก~150 คน~24%

อย่ามองข้ามคุณภาพของลีดที่มาจากพรีเซนเตอร์

สิ่งที่น่าสนใจจากเคสนี้คือ อัตราปิดการขายของกลุ่มที่มาจากโพสต์พรีเซนเตอร์ในช่วงแรกกลับต่ำกว่ากลุ่มที่มาจากโฆษณาปกติเล็กน้อย เพราะคนกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งทักเข้ามาเพราะความอยากรู้จักดารามากกว่าอยากซื้อสินค้าจริงจัง แอดมินต้องปรับสคริปต์ให้เล่าเรื่องสินค้าละเอียดขึ้นกว่าปกติ เพราะกลุ่มนี้ยังไม่ผ่านขั้นตอนการรับรู้ข้อมูลสินค้ามาก่อนเหมือนคนที่คลิกโฆษณาที่มีรายละเอียดครบ

บทเรียนนี้ทำให้ทีมมาร์เก็ตติ้งของลูกค้ารายนั้นเปลี่ยนมุมมองว่า พรีเซนเตอร์สร้าง “ความสนใจในวงกว้าง” ได้ดีมาก แต่การเปลี่ยนความสนใจนั้นเป็นยอดขายยังต้องพึ่งพาคุณภาพของทีมแอดมินที่รับแชทต่อ ไม่ใช่ปล่อยให้ชื่อเสียงของดาราทำงานแทนทั้งหมด

สรุป

การจ้างพรีเซนเตอร์ระดับประเทศไม่จำเป็นต้องจบด้วยการวัดผลแค่ยอดไลก์คอมเมนต์ ถ้าวางแผนการตามรอยผลไว้ล่วงหน้าก่อนโพสต์ออก แม้จะไม่ได้ลิงก์ที่ตามรอยได้แบบเป๊ะ ๆ แต่การเทียบช่วงเวลาและฟังคำพูดแรกของลูกค้าก็ให้ภาพที่ใช้ตัดสินใจได้จริง

สิ่งสำคัญที่มากกว่าเครื่องมือวัดผลคือการเตรียมทีมแอดมินให้พร้อมรับคนกลุ่มที่มาจากความสนใจในตัวดารา เพราะพวกเขาต้องการข้อมูลและการอธิบายที่ต่างจากคนที่มาจากโฆษณาที่มีรายละเอียดสินค้าครบอยู่แล้ว

  • ใช้คำรหัสที่เนียนไปกับคอนเทนต์แทนลิงก์แข็ง ๆ เพื่อให้แอดมินสังเกตที่มาของคนทักได้
  • เทียบช่วงเวลาที่โพสต์ออกกับยอดทัก LINE OA และฟังคำพูดแรกของลูกค้าเพื่อยืนยันที่มา
  • เตรียมสคริปต์แอดมินเฉพาะสำหรับกลุ่มที่มาจากพรีเซนเตอร์ เพราะพฤติกรรมและความพร้อมซื้อต่างจากกลุ่มอื่น

คำถามที่พบบ่อย

ต้องขอให้ดาราใส่ลิงก์ในโพสต์เสมอไหมถึงจะวัดผลได้

ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าดาราหรือทีมงานไม่สะดวกใส่ลิงก์ การเทียบช่วงเวลาที่โพสต์ออกกับยอดทัก LINE OA และการฟังคำพูดแรกของลูกค้า ก็ให้ภาพที่ใกล้เคียงความจริงพอสมควรแล้ว

ถ้าดาราโพสต์พร้อมกับที่มีแคมเปญโฆษณาอื่นวิ่งอยู่ด้วย จะแยกผลได้อย่างไร

ควรหลีกเลี่ยงการเปิดแคมเปญโฆษณาใหม่ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังโพสต์ออก เพื่อให้เห็นผลของโพสต์พรีเซนเตอร์เพียว ๆ ก่อน แล้วค่อยเปิดแคมเปญอื่นตามหลัง จะแยกผลได้ชัดกว่า

คำรหัสที่ให้ลูกค้าพิมพ์เข้ามา ควรออกแบบอย่างไรให้ไม่ดูแข็ง

ควรให้เนียนไปกับเนื้อหา เช่น อ้างอิงมุกหรือคำพูดที่ดาราพูดในคลิปจริง แทนการใช้โค้ดตัวเลขหรือคำที่ฟังดูเป็นการตลาดตรงเกินไป จะได้ทั้งความเป็นธรรมชาติและใช้ติดตามผลได้ในเวลาเดียวกัน

งบพรีเซนเตอร์ระดับนี้คุ้มค่าจริงหรือเปล่า วัดอย่างไร

ควรเทียบต้นทุนต่อคนที่ทักเข้ามาในช่วงหลังโพสต์ออก กับต้นทุนต่อคนที่ทักจากช่องทางโฆษณาปกติในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แล้วดูว่าต่างกันแค่ไหน ร่วมกับการประเมินมูลค่าด้านภาพลักษณ์แบรนด์ที่ตัวเลขอย่างเดียวบอกไม่ได้ทั้งหมด

ถ้าอัตราปิดการขายของกลุ่มพรีเซนเตอร์ต่ำกว่ากลุ่มอื่น ควรเลิกใช้พรีเซนเตอร์ไหม

ไม่จำเป็นต้องเลิก แต่ควรปรับสคริปต์แอดมินให้เหมาะกับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เพราะเป้าหมายของพรีเซนเตอร์มักเป็นการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ไม่ใช่ปิดการขายทันที การวัดผลจึงควรมองเป็นภาพระยะยาวร่วมกับตัวเลขระยะสั้นด้วย

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

คิวยาวหน้าร้าน แต่ยอดทักไลน์เงียบ เปิดตัวแฟลกชิปสโตร์ที่เกือบพลาดโอกาสเก็บลูกค้าใหม่ทั้งงาน

คิวยาวหน้าร้าน แต่ยอดทักไลน์เงียบ เปิดตัวแฟลกชิปสโตร์ที่เกือบพลาดโอกาสเก็บลูกค้าใหม่ทั้งงาน

วันเปิดตัวแฟลกชิปสโตร์คนต่อคิวยาวเป็นร้อยเมตร แต่ยอดทัก LINE OA แทบไม่ขยับ บทความนี้เล่าจุดพลาดของงานเปิดตัวและวิธีเปลี่ยนคนต่อคิวหน้าร้านให้กลายเป็นฐานลูกค้าถาวร
ตัวแทนจำหน่ายทักไลน์สมัคร 40 รายต่อเดือน ปิดออเดอร์แรกได้กี่ราย เคสตัวอย่างจากงานจริง

ตัวแทนจำหน่ายทักไลน์สมัคร 40 รายต่อเดือน ปิดออเดอร์แรกได้กี่ราย เคสตัวอย่างจากงานจริง

ตัวแทนจำหน่ายทักเข้ามาสมัครเยอะ แต่ปิดออเดอร์แรกได้น้อย บทความนี้เล่าจากเคสตัวอย่างว่าทำไมช่องว่างนี้เกิดขึ้น พร้อมแผนที่บทสนทนา 4 ขั้นตอนที่ดันดีลเลอร์ใหม่ให้สั่งของล็อตแรกได้จริง
จาก 1 สาขาเป็น 5 สาขา ร้านขนมไทยสมมติใช้ข้อมูลแชท LINE เลือกทำเลแทนดวง

จาก 1 สาขาเป็น 5 สาขา ร้านขนมไทยสมมติใช้ข้อมูลแชท LINE เลือกทำเลแทนดวง

เคสสมมติของร้านขนมไทยที่ขยายจาก 1 เป็น 5 สาขา โดยไม่ได้เดาทำเลจากความรู้สึก แต่อ่านจากที่อยู่และคำถามซ้ำ ๆ ในแชท LINE ของลูกค้าเก่า