← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ลูกค้าโทรเข้า Call Center ก่อน แล้วค่อยถูกส่งต่อไปคุยที่ LINE วัด Conversion จากแอดยังไงไม่ให้พลาด

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ย. 07:43อัปเดต 07 ก.ย. 07:43อ่าน 1 นาที
ลูกค้าโทรเข้า Call Center ก่อน แล้วค่อยถูกส่งต่อไปคุยที่ LINE วัด Conversion จากแอดยังไงไม่ให้พลาด
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

เมื่อลูกค้าคลิกโฆษณาแล้วโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ก่อน จากนั้นถูกส่งต่อไปคุยรายละเอียดต่อใน LINE จนปิดการขาย ระบบวัดผลที่มองแค่ฝั่งแชทอย่างเดียวจะไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างคลิกโฆษณากับยอดขายเลย ต้องมีขั้นตอนส่งต่อข้อมูลจากคอลเซ็นเตอร์เข้าสู่ LINE ที่เก็บ click ID ต้นทางไว้ด้วย ไม่ใช่แค่โอนสายลูกค้าไปเฉย ๆ

บริษัทประกันภัยรถยนต์แห่งหนึ่งยิงแอดเข้า LINE เพื่อให้ลูกค้าสนใจขอใบเสนอราคา แต่พฤติกรรมจริงของลูกค้าจำนวนมากกลับเป็นการโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์โดยตรงหลังเห็นโฆษณา เพราะรู้สึกว่าการคุยเรื่องเบี้ยประกันทางโทรศัพท์เร็วกว่าการพิมพ์แชท พนักงานคอลเซ็นเตอร์ให้ข้อมูลเบื้องต้นแล้วส่งลิงก์ LINE ให้ลูกค้าไปคุยรายละเอียดและยืนยันซื้อกรมธรรม์ต่อในแชท

ทีมการตลาดที่ดูแค่ตัวเลขคอนเวอร์ชั่นในระบบแชท LINE อย่างเดียว จะเห็นว่ามีคนทักเข้ามาปิดการขายจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีทางรู้เลยว่าลูกค้าเหล่านี้มาจากแอดตัวไหน เพราะจุดที่คลิกโฆษณาครั้งแรกเกิดขึ้นก่อนการโทร ไม่ใช่ก่อนการแชท ทำให้ click ID ต้นทางหายไปตั้งแต่ขั้นตอนการโทร

ผลคือ ROAS ที่คำนวณจากข้อมูลแชทอย่างเดียวจะต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เพราะมองไม่เห็นยอดขายที่เกิดจากเส้นทางแบบผสมนี้เลย ทีมการตลาดอาจตัดสินใจลดงบโฆษณาทั้งที่จริง ๆ แอดทำงานได้ดีกว่าที่ตัวเลขแสดงมาก บทความนี้จะพาไล่ทางแก้ทีละขั้น

ทำแผนที่เส้นทางลูกค้าแบบผสมให้เห็นภาพชัดก่อน

ก่อนจะแก้ปัญหาการวัดผล ต้องเข้าใจก่อนว่าเส้นทางลูกค้าจริงมีกี่แบบ ลูกค้าบางคนคลิกโฆษณาแล้วทักแชทตรง ไม่ผ่านคอลเซ็นเตอร์เลย บางคนคลิกโฆษณาแล้วโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ก่อนแล้วค่อยถูกส่งไปแชทต่อ และบางคนโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์เองโดยไม่ได้มาจากโฆษณาเลย เช่น จำเบอร์ได้จากการใช้บริการครั้งก่อน

การแยกสามเส้นทางนี้ออกจากกันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะแต่ละเส้นทางต้องการวิธีเก็บข้อมูลต่างกัน และมีความหมายต่อการประเมินผลแอดต่างกันโดยสิ้นเชิง การติดตามเส้นทางลูกค้าจากการโทรไปจนถึงแชทไลน์อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นช่วยให้ทำแผนที่นี้ได้แม่นยำกว่าการประเมินด้วยความรู้สึก

ส่งต่อ click ID จากโฆษณาผ่านคอลเซ็นเตอร์เข้าสู่ระบบแชทได้อย่างไร

  1. ตั้งเบอร์โทรเฉพาะ (tracking number) สำหรับแต่ละแคมเปญโฆษณา เพื่อให้รู้ทันทีว่าสายที่โทรเข้ามาจากแอดตัวไหน
  2. เมื่อพนักงานคอลเซ็นเตอร์รับสาย ให้บันทึกเบอร์ tracking number ที่ลูกค้าโทรเข้าไว้ในระบบพร้อมข้อมูลลูกค้า
  3. เมื่อส่งต่อลูกค้าไปคุยที่ LINE ให้แนบรหัสอ้างอิงที่เชื่อมกับข้อมูลการโทรนั้นไปด้วย เช่น ผ่านลิงก์เฉพาะที่มีรหัสติดไปด้วย
  4. เมื่อลูกค้าปิดการขายในแชท ระบบจะจับคู่รหัสอ้างอิงนี้กลับไปหา tracking number เดิม ทำให้รู้ได้ว่ายอดขายนี้มาจากแคมเปญโฆษณาตัวไหนตั้งแต่ต้นทาง

ตัวอย่างการตั้งเบอร์ tracking แยกตามแคมเปญ

ถ้าไม่มีการแยกเบอร์แบบนี้ ทีมการตลาดจะไม่มีทางรู้เลยว่าสายที่โทรเข้ามาจากแคมเปญไหน และเมื่อลูกค้าถูกส่งไปปิดการขายที่ LINE ต่อ ก็จะยิ่งไม่มีทางย้อนกลับไปหาต้นทางที่แท้จริงได้เลย

แคมเปญโฆษณาเบอร์ Tracking Numberจำนวนสายที่โทรเข้าต่อเดือน
โฆษณา Facebook กลุ่มอายุ 30-4502-XXX-100145 สาย
โฆษณา Google Search คำว่าประกันรถยนต์02-XXX-100278 สาย
โฆษณา TikTok วิดีโอรีวิว02-XXX-100322 สาย

ฝึกพนักงานคอลเซ็นเตอร์ให้ถามและบันทึกข้อมูลโดยไม่กระทบประสบการณ์ลูกค้า

การเพิ่มขั้นตอนบันทึกข้อมูลไม่ควรทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนถูกซักถามมากเกินไป วิธีที่ได้ผลดีคือให้ระบบโทรศัพท์จับคู่เบอร์ tracking number กับที่มาของแคมเปญโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว พนักงานแค่กดยืนยันในระบบระหว่างคุยกับลูกค้าโดยไม่ต้องถามลูกค้าเพิ่ม

ถ้าไม่มีระบบเบอร์ tracking อัตโนมัติ ทางเลือกรองลงมาคือฝึกพนักงานให้ถามคำถามสั้น ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น 'สนใจจากโฆษณาไหนคะ' ระหว่างช่วงเปิดบทสนทนาปกติ ไม่ใช่ถามแบบเป็นทางการที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด กรณีที่พนักงานปิดการขายจบตั้งแต่ช่วงโทรศัพท์เลยโดยไม่ต้องส่งต่อไปแชท ควรอ้างอิงหลักการปิดการขายผ่านการโทรที่เชื่อมกับข้อมูลไลน์เพื่อไม่ให้คอนเวอร์ชั่นกลุ่มนี้หายไปจากรายงาน

นำยอดขายจากเส้นทางผสมกลับไปยืนยันในระบบแอดด้วยการนำเข้าแบบออฟไลน์

เมื่อจับคู่ได้แล้วว่ายอดขายรายไหนมาจากเส้นทางคลิกโฆษณา-โทร-แชท ขั้นตอนสุดท้ายคือนำข้อมูลนี้กลับไปยืนยันคอนเวอร์ชั่นในระบบแอด ผ่านการนำเข้าคอนเวอร์ชั่นแบบออฟไลน์เช่นเดียวกับกรณีอื่น ๆ ที่ยอดขายเกิดขึ้นนอกช่องทางออนไลน์โดยตรง เพื่อให้แพลตฟอร์มโฆษณาเห็นภาพผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด

หลังแก้ไขระบบแล้ว ROAS ที่แท้จริงมักต่างจากตัวเลขเดิมมากแค่ไหน

จากประสบการณ์ที่เคยช่วยธุรกิจประเภทนี้ปรับระบบ พบว่าหลังเริ่มเก็บข้อมูลเส้นทางผสมได้ครบถ้วน ROAS ที่แท้จริงมักสูงกว่าตัวเลขเดิมที่ดูจากแชทอย่างเดียว 20-50% ขึ้นอยู่กับสัดส่วนลูกค้าที่เลือกโทรก่อนแชทของแต่ละธุรกิจ ยิ่งธุรกิจที่ขายสินค้าซับซ้อนอย่างประกันภัยหรือสินเชื่อ สัดส่วนนี้มักสูงกว่าธุรกิจขายสินค้าทั่วไปที่ลูกค้าคุ้นเคยกับการแชทมากกว่าการโทร

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้แปลว่าแอดทำงานดีขึ้นจริง แค่ทำให้เห็นภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่าเดิม ซึ่งอาจเปลี่ยนการตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

เปรียบเทียบพฤติกรรมลูกค้าที่ปิดการขายผ่านแชทอย่างเดียว กับที่ผ่านเส้นทางผสม

ตัวเลขในตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติจากรูปแบบที่พบได้บ่อยในธุรกิจประกันภัย เพื่อให้เห็นภาพว่าเส้นทางผสมมักมีมูลค่าเฉลี่ยต่อรายสูงกว่า ทำให้การมองข้ามเส้นทางนี้ไปไม่ใช่แค่เสียจำนวนยอดขาย แต่อาจเสียยอดขายที่มีมูลค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยไปด้วย

ลักษณะลูกค้าแชทอย่างเดียวโทรก่อนแล้วต่อแชท
ระยะเวลาตัดสินใจเฉลี่ย1-2 วัน3-5 วัน (ต้องรอเปรียบเทียบราคา)
มูลค่าเบี้ยประกันเฉลี่ยต่อกรมธรรม์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมเล็กน้อยสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม เพราะมักถามละเอียดกว่า
สัดส่วนของยอดขายทั้งหมดประมาณ 55-60%ประมาณ 30-40% ขึ้นกับผลิตภัณฑ์

กรณีลูกค้าโทรมาแล้ววางสาย แต่กลับมาทักแชทซื้อในอีกหลายวันถัดมา

อีกรูปแบบที่พบบ่อยในธุรกิจประกันคือลูกค้าโทรเข้ามาสอบถามแล้ววางสายโดยไม่ตัดสินใจทันที จากนั้นไปเปรียบเทียบกับที่อื่นก่อน แล้วกลับมาทักไลน์เพื่อปิดการขายในอีก 5-7 วันถัดมา ถ้าไม่มีระบบเชื่อมโยงหมายเลขโทรศัพท์กับบัญชีไลน์ของลูกค้าคนเดียวกัน คอนเวอร์ชั่นนี้จะถูกนับเป็นของแชทล้วน ๆ ทั้งที่จุดเริ่มต้นจริงมาจากแอดที่ทำให้ลูกค้าโทรเข้ามาครั้งแรก

วิธีแก้ที่พอทำได้โดยไม่ต้องลงทุนระบบซับซ้อนคือให้พนักงานคอลเซ็นเตอร์บันทึกเบอร์โทรของลูกค้าที่วางสายไปพร้อมกับหมายเหตุว่ามาจากแอดตัวไหน แล้วเมื่อลูกค้าทักแชทเข้ามาในภายหลัง ให้แอดมินแชทถามยืนยันว่าเคยโทรมาก่อนหรือไม่ เพื่อจับคู่ข้อมูลย้อนหลังด้วยมือ วิธีนี้ไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ช่วยลดจำนวนคอนเวอร์ชั่นที่หายไปจากบันทึกได้มาก

สรุป

เส้นทางลูกค้าที่ข้ามไปมาระหว่างคอลเซ็นเตอร์กับ LINE เป็นจุดบอดที่ระบบวัดผลแบบมาตรฐานมักมองไม่เห็น เพราะแต่ละช่องทางเก็บข้อมูลแยกกันโดยไม่มีสะพานเชื่อมระหว่างกัน ทำให้ยอดขายจริงจำนวนมากไม่ถูกนับเป็นผลจากแอดเลยทั้งที่จริง ๆ แอดคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางนั้น

การสร้างสะพานเชื่อมด้วยเบอร์ tracking number และรหัสอ้างอิงที่ส่งต่อไปพร้อมลูกค้า ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเกินไปสำหรับธุรกิจที่มีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้สูงพอจะคุ้มค่ากับการลงทุนตั้งระบบ และมักเผยให้เห็นว่า ROAS ที่แท้จริงของแอดสูงกว่าที่เคยประเมินไว้มาก

  • ทำแผนที่แยกเส้นทางลูกค้าสามแบบ คือแชทตรง โทรแล้วต่อแชท และโทรเองไม่ผ่านโฆษณา
  • ตั้งเบอร์ tracking number แยกตามแพลตฟอร์มโฆษณาเพื่อจับต้นทางของสายที่โทรเข้า
  • ส่งรหัสอ้างอิงจากคอลเซ็นเตอร์ไปพร้อมลูกค้าเมื่อโอนไปคุยต่อใน LINE เพื่อให้จับคู่ยอดขายกลับไปหาต้นทางได้

คำถามที่พบบ่อย

ต้องมีเบอร์ tracking number แยกทุกแคมเปญเลยไหม

ไม่จำเป็นต้องแยกละเอียดทุกแคมเปญย่อย แต่ควรแยกอย่างน้อยตามแพลตฟอร์มโฆษณาหลักที่ใช้งบมากที่สุด เพื่อให้เห็นภาพว่าแพลตฟอร์มไหนสร้างยอดขายผ่านเส้นทางนี้มากกว่ากัน

ถ้าลูกค้าโทรเข้ามาเองโดยไม่ได้มาจากโฆษณา จะแยกออกจากกลุ่มที่มาจากแอดได้อย่างไร

ถ้าลูกค้าโทรผ่านเบอร์หลักของบริษัทที่ไม่ใช่เบอร์ tracking เฉพาะแคมเปญ ระบบจะรู้โดยอัตโนมัติว่าไม่ได้มาจากโฆษณาตัวใดตัวหนึ่ง จึงไม่ต้องพยายามจับคู่กับข้อมูลแอด

การตั้งเบอร์ tracking number มีค่าใช้จ่ายเพิ่มไหม

โดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับแต่ละเบอร์ที่เพิ่มขึ้น ควรชั่งน้ำหนักกับมูลค่าของข้อมูลที่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสัดส่วนลูกค้าโทรก่อนแชทสูง ค่าใช้จ่ายนี้มักคุ้มค่ากับความแม่นยำที่ได้กลับมา

ควรเริ่มทำระบบนี้เมื่อไหร่ ถ้ายังไม่รู้ว่ามีลูกค้ากลุ่มนี้มากแค่ไหน

ควรเริ่มจากการสุ่มถามลูกค้าที่ปิดการขายในแชทว่าเคยโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ก่อนหรือไม่ ถ้าพบว่ามีสัดส่วนสูงพอสมควร ค่อยลงทุนตั้งระบบเบอร์ tracking ให้ครบถ้วน

ธุรกิจแบบไหนที่มักเจอปัญหาเส้นทางลูกค้าแบบผสมนี้บ่อยที่สุด

มักพบมากในธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการซับซ้อนที่ต้องอธิบายรายละเอียดเยอะ เช่น ประกันภัย สินเชื่อ อสังหาริมทรัพย์ หรือบริการทางการแพทย์ ที่ลูกค้ารู้สึกว่าการโทรคุยเร็วกว่าการพิมพ์อธิบายผ่านแชท

ถ้าไม่มีงบพอจะทำระบบเบอร์ tracking number จะประเมิน ROAS ที่แท้จริงได้อย่างไร

ทางเลือกรองคือสุ่มสัมภาษณ์ลูกค้าที่ปิดการขายเป็นระยะเพื่อประเมินสัดส่วนคร่าว ๆ ว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ที่มาจากเส้นทางโทรก่อนแชท แล้วใช้สัดส่วนนี้ปรับประมาณการ ROAS ให้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น แม้จะไม่แม่นยำเท่าการติดตามแบบเต็มระบบ

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA — linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจ B2B ค้าส่งคุยผ่าน LINE ยาวข้ามสัปดาห์ กว่าจะปิดออเดอร์ Attribution Window หมดอายุไปแล้ว

ธุรกิจ B2B ค้าส่งคุยผ่าน LINE ยาวข้ามสัปดาห์ กว่าจะปิดออเดอร์ Attribution Window หมดอายุไปแล้ว

ดีลค้าส่งบางเจ้าคุยกันในแชท LINE ยาวเป็นสัปดาห์กว่าจะปิดออเดอร์จริง พอปิดได้ระบบโฆษณากลับไม่รับ conversion เพราะ attribution window ของแพลตฟอร์มหมดอายุไปแล้ว บทความนี้อธิบายกลไกและทางออก
Geo-Lift Test สำหรับ SME ไทย: วัด Incrementality โดยไม่ต้องมีทีมข้อมูลใหญ่

Geo-Lift Test สำหรับ SME ไทย: วัด Incrementality โดยไม่ต้องมีทีมข้อมูลใหญ่

แบ่งพื้นที่เปิด/ปิดโฆษณาแล้วเทียบยอดขาย LINE OA เป็นวิธีวัดผลจริงที่ไม่ต้องพึ่ง pixel แม่นยำ 100% เหมาะกับร้านที่ขายหลายจังหวัด
เทียบ Attribution Window 1 วัน 7 วัน 28 วัน: เลือกแบบไหนไม่หลอกตัวเอง

เทียบ Attribution Window 1 วัน 7 วัน 28 วัน: เลือกแบบไหนไม่หลอกตัวเอง

attribution window สั้นทำให้ ROAS ดูต่ำ แบบยาวทำให้ ROAS ดูสูงเกินจริง บทความนี้เทียบทั้งสามแบบด้วยเคสจริงจากร้านที่ปิดการขายใน LINE