← กลับไปหน้าบทความ
เทรนด์ & ข้อควรระวัง

ทำไมยอด iOS หายไปจากรายงาน ผลของ ATT ที่กระทบการวัดผลผ่าน LINE

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ค. 09:27อัปเดต 07 ก.ค. 09:27อ่าน 1 นาที
ทำไมยอด iOS หายไปจากรายงาน ผลของ ATT ที่กระทบการวัดผลผ่าน LINE
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ตั้งแต่ Apple เริ่มบังคับให้แอปขออนุญาตก่อนติดตามผู้ใช้ (App Tracking Transparency หรือ ATT) ผู้ใช้ iPhone จำนวนมากเลือกปฏิเสธการติดตาม ทำให้แพลตฟอร์มโฆษณาเห็นข้อมูลฝั่ง iOS น้อยลงกว่าความเป็นจริง ร้านที่พึ่งพา conversion ผ่านพิกเซลอย่างเดียวจึงเห็นยอดขายในรายงานต่ำกว่าที่เกิดขึ้นจริง

สมมติร้านหนึ่งเห็นว่ายอดขายที่ปิดผ่านแชท LINE จริง ๆ ในเดือนหนึ่งมีอยู่ 300 ออเดอร์ แต่รายงานในระบบโฆษณาแสดงยอด conversion แค่ 210 ออเดอร์ พอไล่ดูแยกตามอุปกรณ์ พบว่าออเดอร์ที่ ‘หายไป’ ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าที่ใช้ iPhone ไม่ใช่ Android

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้แปลว่าร้านตั้งค่าอะไรผิด แต่เป็นผลจากนโยบาย App Tracking Transparency ของ Apple ที่เริ่มบังคับใช้มาสักระยะแล้ว ทำให้แอปต้องขออนุญาตผู้ใช้ก่อนจะติดตามพฤติกรรมข้ามแอปได้ และผู้ใช้จำนวนไม่น้อยเลือกกดปฏิเสธ

บทความนี้จะอธิบายสั้น ๆ ว่าเรื่องนี้กระทบการวัดผลยังไง และร้านที่ขายผ่าน LINE ปรับตัวได้อย่างไรบ้าง โดยไม่ต้องเข้าใจรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมด

ATT ทำอะไรกันแน่

เมื่อผู้ใช้เปิดแอปบน iPhone ระบบจะขึ้นหน้าต่างถามว่าอนุญาตให้แอปนี้ติดตามพฤติกรรมข้ามแอปอื่นเพื่อโฆษณาได้หรือไม่ ถ้าผู้ใช้กดปฏิเสธ แพลตฟอร์มโฆษณาจะไม่สามารถเชื่อมโยงว่าคนที่คลิกโฆษณากับคนที่ซื้อสินค้าเป็นคนเดียวกันได้แม่นยำเหมือนเดิม

ผลคือ ต่อให้ลูกค้าคนนั้นเห็นโฆษณา คลิกเข้ามา ทักไลน์ และซื้อสินค้าจริง แพลตฟอร์มก็อาจนับ conversion นั้นไม่ได้ครบ เพราะข้อมูลการเชื่อมโยงถูกจำกัดไว้ตามการตัดสินใจของผู้ใช้

ทำไมเรื่องนี้กระทบร้านที่ขายผ่าน LINE โดยเฉพาะ

ร้านที่ปิดการขายในแชท LINE มักมีช่วงเวลาระหว่างที่ลูกค้าคลิกโฆษณากับตัดสินใจโอนเงินค่อนข้างนาน เพราะต้องผ่านการคุยกับแอดมิน ต่อรอง หรือรอตัดสินใจ ยิ่งช่วงเวลาห่างมาก ยิ่งมีโอกาสที่การเชื่อมโยงข้อมูลจะคลาดเคลื่อนมากขึ้นเมื่อผู้ใช้ปฏิเสธการติดตามแบบ ATT

นี่คือเหตุผลที่ร้านจำนวนมากเริ่มเห็นตัวเลขยอดขายจริงกับยอดในรายงานโฆษณาต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ใช้ iPhone

ร้านปรับตัวได้อย่างไรบ้าง

  • ใช้การส่งข้อมูล conversion แบบ server-to-serverควบคู่กับพิกเซลฝั่งเบราว์เซอร์ เพราะช่วยเก็บข้อมูลได้มากขึ้นแม้ผู้ใช้จะปฏิเสธการติดตามบางส่วน
  • อย่าตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาจากยอดในรายงานแพลตฟอร์มอย่างเดียว ควรเทียบกับยอดขายจริงที่ปิดในแชทเป็นระยะ เพื่อไม่ให้หลงเชื่อว่าโฆษณาแย่กว่าความเป็นจริง
  • ให้น้ำหนักกับข้อมูลที่ร้านเก็บเองโดยตรง เช่น ที่มาของแชทที่แอดมินบันทึกไว้ มากกว่าพึ่งพาตัวเลขจากแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเจอปัญหานี้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือรีบตัดงบแคมเปญที่ดูเหมือน conversion ต่ำ ทั้งที่ความจริงแคมเปญนั้นอาจสร้างยอดขายได้ดี เพียงแต่รายงานเก็บข้อมูลได้ไม่ครบเพราะผู้ใช้ iOS ปฏิเสธการติดตาม การตัดงบด้วยข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้เสียโอกาสจากกลุ่มลูกค้าที่ซื้อจริงไปโดยไม่รู้ตัว

สรุป

การที่ยอดขายจากผู้ใช้ iPhone ดูน้อยกว่าความเป็นจริงในรายงานโฆษณา ไม่ได้แปลว่าโฆษณากลุ่มนั้นไม่ได้ผล แต่เป็นผลจากนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Apple ที่ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลบางส่วนหายไป

ร้านที่เข้าใจเรื่องนี้จะไม่รีบตัดสินใจตัดงบจากตัวเลขที่ไม่สมบูรณ์ แต่จะหาทางเก็บข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางอื่น และเทียบกับยอดขายจริงที่ปิดในแชทเป็นหลักเสมอ

  • ATT ทำให้ผู้ใช้ iPhone จำนวนหนึ่งปฏิเสธการติดตาม กระทบความแม่นยำของ conversion
  • อย่าตัดงบจากยอดรายงานแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว ให้เทียบกับยอดขายจริงเสมอ
  • server-to-server tracking ช่วยเก็บข้อมูลได้มากขึ้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั้งหมด

คำถามที่พบบ่อย

ATT ส่งผลกับผู้ใช้ Android ด้วยไหม

โดยหลักการ ATT เป็นนโยบายเฉพาะของ Apple สำหรับอุปกรณ์ iOS จึงไม่ส่งผลโดยตรงกับผู้ใช้ Android แต่ระบบนิเวศการติดตามโฆษณาโดยรวมก็มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นในหลายแพลตฟอร์มเช่นกัน

ร้านจะรู้ได้ยังไงว่ายอดที่หายไปเกี่ยวกับ ATT จริงหรือเปล่า

ลองแยกดูข้อมูล conversion ตามประเภทอุปกรณ์ในระบบโฆษณา ถ้าพบว่ายอดฝั่ง iOS ต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับสัดส่วนลูกค้าที่ใช้ iPhone จริง เป็นสัญญาณว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

การใช้ server-to-server tracking แก้ปัญหานี้ได้หมดเลยไหม

ช่วยได้มากแต่ไม่ได้แก้ได้ทั้งหมด เพราะข้อจำกัดบางส่วนมาจากการที่ผู้ใช้เลือกปฏิเสธการติดตามโดยตรง ซึ่งเป็นสิทธิ์ของผู้ใช้ที่ต้องเคารพ สิ่งที่ทำได้คือเก็บข้อมูลให้ครบที่สุดเท่าที่จะทำได้ในส่วนที่ผู้ใช้ยินยอม

ควรหยุดยิงแอดกับกลุ่มผู้ใช้ iPhone เพราะวัดผลยากขึ้นไหม

ไม่แนะนำ เพราะกลุ่มผู้ใช้ iPhone จำนวนมากยังคงเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าจริง เพียงแต่รายงานอาจแสดงผลไม่ครบ การตัดกลุ่มนี้ออกอาจเสียโอกาสยอดขายจริงไปโดยไม่จำเป็น

มีวิธีอื่นนอกจาก server-to-server ที่ช่วยให้เห็นภาพยอดขายจริงชัดขึ้นไหม

การให้แอดมินบันทึกที่มาของลูกค้าที่ทักเข้ามาในแต่ละแชท เช่น มาจากแคมเปญไหน แล้วเทียบกับยอดปิดการขายจริง เป็นอีกวิธีที่ช่วยเห็นภาพที่แม่นยำกว่าพึ่งพาตัวเลขจากแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

สร้างแดชบอร์ดผู้บริหารที่รวมยอดขายจาก LINE กับช่องทางอื่น โดยไม่ทำให้ตัวเลขดูสวยเกินจริง

สร้างแดชบอร์ดผู้บริหารที่รวมยอดขายจาก LINE กับช่องทางอื่น โดยไม่ทำให้ตัวเลขดูสวยเกินจริง

ผู้บริหารมักอยากเห็นภาพเดียวที่รวมทุกช่องทางการขาย แต่การรวมยอดแชท LINE เข้ากับช่องทางอื่นมีกับดักที่ทำให้ตัวเลขบิดเบือนง่าย บทความนี้เจาะวิธีออกแบบแดชบอร์ดที่ให้ภาพจริง
ค่าโฆษณาแพงพรวดทุกเดือนพฤศจิกา-ธันวา ต้องวางงบแคมเปญ LINE รับมือ CPM ฤดูกาลยังไงก่อนเจ็บตัว

ค่าโฆษณาแพงพรวดทุกเดือนพฤศจิกา-ธันวา ต้องวางงบแคมเปญ LINE รับมือ CPM ฤดูกาลยังไงก่อนเจ็บตัว

ทุกปีมีช่วงที่ค่าแสดงผลโฆษณาพุ่งขึ้นแรงเพราะร้านค้าแย่งพื้นที่พร้อมกัน บทความนี้อธิบายว่าทำไมมันเกิดขึ้น และควรวางแผนงบ-ทีมแชทยังไงให้ไม่ขาดทุนตอนแพงที่สุดของปี
ใช้ภาพเดิมยิงแอดมา 6 สัปดาห์ จน CPM แอบขยับขึ้นทีละนิดเพราะครีเอทีฟล้า ต้นทุนต่อทักพุ่งโดยไม่รู้ตัว

ใช้ภาพเดิมยิงแอดมา 6 สัปดาห์ จน CPM แอบขยับขึ้นทีละนิดเพราะครีเอทีฟล้า ต้นทุนต่อทักพุ่งโดยไม่รู้ตัว

ครีเอทีฟที่เคยดีไม่ได้ดีตลอดไป เมื่อคนกลุ่มเป้าหมายเห็นภาพเดิมซ้ำจนเบื่อ อัตราคลิกจะลดลง ซึ่งย้อนกลับไปดัน CPM และต้นทุนต่อทักให้แพงขึ้นทีละนิดโดยไม่รู้ตัว