← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

แอดมินตอบไวขึ้นทุกเดือน แต่ตัวเลข Lost Lead จาก LINE กลับไม่ลดเลย

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 3 นาที
แอดมินตอบไวขึ้นทุกเดือน แต่ตัวเลข Lost Lead จาก LINE กลับไม่ลดเลย
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ตัวเลข Lost Lead ที่ไม่ลดลงทั้งที่แอดมินตอบไวขึ้น มักไม่ได้แปลว่าทีมขายทำงานแย่ลง แต่มักแปลว่าคุณภาพ Lead จากบางช่องทางโฆษณาลดลง ต้องแยกวัด Lost Lead ตามช่องทางต้นทาง ไม่ใช่ดูตัวเลขรวมทั้งก้อน ถึงจะเจอสาเหตุจริง

เจ้าของธุรกิจรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่าปีนี้เขาลงทุนจ้างแอดมินเพิ่มอีกหนึ่งคนโดยเฉพาะ เพื่อให้ตอบแชทได้ภายในห้านาทีแทนที่จะเป็นครึ่งชั่วโมงเหมือนเดิม ตัวชี้วัดความเร็วดีขึ้นชัดเจนตามที่ตั้งใจ แต่พอปิดไตรมาสแล้วเทียบสัดส่วน Lost Lead ต่อ Lead ทั้งหมด ตัวเลขกลับไม่ขยับเลย บางเดือนถึงกับสูงกว่าช่วงก่อนจ้างแอดมินเพิ่มด้วยซ้ำ

ความรู้สึกแรกของเจ้าของธุรกิจคือสงสัยว่าแอดมินใหม่ทำงานไม่ดี แต่พอไล่ดูบทสนทนาจริงกลับพบว่าแอดมินตอบเร็วและสุภาพตามมาตรฐาน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตอบ แต่อยู่ที่ 'คนที่ทักเข้ามา' เปลี่ยนไป เพราะช่วงเดียวกันนั้นทีมการตลาดเพิ่มงบให้แคมเปญใหม่ที่ดึงทราฟฟิกกว้างขึ้น ได้คนทักเยอะขึ้นก็จริง แต่หลายคนในนั้นยังไม่พร้อมซื้อตั้งแต่แรก ต่อให้ตอบเร็วแค่ไหนก็ปิดไม่ได้อยู่ดี

บทความนี้จะพาแยกให้เห็นว่าทำไมความเร็วในการตอบกับสัดส่วน Lost Lead ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป และควรวัด Lost Lead แบบแยกตามช่องทางโฆษณาต้นทางยังไง ถึงจะรู้ว่าปัญหาจริงอยู่ที่ทีมขายหรืออยู่ที่คุณภาพทราฟฟิก

Lost Lead ที่หลายทีมเข้าใจผิด นับปนกันหมดทุกสาเหตุ

ปัญหาแรกที่ทำให้ตัวเลข Lost Lead ไม่บอกอะไรเลยคือการนับทุกกรณีที่ไม่ปิดการขายรวมเป็นก้อนเดียว ทั้งที่ 'Lost เพราะราคาแพงเกินไป' กับ 'Lost เพราะติดต่อไม่ได้เลย' กับ 'Lost เพราะไม่ตรงสินค้าที่มี' เป็นปัญหาคนละเรื่องที่ต้องแก้คนละวิธี ถ้ารวมเป็นตัวเลขเดียวแล้วเห็นว่าสูงขึ้น ทีมจะไม่รู้เลยว่าควรไปแก้ตรงไหนก่อน

อีกจุดที่มักสับสนคือเอา Lead ที่ยังไม่ตอบกลับเลยตั้งแต่แรก ไปนับรวมกับ Lead ที่คุยไปหลายรอบแล้วสุดท้ายไม่ซื้อ ทั้งสองแบบนี้สะท้อนปัญหาคนละจุด กลุ่มแรกอาจเป็นปัญหาคุณภาพทราฟฟิกหรือฟอร์มที่ดึงคนไม่ตั้งใจเข้ามา ส่วนกลุ่มหลังมักเป็นปัญหาการเจรจาต่อรองหรือราคาที่ไม่ตรงงบลูกค้า

ทำไมตอบไวขึ้นแล้ว Lost ยังไม่ลด: มองข้ามคุณภาพทราฟฟิก

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าปัญหาอยู่ที่คุณภาพ ไม่ใช่ความเร็ว คือลองดูอัตราการตอบกลับของลูกค้าหลังแอดมินทักเทียบกัน ถ้าตอบไวขึ้นแล้วลูกค้าตอบกลับเร็วขึ้นตามจริง แต่สุดท้ายก็ยัง Lost ในสัดส่วนเท่าเดิม แปลว่าคนกลุ่มนี้คุยด้วยได้ไว แต่ 'ยังไม่มีเจตนาซื้อจริง' ตั้งแต่ตอนคลิกเข้ามาแล้ว

สถานการณ์แบบนี้เกิดบ่อยเวลาธุรกิจขยายงบไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นเพื่อลดต้นทุนต่อคลิก เพราะยิ่งกลุ่มเป้าหมายกว้าง ยิ่งได้คนที่แค่ผ่านมาเห็นโฆษณาโดยไม่ได้ตั้งใจหาสินค้าจริง ๆ ปนเข้ามาเยอะขึ้น ความเร็วในการตอบช่วยเรื่องประสบการณ์ลูกค้าได้จริง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอคือคนที่ทักเข้ามาไม่ใช่กลุ่มที่พร้อมซื้อ

รองรับหลายช่องทางโฆษณาให้ Lost ไม่ปนกันเป็นก้อนเดียว

เมื่อธุรกิจยิงแอดพร้อมกันหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Google, TikTok หรือ LINE Ads เอง สิ่งที่ต้องทำก่อนวัด Lost Lead ให้มีความหมายคือต้องรู้ว่า Lead แต่ละรายมาจากช่องทางไหน ไม่ใช่แค่รู้ว่ามาจาก LINE เพราะปลายทางเป็นแชท LINE เหมือนกันหมด แต่ต้นทางที่พาเขาเข้ามาต่างกันโดยสิ้นเชิง

วิธีที่ทำได้จริงคือใช้ UTM หรือ Tracking Link แยกตามแพลตฟอร์มตั้งแต่ต้นทาง แล้วให้ค่านี้ติดไปกับ Lead ตลอดจนถึงตอนปิดหรือ Lost เพื่อให้ตอนดึงรายงาน สามารถกรองดู Lost Lead แยกตามแพลตฟอร์มต้นทางได้ ไม่ใช่เห็นแค่ก้อนรวม

จัดหมวด Lost Reason ให้วิเคราะห์ต่อได้จริง

หลังจากแยกตามช่องทางแล้ว ขั้นต่อไปคือต้องมี Lost Reason ที่เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่ให้แอดมินพิมพ์อธิบายอิสระ เพราะจะรวมข้อมูลวิเคราะห์ไม่ได้ ตารางนี้คือตัวอย่างการจัดกลุ่ม Lost Reason ที่แยกตามว่าควรแก้ที่ Marketing หรือแก้ที่ Sales:

กลุ่มสาเหตุตัวอย่าง Lost Reasonควรแก้ที่ทีมไหน
คุณภาพทราฟฟิกติดต่อไม่ได้, ไม่ตรงพื้นที่/สินค้าMarketing / Targeting
การเจรจาราคาสูงไป, เทียบคู่แข่งแล้วแพ้Sales / Offer
ความพร้อมยังไม่มีงบ, ยังไม่พร้อมตอนนี้ทั้งสองทีม (Nurture ต่อ)

ตัวอย่างสมมติ: แยก Lost ตามช่องทางแล้วเจอปัญหาจริง

สมมติร้านหนึ่งยิงแอดพร้อมกันสามช่องทาง แล้วดูสัดส่วน Lost Lead แยกตามต้นทางในเดือนเดียวกัน (ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น) จะเห็นภาพที่ต่างจากการดูตัวเลขรวมอย่างสิ้นเชิง

ช่องทางต้นทางLead ทั้งหมดสัดส่วน Lost
Facebook Ads (กว้าง)180 ราย68%
Google Search Ads95 ราย31%
LINE Ads โดยตรง60 ราย24%

อ่านตัวเลขสมมตินี้ยังไงให้ตัดสินใจถูก

จากตัวเลขสมมติข้างต้น จะเห็นว่าช่องทางที่ได้ Lead เยอะที่สุดอย่าง Facebook Ads กลับมีสัดส่วน Lost สูงที่สุดด้วย ถ้าดูแค่จำนวน Lead รวมเฉย ๆ อาจสรุปผิดว่าช่องทางนี้ดีที่สุดเพราะได้คนทักเยอะสุด แต่พอมองเป็นเปอร์เซ็นต์ที่หลุดไป จะเห็นว่าเงินค่าแอดจำนวนมากถูกใช้ไปกับคนที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อ

ในทางกลับกัน LINE Ads โดยตรงแม้ได้ Lead น้อยกว่า แต่มีสัดส่วนหลุดต่ำสุด ซึ่งอาจสะท้อนว่าคนที่คลิกโฆษณาประเภทนี้ตั้งใจหาข้อมูลก่อนคลิกอยู่แล้ว ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้ทีมตัดสินใจได้ตรงจุดมากขึ้นว่าควรปรับกลุ่มเป้าหมายฝั่ง Facebook ให้แคบลง หรือย้ายงบบางส่วนไปทดลองเพิ่มในช่องทางที่ Lost ต่ำกว่า แทนที่จะเพิ่มงบทุกช่องทางเท่า ๆ กันแบบเดา

สิ่งที่ต้องระวังคืออย่ารีบสรุปจากข้อมูลเดือนเดียว เพราะสัดส่วน Lost อาจแกว่งตามช่วงโปรโมชันหรือเทศกาลได้ เช่น ช่วงที่มีแคมเปญลดราคาแรง ๆ อาจดึงคนที่ตั้งใจซื้อจริงเข้ามาเยอะขึ้นชั่วคราวจนตัวเลข Lost ต่ำผิดปกติ ควรดูแนวโน้มต่อเนื่องอย่างน้อยสองถึงสามรอบก่อนตัดสินใจปรับงบครั้งใหญ่

ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะนับ Lost ผิดตั้งแต่ต้น

  • ปิด Lead เป็น Lost ทันทีที่เงียบไปหนึ่งวัน ทั้งที่ยังไม่ครบรอบ Follow-up ตามแผน ทำให้ตัวเลข Lost สูงเกินจริงและปนกับ Lead ที่จริง ๆ ยังมีโอกาส
  • ไม่บันทึก Lost Reason เลยเมื่อปิด Lead ทำให้ได้แค่ตัวเลขรวมที่บอกอะไรไม่ได้นอกจากยอดหลุด
  • นับ Lead ซ้ำเมื่อลูกค้าคนเดิมทักเข้ามาใหม่จากแคมเปญอื่น ทำให้ตัวเลข Lost ของแคมเปญเก่าดูแย่กว่าความเป็นจริงทั้งที่จริงเป็นคนคนเดียวที่ยังลังเลอยู่
  • ลืมตัดข้อมูลช่วงที่ระบบหรือแอดมินหยุดพักยาว เช่น ช่วงเทศกาลที่ตอบช้ากว่าปกติ เอาไปรวมกับช่วงปกติจนค่าเฉลี่ยเพี้ยน

ตั้งค่าให้ดูตัวเลขนี้ได้ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่มานั่งไล่ปลายเดือน

การแยก Lost Lead ตามช่องทางจะมีประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อทีมเห็นตัวเลขนี้บ่อยพอที่จะปรับตัวทัน ไม่ใช่มาไล่ดูตอนปิดไตรมาสซึ่งสายเกินไปที่จะแก้แคมเปญที่กำลังเผางบอยู่ ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นแนวทางตั้งต้นที่ธุรกิจขนาดกลางส่วนใหญ่ทำตามได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน:

  1. กำหนดว่า Tracking Link หรือ UTM ของแต่ละช่องทางโฆษณาต้องมีค่า Source ที่ตายตัวและไม่สลับรูปแบบระหว่างเดือน
  2. ตั้งรายงานสรุปทุกวันจันทร์ที่ดึงจำนวน Lead ใหม่ จำนวนที่ปิด Lost และ Lost Reason หลักของสัปดาห์ก่อน แยกตามช่องทาง
  3. กำหนดเกณฑ์เตือนล่วงหน้า เช่น ถ้าช่องทางใดมีสัดส่วน Lost เกินค่าเฉลี่ยของช่องทางอื่นเกินสิบห้าจุด ให้แจ้งทีมการตลาดทันทีแทนที่จะรอสิ้นเดือน
  4. ทุกสิ้นเดือนให้เทียบเทรนด์ Lost Reason ย้อนหลังสามเดือน เพื่อดูว่าสาเหตุที่แก้ไปแล้วกลับมาเกิดซ้ำหรือไม่ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเดือนล่าสุดเดือนเดียว

หลังรู้สาเหตุแล้ว ต้องทำอะไรต่อ

เมื่อแยก Lost Lead ตามช่องทางและเหตุผลได้ชัดแล้ว ขั้นต่อไปไม่ใช่แค่รายงานตัวเลขให้ทีมการตลาดดูเฉย ๆ แต่ควรนำไปปรับสามเรื่องพร้อมกัน คือกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญที่ Lost สูง เนื้อหาโฆษณาที่อาจสื่อสารผิดเจตนา และสคริปต์การตอบของแอดมินสำหรับ Lead แต่ละกลุ่มความพร้อม เพราะ Lead ที่ยังไม่พร้อมซื้อกับ Lead ที่พร้อมแล้วต้องใช้ข้อความคนละแบบ

ธุรกิจที่เคยอ่านเรื่องการให้คะแนนคุณภาพลูกค้าจากพฤติกรรมมาก่อน จะนำแนวคิดคล้ายกันมาปรับใช้กับ Lead ก่อนปิดการขายได้ คือให้คะแนนความพร้อมตั้งแต่ต้นทาง แล้ววัด Lost แยกตามระดับคะแนนนั้น จะเห็นภาพที่ละเอียดกว่าการแยกแค่ตามช่องทางเพียงอย่างเดียว

สรุป

ตัวเลข Lost Lead ที่ไม่ลดลงทั้งที่แอดมินตอบไวขึ้น ไม่ใช่สัญญาณว่าทีมขายแย่ลงเสมอไป บ่อยครั้งมันคือสัญญาณว่าคุณภาพทราฟฟิกจากบางช่องทางเปลี่ยนไป ซึ่งจะมองไม่เห็นเลยถ้าดูแค่ตัวเลขรวมโดยไม่แยกตามช่องทางต้นทางและเหตุผลที่แท้จริง

ขั้นต่อไปที่ควรทำคือกลับไปดูว่าตอนนี้ธุรกิจแยก Lost Lead ตามช่องทางและ Lost Reason อยู่แล้วหรือยัง ถ้ายัง ให้เริ่มจากการตั้งค่ามาตรฐานง่าย ๆ ก่อน แล้วค่อยใช้ข้อมูลรอบถัดไปมาปรับกลุ่มเป้าหมายและสคริปต์การตอบให้ตรงจุดมากขึ้น

อย่าลืมว่าตัวเลข Lost ที่ดีขึ้นไม่ได้แปลว่าต้องเป็นศูนย์ เพราะทุกธุรกิจย่อมมี Lead บางส่วนที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้วไม่ว่าจะปรับแคมเปญดีแค่ไหน เป้าหมายที่สมเหตุสมผลคือทำให้สัดส่วนหลุดลดลงอย่างต่อเนื่องและรู้เหตุผลชัดเจนว่าที่เหลืออยู่หลุดเพราะอะไร

  • ความเร็วในการตอบช่วยเรื่องประสบการณ์ แต่ไม่แก้ปัญหาคุณภาพทราฟฟิกที่ต้นตอ
  • แยก Lost Lead ตามช่องทางโฆษณาต้นทาง อย่าดูแค่ตัวเลขรวม
  • ใช้ Lost Reason มาตรฐานที่แยกได้ว่าควรแก้ที่ Marketing หรือ Sales

คำถามที่พบบ่อย

สัดส่วน Lost Lead เท่าไหร่ถึงเรียกว่าสูงเกินไป

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นกับราคาสินค้าและความกว้างของกลุ่มเป้าหมายที่ยิงแอด สิ่งที่ควรทำคือดูแนวโน้มของธุรกิจตัวเองย้อนหลัง แล้วเทียบระหว่างช่องทางมากกว่าไปเทียบกับตัวเลขของธุรกิจอื่น

ถ้า Lost Lead สูงเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน ควรทำยังไง

ให้ดูว่าช่วงเวลานั้นตรงกับช่วงที่แอดมินตอบช้ากว่าปกติหรือไม่ ถ้าใช่อาจต้องปรับตารางกะให้มีคนคอยตอบครอบคลุมมากขึ้น แต่ถ้าตอบไวเท่าเดิมแล้ว Lost ยังสูง ให้สงสัยว่าช่วงเวลานั้นกลุ่มเป้าหมายที่เห็นโฆษณาต่างจากช่วงอื่น

ควรปิด Lead เป็น Lost เร็วแค่ไหนถ้าลูกค้าเงียบไป

ควรผูกกับรอบ Follow-up ที่วางไว้ล่วงหน้า เช่น ตามครบสามรอบตามแผนแล้วยังไม่ตอบภายในระยะเวลาที่กำหนดจึงค่อยปิด ไม่ควรปิดทันทีหลังเงียบแค่วันเดียว เพราะจะทำให้ตัวเลข Lost สูงเกินจริงและบดบังโอกาสที่ยังมีอยู่

ช่องทางที่ Lost สูงควรหยุดยิงแอดเลยไหม

ไม่จำเป็นต้องหยุดทันที ควรลองปรับกลุ่มเป้าหมายให้แคบลงหรือปรับเนื้อหาโฆษณาให้สื่อเจตนาชัดขึ้นก่อน แล้วดูว่าสัดส่วน Lost เปลี่ยนไหมในรอบถัดไป ก่อนตัดสินใจลดงบหรือหยุดช่องทางนั้นไปเลย

Lost Reason ควรให้แอดมินเลือกเองหรือกำหนดตายตัว

ควรกำหนดเป็นตัวเลือกมาตรฐานให้เลือก ไม่ใช่พิมพ์อิสระ เพราะถ้าแต่ละคนใช้คำต่างกัน เช่น 'ไม่สนใจ' กับ 'เปลี่ยนใจ' ซึ่งความหมายใกล้กัน จะรวมข้อมูลวิเคราะห์ยากมาก ควรมีตัวเลือกจำกัดจำนวนที่ครอบคลุมสาเหตุหลักพอ

มีวิธีผูก Lost Lead กับช่องทางโฆษณาโดยไม่ต้องนั่งกรอกเองทุกรายไหม

ถ้าใช้ Tracking Link หรือ UTM แยกตามช่องทางตั้งแต่ต้นทาง แล้วให้ระบบอย่าง linli บันทึกค่านี้ติดไปกับ Lead ตลอดจนถึงตอนปิดสถานะ ก็จะดึงรายงานแยกตามช่องทางได้โดยไม่ต้องกรอกซ้ำ แต่การเลือก Lost Reason ยังต้องอาศัยแอดมินเลือกจากตัวเลือกมาตรฐานตอนปิด Lead อยู่ดี ควรเทียบสัดส่วน Lost ทั้งระหว่างเดือนและระหว่างช่องทางควบคู่กัน เพราะมุมแรกช่วยเห็นแนวโน้มรวม ส่วนมุมหลังช่วยชี้ว่าปัญหาซ่อนอยู่ที่ช่องทางไหน

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เทียบ Attribution จาก Ads Manager อย่างเดียว กับต่อ CRM เข้าไปวัดถึงยอดปิดจริง ต่างกันตรงไหน

เทียบ Attribution จาก Ads Manager อย่างเดียว กับต่อ CRM เข้าไปวัดถึงยอดปิดจริง ต่างกันตรงไหน

ยิงแอดสามแพลตฟอร์มพร้อมกันแล้วเปิด Ads Manager แต่ละตัวดูยอด มักได้ตัวเลขที่เชื่อไม่ได้ เพราะแต่ละแพลตฟอร์มนับ Attribution แบบแยกส่วนของตัวเอง บทความนี้เทียบให้เห็นว่าต่อ CRM เข้าไปแล้วมองเห็นอะไรที่ Ads Manager เพียงอย่างเดียวมองไม่เห็น
ทำไมทดสอบ Meta CAPI ผ่านแล้ว แต่ Event ยังไม่ขึ้นใน Events Manager จริง

ทำไมทดสอบ Meta CAPI ผ่านแล้ว แต่ Event ยังไม่ขึ้นใน Events Manager จริง

Test Event ผ่าน Diagnostics ไม่มี Error แต่พอปล่อยใช้งานจริงกลับไม่เห็น Event ใน Events Manager ปัญหานี้พบบ่อยในทีมที่เพิ่งเริ่มทำ server side Meta CAPI LINE และมักไม่ได้เกิดจากโค้ดผิดทั้งหมด
TikTok Events API ไม่ขึ้นสักตัวหลังต่อ LINE ต้องเช็กตรงไหนก่อนโทษโค้ด

TikTok Events API ไม่ขึ้นสักตัวหลังต่อ LINE ต้องเช็กตรงไหนก่อนโทษโค้ด

ต่อ TikTok Events API เข้ากับ Flow ที่ส่ง Event หลังลูกค้าทักเข้า LINE แล้ว Event ไม่ขึ้นเลยสักตัวใน Events Manager ปัญหานี้มักไม่ได้อยู่ที่โค้ดทั้งหมด แต่อยู่ที่ Field, Identifier หรือ Access Token ที่ตั้งค่าไม่ตรงกับที่ TikTok ต้องการ