← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

Lead เข้าเยอะขึ้นทุกเดือน แต่ทำไมทีมขายยังบ่นว่าไม่มีลูกค้าคุยด้วย

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 3 นาที
Lead เข้าเยอะขึ้นทุกเดือน แต่ทำไมทีมขายยังบ่นว่าไม่มีลูกค้าคุยด้วย
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Cost per Qualified Lead (CPQL) คือต้นทุนเฉลี่ยที่จ่ายไปเพื่อให้ได้ Lead ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพขั้นต่ำ ไม่ใช่แค่คนที่ทักเข้ามาเฉย ๆ ตัวเลข Lead ที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนอาจบดบังปัญหาที่แท้จริงได้ ถ้าสัดส่วนที่ผ่านเกณฑ์ Qualified ลดลงเรื่อย ๆ CPQL จึงเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงของ Funnel ได้ดีกว่า Lead รวมหรือ CPL เพียงอย่างเดียว

ผู้จัดการฝ่ายขายของธุรกิจติวเตอร์ออนไลน์รายหนึ่งเคยเปิด Dashboard ให้ผมดูด้วยสีหน้าสับสน ตัวเลข Lead เดือนนี้อยู่ที่ 410 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่มี 290 คนเกือบครึ่ง เขาบอกว่า 'ทีมมาร์เก็ตติ้งบอกว่าผลงานดีขึ้นมาก แต่ทีมขายผมบ่นทุกวันว่าคุยกับใครก็ไม่เจอคนที่พร้อมสมัครจริง เกิดอะไรขึ้นครับ'

พอไล่ดูข้อมูลจริง พบว่าใน 410 คนนั้น มีเพียง 52 คนที่ตอบคำถามพื้นฐานอย่างระดับชั้นที่ต้องการเรียนและช่วงเวลาที่สะดวก ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ทักมาแล้วเงียบไปหลังจากได้รับข้อความตอบกลับอัตโนมัติ ในขณะที่เดือนก่อนแม้ Lead รวมจะน้อยกว่า แต่มีถึง 78 คนที่ตอบคำถามพื้นฐานครบ ตัวเลข Lead ที่ดูเหมือนดีขึ้นจึงซ่อนความจริงที่แย่ลงไว้ข้างใน

นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจที่ขายผ่านแชทควรวัด Cost per Qualified Lead ควบคู่ไปกับ Cost per Lead เสมอ เพราะ Lead รวมบอกได้แค่ว่ามีคนสนใจเข้ามาเท่าไหร่ แต่ไม่ได้บอกว่าในจำนวนนั้นมีกี่คนที่พร้อมจะเดินหน้าซื้อจริง บทความนี้จะพาไล่ทีละขั้นว่าควรตั้งเกณฑ์ Qualified Lead อย่างไร คำนวณ CPQL แบบไหน และอ่านตัวเลขนี้อย่างไรให้เป็นประโยชน์

Qualified Lead ต่างจาก Lead ทั่วไปตรงไหน

Lead คือคนที่เริ่มมีการโต้ตอบกับธุรกิจผ่านแชท ไม่ว่าจะถามราคาสั้น ๆ หรือแค่ทักทาย ในขณะที่ Qualified Lead คือ Lead ที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่บ่งบอกว่ามีความตั้งใจซื้อจริงในระดับหนึ่ง เช่นให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการเสนอราคา หรือระบุความต้องการที่ชัดเจนพอจะดำเนินการขั้นถัดไปได้

ความแตกต่างนี้สำคัญมากเพราะ Lead ทั่วไปที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ อาจเป็นแค่คนที่คลิกผ่าน ๆ ด้วยความอยากรู้ ไม่ได้ตั้งใจซื้อจริง ถ้าธุรกิจวัดผลจากจำนวน Lead รวมเพียงอย่างเดียว จะไม่มีทางเห็นว่าทีมขายกำลังเสียเวลาไปกับคนกลุ่มไหนมากที่สุด และงบโฆษณาที่ใช้ไปจริง ๆ แล้วสร้างคนที่มีคุณค่าต่อธุรกิจได้กี่คน

เกณฑ์ที่ใช้แยก Lead ธรรมดาออกจาก Qualified Lead

เกณฑ์ Qualified Lead ควรออกแบบให้เหมาะกับสินค้าและกระบวนการขายของแต่ละธุรกิจ ไม่มีสูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกที่ แต่มีองค์ประกอบร่วมที่ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้เป็นฐาน:

องค์ประกอบตัวอย่างคำถามที่ใช้เช็กเหตุผลที่ใช้เป็นเกณฑ์
ความต้องการชัดเจน (Need)ต้องการสินค้า/บริการแบบไหนแยกคนที่รู้ตัวว่าต้องการอะไรออกจากคนที่แค่ดูผ่าน ๆ
กำลังซื้อพอสมควร (Budget)งบประมาณคร่าว ๆ อยู่ในช่วงไหนกรองคนที่งบไม่ตรงกับสินค้าออกไปตั้งแต่ต้น
อำนาจตัดสินใจ (Authority)เป็นผู้ตัดสินใจซื้อเองหรือไม่สำคัญมากสำหรับสินค้า B2B ที่ต้องผ่านหลายคนอนุมัติ
ช่วงเวลาที่ต้องการ (Timeline)ต้องการใช้งานเมื่อไหร่แยกคนที่พร้อมซื้อตอนนี้ออกจากคนที่แค่สำรวจข้อมูลไว้ก่อน

สูตรคำนวณ Cost per Qualified Lead

สูตรพื้นฐานคือต้นทุนแคมเปญหารด้วยจำนวน Qualified Lead ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน โดยใช้ต้นทุนก้อนเดียวกับที่ใช้คำนวณ Cost per Lead แต่เปลี่ยนตัวหารจาก Lead รวม เป็น Lead ที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น การเปลี่ยนตัวหารนี้ฟังดูเล็กน้อย แต่ทำให้ตัวเลขที่ได้เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะแคมเปญที่มีสัดส่วน Qualified Lead ต่ำ

สิ่งสำคัญคือต้องนับให้ตรงช่วงเวลาเดียวกันระหว่างต้นทุนและจำนวน Qualified Lead เพราะบางครั้ง Lead ที่ทักเข้ามาปลายเดือนอาจเพิ่งถูกประเมินว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ในเดือนถัดไป ถ้าไม่ระวังจุดนี้ CPQL ที่คำนวณได้อาจคลาดเคลื่อนจากความจริง โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เวลาประเมิน Lead หลายวัน

ตัวอย่างสมมติ เทียบ CPL กับ CPQL ของแคมเปญเดียวกัน

ลองดูตัวอย่างสมมติของสามแคมเปญที่มี CPL ใกล้เคียงกัน แต่สัดส่วนที่ผ่านเกณฑ์ Qualified ต่างกันมาก ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลสมมติเพื่อประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น:

แคมเปญLead รวมCPLQualified LeadCPQL
A18055 บาท22450 บาท
B16560 บาท61162 บาท
C20050 บาท34294 บาท

อ่านตัวอย่างนี้แล้วต้องเปลี่ยนความคิดตรงไหน

ถ้าดูแค่ CPL แคมเปญ C ดูเหมือนดีที่สุดเพราะราคาต่ำสุด แต่พอไล่ไปดู CPQL กลับพบว่าแคมเปญ B ที่มี CPL สูงกว่าเล็กน้อย กลับมี CPQL ต่ำที่สุดในสามแคมเปญ เพราะสัดส่วน Lead ที่ผ่านเกณฑ์ Qualified ของแคมเปญ B สูงกว่าแคมเปญอื่นมาก

ถ้าตัดสินใจเพิ่มงบจากตัวเลข CPL อย่างเดียว ธุรกิจนี้อาจเพิ่มงบให้แคมเปญ C ซึ่งดูเหมือนถูกที่สุด ทั้งที่ในความเป็นจริงแคมเปญ B สร้างคนที่พร้อมซื้อได้คุ้มค่ากว่ามาก การมี CPQL เป็นตัวเลขประกอบจึงเปลี่ยนทิศทางการตัดสินใจได้อย่างชัดเจน และช่วยป้องกันการเพิ่มงบให้แคมเปญที่ดูดีแค่ผิวเผิน

ขั้นตอนตั้งกระบวนการ Qualify Lead ให้ทำได้จริงในแชท

การจะคำนวณ CPQL ได้ ต้องมีกระบวนการ Qualify ที่ทำได้จริงในสถานการณ์แชทที่คนอาจตอบช้าหรือไม่ตอบเลย นี่คือลำดับที่แนะนำให้เริ่มวาง:

  1. กำหนดคำถามขั้นต่ำ 2-3 ข้อที่แอดมินต้องถามทุกครั้งเพื่อประเมินว่า Lead คนนั้นผ่านเกณฑ์หรือไม่ เช่นความต้องการและช่วงเวลาที่ต้องการใช้งาน
  2. สร้างสถานะในระบบที่แยกชัดระหว่าง Lead และ Qualified Lead ไม่ใช้สถานะเดียวปนกัน
  3. กำหนดเวลาสูงสุดที่แอดมินควรใช้ในการประเมินว่า Lead ผ่านเกณฑ์หรือไม่ เพื่อไม่ให้ Lead ค้างอยู่ในสถานะไม่ชัดเจนนานเกินไป
  4. รวบรวมจำนวน Qualified Lead แยกตามแคมเปญทุกสัปดาห์ แล้วนำมาคำนวณ CPQL เทียบกับ CPL เพื่อดูว่าแคมเปญไหนควรได้รับงบเพิ่ม
  5. ทบทวนคำถาม Qualify ทุกไตรมาสร่วมกับทีมขาย เพื่อให้แน่ใจว่าคำถามยังสะท้อนความต้องการซื้อจริงของลูกค้าปัจจุบัน

ความเร็วในการตอบแชทส่งผลต่อสัดส่วน Qualified Lead มากแค่ไหน

อีกปัจจัยหนึ่งที่หลายธุรกิจมองข้ามเวลาวิเคราะห์ CPQL คือความเร็วในการตอบกลับของแอดมิน เพราะต่อให้แคมเปญดึงคนที่มีความตั้งใจซื้อจริงเข้ามาทักแล้ว ถ้าแอดมินตอบช้าเกินไป ความตั้งใจนั้นอาจเย็นลงก่อนที่จะได้รับคำถาม Qualify ครบ ทำให้ Lead ที่มีศักยภาพเป็น Qualified Lead หลุดไปโดยไม่ใช่ความผิดของแคมเปญเลย

ธุรกิจที่เริ่มวัด CPQL แล้วพบว่าตัวเลขแย่ลงในบางช่วง ควรตรวจสอบเวลาตอบกลับเฉลี่ยของแอดมินในช่วงเวลานั้นควบคู่ไปด้วย ก่อนจะสรุปว่าปัญหาอยู่ที่คุณภาพของแคมเปญเพียงอย่างเดียว เพราะบางครั้งสาเหตุที่แท้จริงคือแอดมินมีจำนวนไม่พอรับมือกับ Lead ที่เข้ามาในช่วงเวลาเร่งด่วน เรื่องนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมใน การตอบ Lead ให้เร็วเพื่อเพิ่มอัตราปิดการขาย ซึ่งอธิบายว่าความเร็วตอบกลับส่งผลต่อทั้ง Qualified Lead Rate และอัตราปิดการขายในขั้นถัดไป

แนวทางที่ช่วยได้คือติดตามเวลาตอบกลับเฉลี่ยเป็นตัวเลขคู่กับ CPQL ทุกสัปดาห์ ถ้าพบว่าช่วงเวลาที่ตอบช้ากว่าปกติตรงกับช่วงที่ CPQL พุ่งสูงขึ้น นั่นคือสัญญาณว่าควรเพิ่มกำลังแอดมินหรือปรับตารางเวรในช่วงเวลานั้น มากกว่าจะไปปรับลดงบโฆษณาของแคมเปญที่จริง ๆ แล้วยังทำงานได้ดี

จุดที่ทำแล้ว CPQL พังบ่อยที่สุด

จากที่เห็นธุรกิจหลายแบบเริ่มวัด CPQL มีความผิดพลาดที่เจอซ้ำ ๆ อยู่ไม่กี่แบบ:

  • ให้แอดมินตัดสินใจเองว่าใครผ่านเกณฑ์โดยไม่มีคำถามมาตรฐาน — ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะแอดมินแต่ละคนมีมาตรฐานไม่เท่ากัน ทำให้ตัวเลข Qualified Lead ไม่น่าเชื่อถือและเทียบข้ามเดือนไม่ได้
  • ตั้งเกณฑ์เข้มเกินไปจนแทบไม่มี Lead ผ่าน — ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะ CPQL จะพุ่งสูงจนดูเหมือนทุกแคมเปญแย่ ทั้งที่จริงปัญหาอยู่ที่เกณฑ์ที่ตั้งไว้ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าจริง
  • ไม่แยก CPQL ตามแคมเปญ — เหมือนกับปัญหาของ CPL คือถ้ารวมทุกแคมเปญเป็นก้อนเดียว จะมองไม่เห็นว่าแคมเปญไหนสร้าง Qualified Lead ได้คุ้มค่ากว่ากันจริง ๆ
  • เปลี่ยนคำถาม Qualify บ่อยเกินไปโดยไม่บันทึกวันที่เปลี่ยน — ทำให้เทียบ CPQL ข้ามช่วงเวลาไม่ได้อย่างยุติธรรม เพราะเกณฑ์ที่ใช้ไม่เหมือนกันในแต่ละเดือน

CPQL สูงขึ้นไม่ได้แปลว่าแย่เสมอไป

มีบางสถานการณ์ที่ CPQL สูงขึ้นแต่ไม่ใช่สัญญาณร้าย เช่นเมื่อธุรกิจปรับเกณฑ์ Qualified ให้เข้มขึ้นโดยตั้งใจ เพราะพบว่า Lead ที่ผ่านเกณฑ์เดิมจำนวนมากไม่ได้ปิดการขายจริง การเข้มเกณฑ์ทำให้จำนวน Qualified Lead ลดลงและ CPQL สูงขึ้น แต่คุณภาพของคนที่เหลือดีขึ้นจริง ซึ่งสุดท้ายอาจทำให้ Cost per Sale ต่ำลงแม้ CPQL จะสูงขึ้นก็ตาม

อีกสถานการณ์คือช่วงที่ธุรกิจเริ่มขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับสินค้า CPQL ในช่วงแรกอาจสูงกว่าปกติเพราะกลุ่มเป้าหมายใหม่ยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจสินค้ามากกว่ากลุ่มเดิม แต่ถ้ามองในระยะยาว การขยายฐานลูกค้าอาจคุ้มค่ากว่าการจำกัดอยู่แค่กลุ่มเดิมที่เริ่มอิ่มตัว เรื่องการอ่านตัวเลขในบริบทกว้างขึ้นมีความเกี่ยวโยงกับการวัด Cost per Sale ซึ่งควรดูเป็นภาพสุดท้ายเสมอก่อนสรุปว่าแคมเปญไหนคุ้มค่าจริง

ธุรกิจที่อยากเห็นภาพรวมทั้งเส้นทางตั้งแต่ Lead จนถึงยอดขาย ควรอ่านเรื่อง Conversion Rate จาก Lead ถึง Sale ประกอบ เพราะ CPQL เป็นแค่จุดกลางของเส้นทางนั้น ไม่ใช่จุดสุดท้ายที่บอกความสำเร็จของธุรกิจได้ทั้งหมด

สรุป

จำนวน Lead ที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนไม่ใช่สัญญาณที่บอกความสำเร็จได้ครบถ้วน ถ้าสัดส่วนที่ผ่านเกณฑ์ Qualified กลับลดลงเรื่อย ๆ Cost per Qualified Lead จึงเป็นตัวเลขที่ช่วยให้ธุรกิจเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลข Lead รวมที่ดูดี

สิ่งที่ควรเริ่มทำต่อจากนี้คือออกแบบคำถาม Qualify ที่ชัดเจนร่วมกับทีมขาย แล้วเริ่มคำนวณ CPQL แยกตามแคมเปญควบคู่กับ CPL ทุกเดือน เพื่อให้เห็นว่างบที่ใช้ไปกำลังสร้างคนที่พร้อมซื้อจริงมากขึ้นหรือน้อยลง

  • Lead รวมที่เพิ่มขึ้นอาจซ่อนปัญหาสัดส่วน Qualified Lead ที่ลดลง ต้องดูสองตัวเลขคู่กันเสมอ
  • เกณฑ์ Qualified Lead ต้องมีคำถามมาตรฐานที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้แอดมินแต่ละคนตัดสินใจเอง
  • CPQL ที่สูงขึ้นบางครั้งเป็นผลจากการตั้งใจเข้มเกณฑ์ ไม่ใช่สัญญาณร้ายเสมอไป ต้องดูควบคู่กับ Cost per Sale

คำถามที่พบบ่อย

ควรใช้คำถามกี่ข้อในการ Qualify Lead

ส่วนใหญ่แนะนำ 2-3 ข้อที่ตรงประเด็นที่สุด เช่นความต้องการและช่วงเวลาที่ต้องการใช้งาน เพราะถ้าถามเยอะเกินไปในแชท ลูกค้าอาจรู้สึกเหมือนถูกซักถามและเลิกคุยไปก่อนที่จะประเมินได้ครบ

ถ้า Lead ตอบคำถามแค่บางข้อ ควรนับเป็น Qualified Lead ไหม

ขึ้นอยู่กับว่าคำถามข้อที่ตอบเป็นข้อที่สำคัญที่สุดหรือไม่ ธุรกิจควรกำหนดล่วงหน้าว่าคำถามข้อไหนเป็น 'ต้องตอบ' และข้อไหนเป็น 'ตอบเพิ่มเติมก็ดี' เพื่อให้ตัดสินใจได้ชัดเจนแม้ Lead จะตอบไม่ครบทุกข้อ

CPQL ควรต่ำกว่า CPL กี่เท่าถึงจะถือว่าดี

ไม่มีอัตราส่วนตายตัวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ สิ่งที่ควรทำคือติดตามอัตราส่วนนี้ของธุรกิจตัวเองย้อนหลัง แล้วดูว่าแคมเปญไหนมีอัตราส่วน CPQL ต่อ CPL ที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจตัวเอง มากกว่าเทียบกับตัวเลขมาตรฐานจากภายนอก

ทำไมสัดส่วน Qualified Lead ถึงต่างกันมากในแต่ละช่วงเวลาของปี

พฤติกรรมลูกค้ามักเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือเทศกาล บางช่วงคนอาจแค่สำรวจข้อมูลไว้ก่อนโดยยังไม่พร้อมตัดสินใจซื้อจริง ทำให้สัดส่วน Qualified Lead ลดลงทั้งที่ Lead รวมอาจไม่ได้ลดลงตาม ธุรกิจควรดูแนวโน้มนี้เทียบกับปีก่อนหน้าประกอบด้วย

ทีมขายกับทีมมาร์เก็ตติ้งควรใครเป็นคนกำหนดเกณฑ์ Qualified Lead

ควรกำหนดร่วมกัน เพราะทีมขายรู้ว่าลูกค้าแบบไหนปิดการขายได้จริง ในขณะที่ทีมมาร์เก็ตติ้งรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงได้จริงมีลักษณะอย่างไร ถ้ากำหนดฝ่ายเดียวมักได้เกณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของอีกฝ่าย

linli ช่วยติดตาม CPQL ได้อย่างไร

linli ช่วยเก็บสถานะ Lead และ Qualified Lead ที่เชื่อมกับแคมเปญต้นทาง ทำให้ดึงรายงาน CPQL แยกแคมเปญได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องนับมือ แต่การกำหนดคำถาม Qualify และเกณฑ์ที่เหมาะสมยังเป็นสิ่งที่ทีมขายต้องออกแบบเองตามลักษณะสินค้า

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA — linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

แจกเครดิตแบบ Even กับแบบ Time Decay ให้ Lead LINE ต่างกันตรงไหน

แจกเครดิตแบบ Even กับแบบ Time Decay ให้ Lead LINE ต่างกันตรงไหน

หลาย Lead ที่ปิดการขายผ่าน LINE ไม่ได้มาจากคลิกครั้งเดียว แต่ผ่านหลายจุดสัมผัสก่อนตัดสินใจ บทความนี้เทียบโมเดล Even กับ Time Decay ว่าแจกเครดิตต่างกันตรงไหน แล้วควรเลือกแบบไหนตามสถานะข้อมูลจริง
Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม เกิดจากอะไร

Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม เกิดจากอะไร

หลายทีมยิงแคมเปญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน Lead รวมดูโตทุกเดือน แต่ยอดปิดการขายกลับไม่ขยับตาม บทความนี้ชวนดู campaign level attribution ให้ลึกกว่าตัวเลข Lead รวม เพื่อหาว่าแคมเปญไหนสร้างยอดขายจริง และแคมเปญไหนแค่แย่งทราฟฟิกกันเอง
LINE OA ช่องเดียวกัน แต่ Lead จาก Organic กับจาก Ads แยกออกได้ตรงไหนบ้าง

LINE OA ช่องเดียวกัน แต่ Lead จาก Organic กับจาก Ads แยกออกได้ตรงไหนบ้าง

ธุรกิจที่ใช้ LINE OA เดียวรับ Lead ทั้งจากโพสต์ออร์แกนิกและแอดพร้อมกัน มักแยกไม่ออกว่า Add Friend แต่ละรายมาจากทางไหน บทความนี้พาไปดูวิธีวางระบบแยกตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่ Add Friend จะโตจนย้อนแยกไม่ได้