← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

วัดผล Broadcast LINE แยกให้ออกว่าข้อความไหนสร้างออเดอร์ ไม่ใช่แค่ยอดเปิดอ่าน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 2 นาที
วัดผล Broadcast LINE แยกให้ออกว่าข้อความไหนสร้างออเดอร์ ไม่ใช่แค่ยอดเปิดอ่าน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การวัดผล Broadcast ใน LINE ที่ใช้งานได้จริงต้องมองไกลกว่ายอดเปิดอ่านหรือยอดคลิก ไปจนถึงว่าข้อความนั้นสร้างออเดอร์ได้กี่รายการ เพราะ Broadcast ที่มียอดเปิดอ่านสูงไม่ได้แปลว่าสร้างยอดขายเสมอไป การแยกโค้ดหรือลิงก์เฉพาะในแต่ละข้อความคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ตามรอยได้

ร้านขายสกินแคร์ออนไลน์แห่งหนึ่งส่ง Broadcast ผ่าน LINE ให้สมาชิกทุกสัปดาห์ ทุกครั้งที่ส่งจะเห็นยอดเปิดอ่านเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งดูเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมาก แต่พอลองถามว่าในบรรดาคนที่เปิดอ่านแล้ว มีกี่คนที่กลับมาสั่งซื้อจริง คำตอบที่ได้กลับเป็นการเดา เพราะร้านไม่เคยแยกยอดขายที่มาจาก Broadcast แต่ละครั้งออกจากยอดขายรวมทั้งเดือนเลย

สถานการณ์แบบนี้พบได้บ่อยกับร้านที่ใช้ Broadcast เป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นยอดขาย เพราะตัวเลขที่ LINE แสดงให้เห็นในหน้าจัดการมีแค่จำนวนคนเปิดอ่านและจำนวนคนคลิกลิงก์ ไม่ได้บอกว่าสุดท้ายใครสั่งซื้อจริงบ้าง ทำให้ร้านมักตัดสินใจว่า Broadcast ข้อความไหน 'ดี' จากความรู้สึกว่ายอดเปิดอ่านสูง มากกว่าจะดูผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แท้จริง

บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมยอดเปิดอ่านถึงไม่พอที่จะบอกความสำเร็จของ Broadcast ควรตั้งค่าอะไรเพิ่มเพื่อให้ตามรอยไปถึงออเดอร์ได้ และมีวิธีไหนบ้างที่ช่วยให้ทีมตัดสินใจได้ว่าควรส่ง Broadcast แบบไหนต่อไปในอนาคต

ทำไมยอดเปิดอ่าน Broadcast ถึงบอกความสำเร็จไม่ได้ทั้งหมด

ยอดเปิดอ่านบอกได้แค่ว่าคนเห็นข้อความหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าข้อความนั้นทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อหรือเปล่า Broadcast บางข้อความอาจมียอดเปิดอ่านสูงเพราะหัวข้อน่าสนใจหรือส่งในเวลาที่คนใช้มือถือเยอะ แต่เนื้อหาข้างในกลับไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการซื้อเลย ในขณะที่ Broadcast บางข้อความอาจมียอดเปิดอ่านต่ำกว่าแต่กลับสร้างออเดอร์ได้มากกว่า เพราะกลุ่มที่เปิดอ่านเป็นกลุ่มที่มีความสนใจสินค้านั้นจริง ๆ

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ ยอดคลิกลิงก์ในข้อความก็ไม่ได้เท่ากับยอดขายเช่นกัน เพราะบางคนคลิกดูรายละเอียดสินค้าแล้วยังไม่ตัดสินใจซื้อทันที บางคนคลิกเพื่อเทียบราคาก่อนไปซื้อที่อื่น การใช้ยอดคลิกเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยงที่จะตัดสินใจผิดพลาดได้เช่นเดียวกับการใช้ยอดเปิดอ่าน

  • ใช้ลิงก์ที่มีรหัสอ้างอิงต่างกันในแต่ละ Broadcast — แม้จะพาไปหน้าสินค้าเดียวกัน แต่ควรมีรหัสที่บอกว่ามาจาก Broadcast รอบไหน
  • แยกรหัสตามธีมของข้อความ — เช่น Broadcast ที่เน้นโปรโมชันราคา กับ Broadcast ที่เน้นแนะนำสินค้าใหม่ ควรมีรหัสต่างกันเพื่อเปรียบเทียบภายหลัง
  • บันทึกวันเวลาที่ส่งแต่ละ Broadcast ไว้คู่กับรหัส — เพื่อให้ย้อนดูได้ว่าออเดอร์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับเวลาที่ส่งมากน้อยแค่ไหน
  • ให้แอดมินสอบถามหรือสังเกตเมื่อลูกค้าทักถามหลัง Broadcast — ในกรณีที่ไม่มีระบบเชื่อมอัตโนมัติ การถามตรง ๆ ว่าเห็นจากข้อความที่ส่งไปหรือไม่ ยังช่วยเก็บข้อมูลเบื้องต้นได้

เชื่อมยอดขายกลับไปหา Broadcast แต่ละรอบ

เมื่อมีรหัสอ้างอิงติดไปกับลิงก์แล้ว ขั้นต่อไปคือการจับคู่กับออเดอร์ที่เกิดขึ้นจริง วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับร้านขนาดเล็กคือให้ระบบร้านค้าบันทึกว่าลูกค้าคลิกมาจากรหัสไหนตอนสั่งซื้อ แล้วสรุปยอดขายแยกตามรหัสในตอนสิ้นสัปดาห์ ร้านที่มีปริมาณ Broadcast บ่อยและออเดอร์เยอะ อาจต้องพิจารณาเครื่องมือที่ช่วยจับคู่ข้อมูลอัตโนมัติแทนการสรุปด้วยมือ

จุดที่ต้องระวังคือช่วงเวลาที่นับว่าเป็นผลจาก Broadcast ควรกำหนดกรอบเวลาชัดเจน เช่นนับเฉพาะออเดอร์ที่เกิดขึ้นภายในสี่สิบแปดชั่วโมงหลังส่ง Broadcast เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนาน ยิ่งยากที่จะยืนยันว่าลูกค้าตัดสินใจซื้อเพราะเห็นข้อความนั้นจริงหรือเป็นการตัดสินใจที่มาจากปัจจัยอื่น

ตัวอย่างการเปรียบเทียบ Broadcast สามรอบ

Broadcastยอดเปิดอ่านยอดคลิกออเดอร์ (ตัวอย่างสมมติ)
โปรโมชันลดราคา 20%3,20041062
แนะนำสินค้าใหม่3,45028018
เล่าเรื่องราวแบรนด์2,9001509

อ่านตารางแล้วปรับกลยุทธ์การส่ง Broadcast อย่างไร

จากตัวอย่างข้างต้น Broadcast โปรโมชันลดราคาแม้จะมียอดเปิดอ่านใกล้เคียงกับ Broadcast แนะนำสินค้าใหม่ แต่สร้างออเดอร์ได้มากกว่าอย่างชัดเจน แสดงว่าเนื้อหาที่กระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อทันทีมีผลมากกว่าการแค่ให้ข้อมูล ในขณะที่ Broadcast เล่าเรื่องราวแบรนด์แม้ยอดเปิดอ่านไม่ได้ต่ำ แต่สร้างออเดอร์น้อยที่สุด ซึ่งอาจไม่ได้แปลว่า Broadcast แบบนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะเนื้อหาลักษณะนี้อาจมีบทบาทสร้างความไว้ใจในระยะยาวมากกว่าการกระตุ้นยอดขายทันที

สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้แค่โปรโมชันลดราคาทุกครั้งเพียงเพราะได้ออเดอร์เยอะที่สุด เพราะการลดราคาบ่อยเกินไปจะกัดกร่อนกำไรและทำให้ลูกค้าคาดหวังส่วนลดตลอดเวลา ทางที่ดีคือผสมผสาน Broadcast หลายรูปแบบ แล้วดูสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างการกระตุ้นยอดขายทันทีกับการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

ความถี่ในการส่ง Broadcast ที่ไม่ทำให้ลูกค้าเบื่อ

ยิ่งส่ง Broadcast บ่อยเท่าไหร่ อัตราเปิดอ่านและอัตราคลิกมักจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ เพราะลูกค้าเริ่มเคยชินและมองข้ามข้อความที่ดูซ้ำซาก การส่งถี่เกินไปโดยไม่มีเนื้อหาที่หลากหลายพอ ยังเสี่ยงทำให้ลูกค้าตัดสินใจบล็อกหรือปิดการแจ้งเตือนจากร้านไปเลย

แนวทางที่ช่วยได้คือแบ่งกลุ่มลูกค้าตามความถี่และมูลค่าการซื้อ แล้วส่ง Broadcast ในความถี่ที่ต่างกันตามกลุ่ม เช่นกลุ่มที่ซื้อบ่อยอาจรับข้อความถี่กว่าได้โดยไม่รู้สึกรำคาญ เพราะมีความสัมพันธ์กับแบรนด์มากกว่า ในขณะที่กลุ่มที่ซื้อนาน ๆ ครั้งอาจต้องการความถี่ที่น้อยกว่าเพื่อไม่ให้รู้สึกถูกรบกวนเกินไป

ใช้ Broadcast ปลุกลูกค้าเก่าที่หายไปนานอย่างมีเป้าหมาย

นอกจากใช้กระตุ้นยอดขายกับลูกค้าปัจจุบัน Broadcast ยังมีประโยชน์ในการดึงลูกค้าเก่าที่หายไปนานให้กลับมาซื้อซ้ำ โดยควรออกแบบข้อความให้ต่างจาก Broadcast ทั่วไป เช่นเน้นความคิดถึงหรือเสนอสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าร้านยังจำเขาได้ ไม่ใช่ส่งโปรโมชันแบบเดียวกับที่ส่งให้ทุกคน

การวัดผล Broadcast กลุ่มนี้ควรแยกออกจาก Broadcast ปกติ เพราะเป้าหมายต่างกัน Broadcast ทั่วไปวัดที่ยอดขายทันที ในขณะที่ Broadcast ปลุกลูกค้าเก่าควรวัดที่อัตราการกลับมาทักแชทอีกครั้ง แม้จะยังไม่ปิดออเดอร์ในทันทีก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

โครงสร้างข้อความ Broadcast ที่มักได้ผลดีกว่าในทางปฏิบัติ

จากการสังเกตร้านหลายแห่งที่วัดผลอย่างจริงจัง ข้อความ Broadcast ที่มีโครงสร้างชัดเจนมักได้ผลดีกว่าข้อความที่เขียนแบบลอย ๆ โดยโครงสร้างที่ใช้ได้ผลบ่อยคือเริ่มจากปัญหาหรือความต้องการที่ลูกค้ามักเจอ ตามด้วยวิธีที่สินค้าช่วยแก้ปัญหานั้น แล้วปิดท้ายด้วยการกระทำที่ชัดเจน เช่นบอกให้กดลิงก์หรือพิมพ์คำเฉพาะเพื่อรับข้อเสนอ

ตัวอย่างเช่นแทนที่จะเขียนว่า 'ลดราคาสินค้า A 20% วันนี้เท่านั้น' ซึ่งเป็นการบอกข้อเท็จจริงเฉย ๆ อาจปรับเป็น 'ถ้าของชิ้นนี้ในบ้านเริ่มเก่าและอยากเปลี่ยนใหม่ วันนี้ลดให้ 20% เฉพาะคนที่ทักมาก่อนหกโมงเย็น' ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานการณ์ของลูกค้าและมีกรอบเวลาชัดเจนกว่า ข้อความลักษณะนี้มักกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจเร็วกว่าข้อความที่บอกแค่ส่วนลดตรง ๆ

อีกจุดที่ควรระวังคือความยาวของข้อความ Broadcast ที่ยาวเกินไปมักทำให้คนอ่านไม่จบหรือรู้สึกเหนื่อยที่จะอ่าน ทางที่ดีคือเขียนให้กระชับ เน้นประเด็นเดียวต่อหนึ่งข้อความ แล้วใช้ลิงก์พาไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมถ้าลูกค้าสนใจจริง แทนที่จะยัดข้อมูลทั้งหมดลงในข้อความเดียว

แบ่งกลุ่มผู้รับ Broadcast ตามพฤติกรรมการซื้อที่ผ่านมา

การส่ง Broadcast แบบเดียวกันให้สมาชิกทุกคนโดยไม่แบ่งกลุ่มเลย มักทำให้ผลลัพธ์เฉลี่ยออกมาไม่ค่อยดีนัก เพราะเนื้อหาที่เหมาะกับลูกค้าใหม่อาจไม่เหมาะกับลูกค้าประจำ และในทางกลับกัน หากมีข้อมูลเพียงพอ การแบ่งกลุ่มผู้รับตามประวัติการซื้อ เช่นกลุ่มที่เคยซื้อสินค้าหมวดเดียวกัน กลุ่มที่ซื้อบ่อย และกลุ่มที่ยังไม่เคยซื้อเลย จะช่วยให้ออกแบบเนื้อหาที่ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับร้านที่ยังไม่มีระบบแบ่งกลุ่มอัตโนมัติ อาจเริ่มจากการแบ่งแบบง่าย ๆ ก่อน เช่นแยกกลุ่มที่เคยซื้อในสามเดือนล่าสุดออกจากกลุ่มที่หายไปนานกว่านั้น แล้วค่อย ๆ พัฒนาความละเอียดของการแบ่งกลุ่มไปตามข้อมูลที่สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ การเริ่มต้นแม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ยังดีกว่าไม่แบ่งกลุ่มเลย

ทีมที่เริ่มแบ่งกลุ่มแล้วควรทดสอบส่ง Broadcast สองเวอร์ชันให้แต่ละกลุ่มในเวลาใกล้เคียงกัน แล้วเปรียบเทียบยอดขายที่เกิดขึ้น เพื่อยืนยันว่าการแบ่งกลุ่มนั้นสร้างความแตกต่างจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่าน่าจะดีกว่า การมีข้อมูลเปรียบเทียบชัดเจนจะช่วยให้ทีมมั่นใจในการลงทุนเวลาแบ่งกลุ่มต่อไปในระยะยาว

สรุป

การวัดผล Broadcast ที่มีความหมายต้องมองไกลกว่ายอดเปิดอ่านและยอดคลิก ไปจนถึงออเดอร์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะสิ่งที่ตัดสินความคุ้มค่าของแคมเปญคือยอดขาย ไม่ใช่ตัวเลขที่ดูสวยงามบนหน้าจอ

การแยกรหัสอ้างอิงในแต่ละ Broadcast และกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการนับผล จะช่วยให้ทีมตัดสินใจได้ว่าควรส่งเนื้อหาแบบไหนต่อไป แทนที่จะเดาจากความรู้สึกว่าข้อความไหนดูน่าสนใจกว่ากัน

  • อย่าตัดสินความสำเร็จของ Broadcast จากยอดเปิดอ่านอย่างเดียว
  • แยกรหัสอ้างอิงในลิงก์ของแต่ละ Broadcast เพื่อตามรอยยอดขาย
  • กำหนดกรอบเวลาชัดเจนก่อนนับว่าออเดอร์ไหนเป็นผลจาก Broadcast รอบไหน
  • ผสมผสานเนื้อหาหลายรูปแบบ ไม่ใช้แค่โปรโมชันลดราคาตลอดเวลา

คำถามที่พบบ่อย

ควรส่ง Broadcast บ่อยแค่ไหนถึงจะไม่มากเกินไป

ไม่มีความถี่ตายตัวที่เหมาะกับทุกร้าน ควรเริ่มจากความถี่ที่ต่ำก่อนแล้วสังเกตอัตราเปิดอ่านและอัตราการบล็อกว่าเปลี่ยนแปลงอย่างไร ถ้าอัตราเปิดอ่านเริ่มลดลงต่อเนื่องหรือมีคนบล็อกเพิ่มขึ้นผิดปกติ อาจถึงเวลาต้องลดความถี่ลง

จำเป็นต้องแยกรหัสอ้างอิงทุกครั้งที่ส่ง Broadcast ไหม

แนะนำให้แยกทุกครั้ง เพราะแม้จะดูยุ่งยากในตอนแรก แต่ช่วยให้เปรียบเทียบผลของแต่ละรอบได้แม่นยำกว่าการรวมยอดขายทั้งหมดไว้ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ไม่รู้เลยว่า Broadcast รอบไหนได้ผลดีกว่ากัน

ถ้าลูกค้าคลิกลิงก์จาก Broadcast แต่ไม่ได้ซื้อทันที ควรถือว่า Broadcast นั้นล้มเหลวไหม

ไม่ควรตัดสินแบบนั้นทันที เพราะลูกค้าบางคนอาจต้องใช้เวลาตัดสินใจก่อนกลับมาซื้อในภายหลัง ทางที่ดีคือขยายกรอบเวลาที่ติดตามผลออกไปสักระยะ เช่นดูยอดขายสะสมภายในหนึ่งสัปดาห์หลังส่ง ไม่ใช่ดูแค่วันเดียวแล้วสรุป

ควรใช้ Broadcast แบบเดียวกับทุกกลุ่มลูกค้าหรือแยกตามกลุ่ม

ถ้ามีข้อมูลพอจะแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ การส่งเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของแต่ละกลุ่มมักได้ผลดีกว่าการส่งข้อความเดียวกันให้ทุกคน แต่สำหรับร้านที่ยังไม่มีระบบแบ่งกลุ่ม การเริ่มจาก Broadcast แบบเดียวกันก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปสู่การแบ่งกลุ่มทีหลังก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

linli ช่วยเรื่องการวัดผล Broadcast ได้อย่างไร

เครื่องมือลักษณะนี้ช่วยเชื่อมข้อมูลระหว่างลิงก์ที่ใช้ในแต่ละ Broadcast กับสถานะแชทและออเดอร์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทีมเห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องสรุปด้วยมือทุกครั้ง แต่ยังต้องอาศัยการตั้งรหัสอ้างอิงให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นเพื่อให้ข้อมูลที่เก็บมามีความหมาย

ลองตรวจด้วยตัวเอง

LINE OA Message Cost Calculator

คำนวณจากจำนวนเพื่อนและความถี่ broadcast ของคุณ ว่าใช้กี่ข้อความต่อเดือนและเกินแพ็กเกจหรือไม่

คำนวณข้อความฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แชทถามคอร์สพุ่งขึ้นทุกสัปดาห์ แต่ยอดสมัครเรียนจริงไม่ขยับเลย

แชทถามคอร์สพุ่งขึ้นทุกสัปดาห์ แต่ยอดสมัครเรียนจริงไม่ขยับเลย

ธุรกิจคอร์สเรียนที่ยิงแอดเข้า LINE มักดีใจกับยอดแชทที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่รู้ว่าใครสมัครจริง บทความนี้วางกรอบ conversion tracking สำหรับคอร์สเรียนตั้งแต่คลิกโฆษณาไปถึงยอดชำระเงิน
แยกที่มานัดปรึกษาคอร์สจาก LINE ก่อนคุยจริงจะได้ไม่มั่ว

แยกที่มานัดปรึกษาคอร์สจาก LINE ก่อนคุยจริงจะได้ไม่มั่ว

คอร์สราคาสูงมักใช้การนัดปรึกษาก่อนตัดสินใจสมัคร แต่ถ้าไม่รู้ว่าคนนัดมาจากแคมเปญไหน ทีมขายจะคุยแบบเดาสุ่มและวัดผลโฆษณาไม่ได้เลย บทความนี้วางวิธีแยกที่มาและเชื่อมนัดปรึกษาไปถึงยอดขาย
แอดทัวร์ยิงเข้า LINE เต็มทุกวัน แต่ปิดทัวร์ได้แค่หยิบมือ

แอดทัวร์ยิงเข้า LINE เต็มทุกวัน แต่ปิดทัวร์ได้แค่หยิบมือ

บริษัททัวร์ที่ยิงแอดเข้า LINE แล้วมีคนทักเข้ามาเต็มทุกวัน มักปิดยอดขายทัวร์ได้จริงเพียงเล็กน้อย เพราะไม่มีระบบแยก Lead ที่มีคุณภาพออกจากคนที่ทักถามข้อมูลผ่าน ๆ