← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

แยก Campaign ด้วย UTM ใน LINE OA ยังไง ให้อ่าน Touchpoint ก่อนลูกค้าตัดสินใจซื้อ

ทีมบรรณาธิการ linli10 ส.ค. 15:18อัปเดต 10 ส.ค. 15:18อ่าน 2 นาที
แยก Campaign ด้วย UTM ใน LINE OA ยังไง ให้อ่าน Touchpoint ก่อนลูกค้าตัดสินใจซื้อ
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

เมื่อรันหลายแคมเปญเข้า LINE OA เดียวกัน การแยก Campaign ด้วย UTM ที่ตั้งชื่อชัดเจนคือพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ ส่วนการอ่านรายงานเมื่อลูกค้าเจอหลาย Touchpoint ก่อนทัก ต้องใช้ First-touch, Last-touch และ Closed-sale source ประกอบกัน ไม่ใช่ยึดมุมใดมุมหนึ่งเป็นคำตอบสุดท้าย

เอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้ารายหนึ่งรันแคมเปญพร้อมกันสี่ตัวเข้า LINE OA เดียว ทั้งแคมเปญสร้างการรับรู้ แคมเปญรีทาร์เก็ต และแคมเปญโปรโมชันช่วงสิ้นเดือน พอลูกค้าปลายทางทักเข้ามาสั่งซื้อ ทีมงานถามกันเองในกลุ่มแชทว่า ‘อันนี้นับเป็นผลจากแคมเปญไหนดี’ แล้วก็ไม่มีใครตอบได้ชัดเจน

สถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติของเอเจนซี่ที่รันหลายแคมเปญพร้อมกัน เพราะลูกค้าคนหนึ่งอาจเห็นโฆษณาสร้างการรับรู้ก่อน แล้วมาเจอโฆษณารีทาร์เก็ตอีกครั้งในอีกไม่กี่วันถัดมา ก่อนจะตัดสินใจทักเข้า LINE ตอนเห็นโปรโมชันสิ้นเดือน การจะให้เครดิตแคมเปญใดแคมเปญหนึ่งเพียงอย่างเดียวจึงไม่ตรงกับพฤติกรรมจริง

ปัญหาของเอเจนซี่ที่รันหลายแคมเปญเข้า LINE OA เดียวกัน

เมื่อ LINE OA เดียวรับทราฟฟิกจากหลายแคมเปญพร้อมกัน ถ้าไม่มีการแยกข้อมูลต้นทางให้ชัดเจน ทุก Lead ที่เข้ามาจะดูเหมือนกันหมดในสายตาของทีมขาย ทำให้เอเจนซี่รายงานผลให้ลูกค้าไม่ได้ว่าแคมเปญไหนที่รับผิดชอบทำงานได้ดีจริง

ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อเอเจนซี่ดูแลลูกค้าหลายราย เพราะนอกจากต้องแยกแคมเปญภายในลูกค้ารายเดียวแล้ว ยังต้องแยกไม่ให้ข้อมูลของลูกค้าแต่ละรายปนกัน ซึ่งต้องอาศัยวินัยในการตั้งชื่อ UTM ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งทีม

ทำไมต้องแยก Campaign ด้วย UTM ไม่ใช่แค่แยกด้วยความจำ

หลายทีมยังพึ่งพาความจำหรือการจดบันทึกแยกไฟล์ว่าแคมเปญไหนยิงช่วงไหน ซึ่งใช้ได้เมื่อมีแคมเปญไม่กี่ตัว แต่พอจำนวนแคมเปญเพิ่มขึ้นและมีคนในทีมหลายคนดูแลพร้อมกัน วิธีนี้จะเริ่มผิดพลาดและตามงานย้อนหลังไม่ทัน

การใช้ UTM ที่ฝังอยู่ในทุกลิงก์โฆษณาทำให้ข้อมูลต้นทางติดไปกับ Lead โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งพาความจำของใครคนใดคนหนึ่ง และยังตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลาแม้ทีมงานที่ดูแลตอนแรกจะเปลี่ยนคนไปแล้วก็ตาม

ลูกค้าที่เจอโฆษณาหลายจุดก่อนทัก ควรมองยังไง

พฤติกรรมที่เจอบ่อยคือลูกค้าเห็นโฆษณาสร้างการรับรู้ก่อน ยังไม่คลิกทันที ผ่านไปสองสามวันเจอโฆษณารีทาร์เก็ตอีกรอบ คลิกเข้ามาดูสินค้าแต่ยังไม่ทัก จนกระทั่งเจอโฆษณาโปรโมชันสิ้นเดือนถึงตัดสินใจทักเข้า LINE

ในเคสแบบนี้ First-touch จะบอกว่าแคมเปญสร้างการรับรู้เป็นจุดเริ่มต้น Last-touch จะบอกว่าแคมเปญโปรโมชันสิ้นเดือนเป็นตัวกระตุ้นให้ตัดสินใจ ทั้งสองแคมเปญมีบทบาทจริง เพียงแต่บทบาทต่างกัน การมองแค่มุมเดียวจะทำให้เข้าใจภาพผิดไป

โครงสร้าง UTM สำหรับรันหลายแคมเปญพร้อมกัน

บทบาทแคมเปญตัวอย่าง utm_campaignutm_medium
สร้างการรับรู้aug24-awarenesssocial
รีทาร์เก็ตaug24-retargetcpc
โปรโมชันปิดการขายaug24-endmonth-promocpc

วิธีอ่านรายงานเมื่อมี Multi-touchpoint

แทนที่จะพยายามหาว่าแคมเปญไหนเป็น ‘ผู้ชนะ’ เพียงตัวเดียว ให้ดูรายงานสามมุมประกอบกันคือ First-touch เพื่อรู้ว่าแคมเปญไหนสร้างการรับรู้ได้ดี Last-touch เพื่อรู้ว่าแคมเปญไหนกระตุ้นการตัดสินใจได้ดี และ Closed-sale source เพื่อดูว่าสุดท้ายแคมเปญไหนผูกกับ Order ที่ปิดจริง

การรายงานให้ลูกค้าของเอเจนซี่ควรอธิบายทั้งสามมุมนี้ไปพร้อมกัน แทนที่จะสรุปด้วยตัวเลขเดียว เพราะจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจว่าทำไมถึงยังต้องรันทั้งแคมเปญสร้างการรับรู้และแคมเปญปิดการขายควบคู่กัน ไม่ใช่ตัดงบแคมเปญใดแคมเปญหนึ่งทิ้งเพียงเพราะไม่ใช่ตัวปิดการขายรอบสุดท้าย

ตัวอย่างเคสสมมติ: ลูกค้าเจอสามจุดก่อนทัก

สมมติลูกค้าคนหนึ่งเห็นแคมเปญสร้างการรับรู้วันจันทร์ เห็นแคมเปญรีทาร์เก็ตวันพุธ แล้วทักเข้า LINE วันศุกร์หลังเห็นโปรโมชันสิ้นเดือน ถ้าให้เครดิตแบบ Last-touch เพียงอย่างเดียว แคมเปญโปรโมชันจะดูเหมือนเป็นตัวที่ ‘สร้าง’ ลูกค้ารายนี้ทั้งหมด ทั้งที่ความจริงถ้าไม่มีแคมเปญสร้างการรับรู้ตั้งแต่วันจันทร์ ลูกค้าอาจไม่รู้จักแบรนด์นี้เลยด้วยซ้ำ

ตัวอย่างนี้เป็นข้อมูลสมมติที่ผมยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขจากลูกค้ารายใดรายหนึ่ง แต่สะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบ่อยครั้งในธุรกิจที่รันหลายแคมเปญพร้อมกัน

ขั้นตอนตั้งค่าให้เอเจนซี่ใช้กับหลายลูกค้าพร้อมกัน

  1. กำหนดมาตรฐานการตั้งชื่อ UTM ที่ใช้ร่วมกันทั้งทีม รวมถึงระบุชื่อลูกค้าไว้ในระดับที่จำเป็นเพื่อไม่ให้ข้อมูลปนกัน
  2. แยก Project หรือการเชื่อมต่อ LINE OA ของลูกค้าแต่ละรายออกจากกันอย่างชัดเจนในระบบที่ใช้
  3. จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลให้เฉพาะทีมที่ดูแลลูกค้ารายนั้น ๆ ตาม Data Ownership ที่ตกลงกันไว้
  4. สอนทีมงานทุกคนที่ดูแลแคมเปญให้เข้าใจโครงสร้างการตั้งชื่อเดียวกัน ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละคนตั้งตามความเคยชินของตัวเอง

ข้อจำกัดของ Attribution เมื่อมีหลาย Touchpoint

ต่อให้เก็บข้อมูลได้ดีแค่ไหน ก็ยังมีบางส่วนที่ตามไม่ครบ เช่น ลูกค้าที่เห็นโฆษณาบนมือถือแต่มาทักจากคอมพิวเตอร์ หรือลูกค้าที่แคปภาพโปรโมชันไว้แล้วมาเปิด LINE เองในภายหลัง กรณีเหล่านี้จะไม่มี Touchpoint ก่อนหน้าติดมาให้เห็นครบ

ระบบอย่าง linli ช่วยเก็บและแสดง Touchpoint ที่ตามได้ตามการตั้งค่าที่เปิดใช้งาน แต่ไม่สามารถรับประกันว่าจะเห็นทุก Touchpoint ที่ลูกค้าเจอจริง เอเจนซี่ควรสื่อสารข้อจำกัดนี้ให้ลูกค้าเข้าใจตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้คาดหวังตัวเลขที่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์

ปัญหาที่เจอบ่อยเมื่อรายงานผล Multi-touchpoint ให้ลูกค้าหลายรายพร้อมกัน

ปัญหาแรกที่เอเจนซี่มักเจอคือลูกค้าแต่ละรายเข้าใจคำว่า ‘Attribution’ ไม่เหมือนกัน บางรายคุ้นเคยกับ Last-touch จากประสบการณ์ยิงแอด E-commerce มาก่อน แล้วคาดหวังว่ารายงานของเอเจนซี่ต้องให้เครดิตแบบเดียวกันทุกครั้ง พอเอเจนซี่เสนอมุมมองแบบ First-touch ควบคู่ไปด้วย ลูกค้าบางรายอาจสับสนหรือรู้สึกว่าตัวเลขไม่นิ่ง ทางแก้คืออธิบายความหมายของแต่ละมุมมองให้ลูกค้าเข้าใจตั้งแต่ก่อนเริ่มแคมเปญ ไม่ใช่อธิบายทีหลังตอนลูกค้าเริ่มตั้งคำถาม

ปัญหาที่สองคือทีมเอเจนซี่เองสับสนระหว่างบัญชีลูกค้าเมื่อดูแลหลายรายพร้อมกัน โดยเฉพาะถ้าใช้โครงสร้าง utm_campaign คล้ายกันข้ามลูกค้า เช่น ใช้คำว่า aug24-promo ซ้ำกันทั้งลูกค้า A และลูกค้า B ทำให้เวลาดึงรายงานรวมอาจเผลอปนข้อมูลกัน วิธีแก้คือใส่รหัสอ้างอิงลูกค้าไว้ในโครงสร้างการตั้งชื่อ หรือแยก Project การเชื่อมต่อให้ชัดเจนตั้งแต่ระดับระบบ ไม่ใช่พึ่งพาการตั้งชื่อ UTM เพียงอย่างเดียวเพื่อแยกลูกค้า

ปัญหาที่สามคือรายงานที่ส่งให้ลูกค้าดูซับซ้อนเกินไปจนลูกค้าไม่รู้จะโฟกัสตรงไหนก่อน เพราะพยายามใส่ทุกมุมมอง Attribution ลงไปพร้อมกันในตารางเดียว ทางแก้ที่ใช้ได้จริงคือเลือกเสนอมุมมองหลักหนึ่งหรือสองมุมที่ตรงกับคำถามของลูกค้าในรอบนั้นก่อน แล้วเก็บมุมมองอื่นไว้เป็นข้อมูลเสริมที่อธิบายเพิ่มเมื่อลูกค้าถามลึกขึ้น ไม่ใช่ยัดทุกอย่างลงในหน้าเดียวจนอ่านยาก

รักษามาตรฐาน UTM ให้อยู่รอดแม้เปลี่ยนคนดูแลบัญชีลูกค้า

เอเจนซี่มักเจอปัญหาเมื่อคนที่เคยดูแลบัญชีลูกค้ารายหนึ่งลาออกหรือย้ายไปดูแลลูกค้ารายอื่น แล้วคนใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อไม่รู้ที่มาของโครงสร้าง utm_campaign เดิม จึงเริ่มตั้งชื่อแบบใหม่ตามความเข้าใจของตัวเอง ทำให้รายงานเทียบข้ามช่วงเวลาไม่ต่อเนื่องและข้อมูลประวัติแคมเปญเก่าใช้ประโยชน์ได้ยากขึ้น

ทางแก้คือเก็บเอกสารมาตรฐานการตั้งชื่อ UTM และประวัติ Touchpoint สำคัญของลูกค้าแต่ละรายไว้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งมอบงานเสมอ ไม่ใช่เก็บไว้แค่ในความจำของคนที่ดูแลอยู่คนเดียว เพื่อให้ทีมใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อสานงานต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด

จัดสรรงบข้ามแคมเปญอย่างไรเมื่อรู้บทบาทของแต่ละแคมเปญแล้ว

เมื่อเอเจนซี่แยก Campaign ด้วย UTM ได้ชัดเจนและเห็นบทบาทของแต่ละแคมเปญผ่าน First-touch, Last-touch และ Closed-sale source แล้ว คำถามถัดไปที่ลูกค้ามักถามคือควรจัดงบระหว่างแคมเปญสร้างการรับรู้ รีทาร์เก็ต และปิดการขาย ในสัดส่วนเท่าไหร่ คำตอบไม่มีสูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นอยู่กับว่าฐานลูกค้าเดิมของแบรนด์นั้นกว้างแค่ไหนอยู่แล้ว ถ้าแบรนด์ยังใหม่และคนรู้จักน้อย การตัดงบแคมเปญสร้างการรับรู้ทิ้งเพื่อทุ่มให้แคมเปญปิดการขายอย่างเดียวมักทำให้ยอด Lead ลดลงเรื่อย ๆ ในระยะสองสามเดือนถัดไป เพราะไม่มีคนใหม่เข้ามาอยู่ในเส้นทางให้แคมเปญรีทาร์เก็ตและปิดการขายทำงานต่อ

แนวทางที่ใช้ได้จริงคือดูอัตราการแปลงจาก Touchpoint หนึ่งไปอีก Touchpoint หนึ่ง เช่น สัดส่วนคนที่เห็นแคมเปญสร้างการรับรู้แล้วมาเจอแคมเปญรีทาร์เก็ตในเวลาต่อมาเป็นเท่าไหร่ และสัดส่วนคนที่เจอรีทาร์เก็ตแล้วทักเข้า LINE จริงเป็นเท่าไหร่ ถ้าอัตราแปลงระหว่างจุดใดจุดหนึ่งต่ำผิดปกติ นั่นคือสัญญาณว่าควรเพิ่มงบหรือปรับครีเอทีฟตรงจุดนั้นก่อน แทนที่จะเพิ่มงบรวมทั้งแคมเปญโดยไม่รู้ว่าจุดคอขวดอยู่ตรงไหน เอเจนซี่ที่ทำแบบนี้ได้ต่อเนื่องหลายรอบมักปรับงบได้แม่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสะสมข้อมูลอัตราแปลงของลูกค้ารายนั้นไว้เป็นฐานเทียบในแต่ละเดือน ไม่ใช่ตัดสินใจใหม่จากศูนย์ทุกครั้งที่ลูกค้าถามว่าควรเพิ่มงบตรงไหน

สรุป

การแยก Campaign ด้วย UTM ใน LINE OA ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นระเบียบ แต่เป็นพื้นฐานที่ทำให้เอเจนซี่อธิบายผลงานให้ลูกค้าได้อย่างมีหลักฐาน โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจลูกค้ารันหลายแคมเปญพร้อมกันในบัญชี LINE OA เดียว

เมื่อลูกค้าปลายทางเจอหลาย Touchpoint ก่อนตัดสินใจทัก การมองผ่านมุมเดียวจะทำให้เข้าใจภาพผิด การใช้ First-touch, Last-touch และ Closed-sale source ประกอบกันช่วยให้เห็นบทบาทที่แท้จริงของแต่ละแคมเปญในเส้นทางของลูกค้า

  • แยก Campaign ด้วย UTM ที่ตั้งชื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งทีม ไม่พึ่งความจำ
  • ลูกค้าที่เจอหลาย Touchpoint ต้องดู First-touch, Last-touch และ Closed-sale source ร่วมกัน
  • แยก Project และสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าแต่ละรายให้ชัดเจนเมื่อดูแลหลายบัญชีพร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อย

ควรให้เครดิตแคมเปญไหนเมื่อลูกค้าเจอหลายจุดก่อนทัก

ไม่มีมุมมองเดียวที่เป็นคำตอบสุดท้าย ควรดู First-touch, Last-touch และ Closed-sale source ประกอบกัน เพื่อเข้าใจบทบาทที่ต่างกันของแต่ละแคมเปญในเส้นทางของลูกค้า

เอเจนซี่ควรรายงานผลให้ลูกค้าแบบไหนเมื่อมี Multi-touchpoint

ควรอธิบายทั้งสามมุมมองไปพร้อมกัน ไม่สรุปด้วยตัวเลขเดียว เพื่อให้ลูกค้าของเอเจนซี่เข้าใจว่าทำไมต้องรันหลายแคมเปญที่มีบทบาทต่างกันควบคู่กันไป

ถ้าตัดแคมเปญสร้างการรับรู้ทิ้งเพราะไม่ปิดการขายเอง จะเกิดอะไรขึ้น

อาจทำให้แคมเปญปิดการขายมีคนรู้จักแบรนด์น้อยลงในระยะยาว เพราะแคมเปญสร้างการรับรู้ทำหน้าที่เตรียมความคุ้นเคยไว้ก่อน แม้จะไม่ใช่จุดที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อโดยตรง

ต้องแยก UTM ตามลูกค้าแต่ละรายด้วยไหมถ้าเป็นเอเจนซี่

ควรแยก โดยเฉพาะการเชื่อมต่อ LINE OA และสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อไม่ให้ข้อมูลของลูกค้ารายหนึ่งปนกับอีกรายหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ

การเก็บ Touchpoint หลายจุดจะเห็นครบร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม

ไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป เพราะมีบางกรณีที่ลูกค้าเปลี่ยนอุปกรณ์หรือเจอโฆษณาแล้วมาหาช่องทางอื่นเองในภายหลัง ควรมองข้อมูลนี้เป็นภาพส่วนใหญ่ที่ใกล้ความจริง ไม่ใช่ยอดที่สมบูรณ์แบบ

ลองตรวจด้วยตัวเอง

UTM Builder

สร้างลิงก์ UTM ตามมาตรฐานแพลตฟอร์มโฆษณา พร้อม preset และ naming convention

สร้างลิงก์ UTM

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง — linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

วางแผนวัดผลให้ครบก่อนเริ่ม Scale โฆษณาที่ปิดผ่านแอดมิน LINE

วางแผนวัดผลให้ครบก่อนเริ่ม Scale โฆษณาที่ปิดผ่านแอดมิน LINE

ก่อนจะเพิ่มงบโฆษณาที่ปิดการขายผ่านแอดมิน LINE ควรมี Measurement Plan ที่ครบก่อน ไม่งั้นการ Scale จะขยายทั้งยอดขายและปัญหาที่มองไม่เห็นไปพร้อมกัน
ทีมขายบอกว่า Lead หาย แต่จริง ๆ อยู่ตรงไหนกันแน่

ทีมขายบอกว่า Lead หาย แต่จริง ๆ อยู่ตรงไหนกันแน่

แอดมินบอกว่าคุยกับลูกค้าอยู่ แต่รายงานไม่มีชื่อลูกค้ารายนั้นเลย ปัญหานี้มักไม่ใช่ Lead หายจริง แต่เป็นเรื่องการตั้งชื่อและอัปเดตสถานะผ่าน LINE API ที่ไม่สม่ำเสมอ
ลูกค้าถามตรง ๆ ว่ายิงแอดเข้า LINE แล้ววัดยอดขายจริงได้ตรงไหนบ้าง

ลูกค้าถามตรง ๆ ว่ายิงแอดเข้า LINE แล้ววัดยอดขายจริงได้ตรงไหนบ้าง

เจ้าของธุรกิจหลายคนถามคำถามเดียวกันตอนคุยเรื่อง PDPA conversion tracking LINE ว่าข้อมูลลูกค้าที่เก็บจากแชทเอาไปเชื่อมกับ CRM หรือส่งกลับแพลตฟอร์มโฆษณาได้จริงแค่ไหน โดยไม่ผิดกฎหมายและไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกสอดส่อง