← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

คนทักเข้ามาเยอะแต่ปิดการขายไม่ได้สักที ต้องแก้จากตรงไหนก่อน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:50อัปเดต 12 ส.ค. 04:50อ่าน 3 นาที
คนทักเข้ามาเยอะแต่ปิดการขายไม่ได้สักที ต้องแก้จากตรงไหนก่อน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การวัด source ของลูกค้าที่ทัก LINE คือการหาว่า Landing Page และ Creative ตัวไหนเป็นตัวที่สร้างคนทักคุณภาพจริง ไม่ใช่แค่รู้ว่ามาจากแคมเปญไหน เพราะภายในแคมเปญเดียวกันอาจมีหลาย Creative ที่ให้ผลต่างกันมาก

ร้านเสื้อผ้าออนไลน์แห่งหนึ่งบ่นให้ฟังว่า ‘ทราฟฟิกเข้าเว็บวันละหลายร้อยคน คนทัก LINE ก็เยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทำไมยอดขายกลับไม่ขยับตามเลย’ พอลองไล่ดูข้อมูลกันจริง ๆ ถึงพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ‘แคมเปญ’ ในภาพรวม แต่อยู่ที่ ‘Creative’ บางตัวภายในแคมเปญที่ดึงคนผิดกลุ่มเข้ามาจำนวนมาก

หลายธุรกิจติด Tracking แค่ระดับแคมเปญ ทำให้เห็นภาพรวมว่าแคมเปญนี้สร้าง Lead เท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าภายในแคมเปญนั้น Landing Page ไหนหรือ Creative ตัวไหนที่เป็นตัวทำงานจริง กับตัวไหนที่แค่กินงบไปวัน ๆ โดยแทบไม่สร้างคนทักคุณภาพเลย

บทความนี้จะพาไล่วิธีวัด source ของลูกค้าที่ทัก LINE ให้ละเอียดถึงระดับ Landing Page และ Creative เพื่อหาว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้คนทักเข้ามาเยอะแต่ปิดการขายไม่ได้

ทำไม Tracking แค่ระดับแคมเปญถึงไม่พอ

แคมเปญหนึ่งมักมี Ad Set หลายชุด และแต่ละ Ad Set ก็มี Creative หลายตัววิ่งพร้อมกัน ถ้า Tracking Link ที่ใช้ระบุแค่ชื่อแคมเปญโดยไม่แยกลงไปถึงระดับ Creative หรือ Landing Page เมื่อเห็นว่าแคมเปญนั้นสร้างคนทักได้เยอะ จะไม่มีทางรู้เลยว่า Creative ตัวไหนในนั้นคือตัวหลักที่พาคนทักเข้ามา และ Creative ตัวไหนที่แทบไม่มีส่วนช่วยเลย

สถานการณ์ที่พบบ่อยคือ Creative หนึ่งดึงดูดด้วยภาพหรือข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับสินค้า ทำให้คนทักเข้ามาถามคำถามที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ร้านขายจริง ในขณะที่ Creative อีกตัวสื่อสารตรงกับสินค้าจริงและดึงคนที่พร้อมซื้อมากกว่า ถ้าไม่แยก Tracking ระดับนี้ จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปัญหามาจากตรงไหน

Landing Page มีผลต่อคุณภาพคนทักมากแค่ไหน

Landing Page ทำหน้าที่เหมือนตัวกรองก่อนที่คนจะกดไปทัก LINE ถ้า Landing Page สื่อสารชัดเจนเรื่องราคา เงื่อนไข และสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ คนที่กดไปทักต่อมักเป็นคนที่ผ่านการอ่านข้อมูลมาระดับหนึ่งแล้ว และมักถามคำถามที่นำไปสู่การซื้อโดยตรง

ในทางกลับกัน ถ้า Landing Page มีข้อมูลน้อยเกินไปหรือเน้นแค่ปุ่ม ‘แชทเลย’ โดยไม่มีรายละเอียดสินค้าเพียงพอ คนที่กดไปทักมักเป็นคนที่ยังไม่รู้ข้อมูลพื้นฐาน ทำให้แอดมินต้องเสียเวลาอธิบายซ้ำสิ่งที่ Landing Page ควรทำหน้าที่บอกไปแล้วตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นการเสียเวลาของทั้งสองฝ่าย

วิธีตั้ง Tracking ให้แยกได้ถึงระดับ Landing Page และ Creative

  • สร้าง UTM Content แยกตาม Creative แต่ละตัว ไม่ใช่แค่แยกตามชื่อแคมเปญหรือ Ad Set เท่านั้น
  • ถ้ามีหลาย Landing Page สำหรับสินค้าหรือโปรโมชันต่างกัน ให้ตั้ง Tracking Link เฉพาะของแต่ละหน้าที่พาไปยัง LINE แยกกันชัดเจน
  • ตั้งชื่อ Creative ให้สื่อความหมาย เช่น ระบุมุมภาพหรือประเด็นหลักที่ใช้ เพื่อให้ตอนดูรายงานย้อนหลังรู้ทันทีว่า Creative ไหนคืออันไหนโดยไม่ต้องเปิดไปดูภาพจริงทุกครั้ง
  • ให้แอดมินบันทึกคำถามแรกที่ลูกค้าถามเข้ามาแบบคร่าว ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเสริมตรวจสอบว่า Landing Page หรือ Creative นั้นสื่อสารตรงกับสิ่งที่ลูกค้าเข้าใจหรือไม่

ตัวอย่างเปรียบเทียบ Source ในระดับ Creative

Creativeคนทักเข้ามาคำถามที่พบบ่อยปิดการขายได้
ภาพโปรโมชันลดราคา80ลดจริงกี่เปอร์เซ็นต์5
ภาพสินค้าพร้อมรายละเอียด35มีไซซ์อื่นไหม14
วิดีโอรีวิวการใช้งาน20ใช้งานยังไง เหมาะกับใคร10

ใช้คำถามที่ลูกค้าถามเป็นสัญญาณวินิจฉัยปัญหา

ตารางด้านบนเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบกรอบวิเคราะห์ แต่รูปแบบที่เห็นสะท้อนปัญหาที่พบได้จริง Creative ที่ใช้ภาพโปรโมชันลดราคาดึงคนทักเข้ามาเยอะที่สุด แต่คำถามส่วนใหญ่คือเรื่องส่วนลด ซึ่งบ่งชี้ว่าคนกลุ่มนี้สนใจราคามากกว่าตัวสินค้า และปิดการขายได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบเป็นสัดส่วน

ในขณะที่ Creative ที่ใช้ภาพสินค้าพร้อมรายละเอียดและวิดีโอรีวิว แม้จะดึงคนทักเข้ามาน้อยกว่า แต่คำถามที่ได้รับเป็นคำถามที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อโดยตรง และมีอัตราการปิดการขายสูงกว่าอย่างชัดเจน การอ่านลักษณะคำถามควบคู่กับตัวเลขจึงช่วยวินิจฉัยปัญหาได้แม่นกว่าดูตัวเลขคนทักอย่างเดียว

เมื่อรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนแล้ว ควรแก้อะไรก่อน

  1. หยุดหรือลดงบ Creative ที่ดึงคนทักเยอะแต่คำถามส่วนใหญ่ไม่นำไปสู่การซื้อ แล้วนำงบส่วนนั้นไปเพิ่มให้ Creative ที่พิสูจน์แล้วว่าปิดการขายได้ดี
  2. ปรับ Landing Page ให้มีข้อมูลที่ตอบคำถามที่พบบ่อยล่วงหน้า เช่น ถ้าลูกค้ามักถามเรื่องไซซ์ ให้ใส่ตารางไซซ์ไว้ในหน้านั้นตั้งแต่ต้น
  3. ทดสอบ Creative ใหม่ที่สื่อสารตรงกับสินค้าจริงแทนการเน้นโปรโมชันอย่างเดียว แล้วเทียบผลกับ Creative เดิมในช่วงเวลาเดียวกัน
  4. แจ้งทีมแอดมินให้บันทึกคำถามแรกของลูกค้าต่อไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อใช้เป็นข้อมูลตรวจสอบทุกครั้งที่เปลี่ยน Creative หรือ Landing Page ใหม่

ทดสอบ A/B Landing Page สองแบบทีละขั้นตอนก่อนสรุปว่าอันไหนดีกว่า

การเปลี่ยน Landing Page หรือ Creative แล้วเทียบผลแบบมั่ว ๆ อาจทำให้สรุปผิดได้ง่าย เพราะปัจจัยอื่นอย่างช่วงเวลาหรือกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนไปพร้อมกันอาจปนกับผลของ Landing Page เอง ขั้นตอนต่อไปนี้ช่วยให้การทดสอบให้ผลที่เชื่อถือได้มากขึ้น

  1. เตรียม Landing Page สองแบบที่ต่างกันเฉพาะจุดที่ต้องการทดสอบ เช่น เปลี่ยนแค่รูปหลักหรือแค่หัวข้อ ไม่เปลี่ยนหลายจุดพร้อมกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรที่ทำให้ผลต่าง
  2. แบ่งงบและกลุ่มเป้าหมายให้ทั้งสองหน้าได้รับทราฟฟิกในสัดส่วนใกล้เคียงกันและช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ใช่ทดสอบหน้าหนึ่งเดือนนี้แล้วอีกหน้าเดือนหน้า
  3. กำหนดจำนวนคนทักขั้นต่ำที่ต้องได้ก่อนจะเริ่มเปรียบเทียบผล เพื่อกันการสรุปจากตัวอย่างที่น้อยเกินไปจนคลาดเคลื่อนได้ง่าย
  4. เปรียบเทียบทั้งจำนวนคนทักและอัตราปิดการขายของทั้งสองหน้าไปพร้อมกัน ไม่ใช่ดูแค่ว่าหน้าไหนมีคนทักเยอะกว่า
  5. เลือกหน้าที่ชนะไปใช้เป็นค่าเริ่มต้น แล้วเก็บหน้าที่แพ้ไว้เป็นฐานสำหรับทดสอบรอบถัดไปกับตัวแปรอื่น เพราะการทดสอบที่ดีควรเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ

ข้อควรระวังเรื่อง PDPA เมื่อให้แอดมินบันทึกคำถามลูกค้า

เมื่อให้แอดมินบันทึกคำถามแรกของลูกค้าเพื่อใช้วิเคราะห์ มีจุดที่ต้องระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวควบคู่ไปด้วย เพราะบางคำถามของลูกค้าอาจมีข้อมูลส่วนบุคคลปนอยู่ เช่น ชื่อ ที่อยู่ หรือรายละเอียดสุขภาพในกรณีธุรกิจคลินิก ควรกำหนดให้แอดมินบันทึกแค่ประเด็นหลักของคำถามแบบสรุปย่อ ไม่ใช่คัดลอกข้อความเต็มของลูกค้าไปเก็บไว้ในระบบวิเคราะห์แบบดิบ ๆ

ข้อมูลคำถามที่บันทึกไว้เพื่อการวิเคราะห์ Creative ควรถูกจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะคนที่จำเป็นต้องใช้ และไม่ควรเก็บไว้นานเกินความจำเป็นของการวิเคราะห์นั้น ธุรกิจควรมีการแจ้งลูกค้าให้ทราบผ่านช่องทางที่เหมาะสมว่ามีการเก็บและใช้ข้อมูลการสนทนาเพื่อพัฒนาการให้บริการ ไม่ใช่เก็บไปโดยลูกค้าไม่รู้ตัวเลย

พฤติกรรมทักแชทต่างกันระหว่างคนที่ดูจากมือถือกับคอมพิวเตอร์

นอกจาก Creative และ Landing Page แล้ว อุปกรณ์ที่ลูกค้าใช้ดูโฆษณาก็มีผลต่อพฤติกรรมการทักแชทไม่น้อย คนที่เห็นโฆษณาบนมือถือมักกดปุ่มแชททันทีเพราะ LINE เปิดได้จากมือถือโดยตรงในไม่กี่คลิก ในขณะที่คนที่เห็นโฆษณาบนคอมพิวเตอร์อาจต้องสแกน QR Code หรือเปิด LINE จากมือถืออีกเครื่องแยกต่างหาก ทำให้มีขั้นตอนเพิ่มขึ้นก่อนจะทักได้จริง

ผลที่มักเห็นคืออัตราการทักต่อจากคอมพิวเตอร์ต่ำกว่ามือถืออย่างชัดเจน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนที่ดูจากคอมพิวเตอร์ไม่สนใจ เพียงแต่มีแรงเสียดทานเพิ่มขึ้นในขั้นตอนการทัก ถ้าธุรกิจไม่แยกดูตามอุปกรณ์ อาจตัดสินใจปิดแคมเปญที่แสดงบนคอมพิวเตอร์เพราะเห็นว่าอัตราทักต่อต่ำ ทั้งที่จริง ๆ แล้วคนกลุ่มนี้อาจกลับมาทักในภายหลังผ่านมือถือของตัวเองแทน

วิธีลดแรงเสียดทานสำหรับกลุ่มที่ดูจากคอมพิวเตอร์คือทำให้ QR Code เด่นชัดและใหญ่พอสแกนง่าย พร้อมมีข้อความกำกับสั้น ๆ ว่าต้องสแกนด้วยมือถือ หรือเสนอทางเลือกอื่น เช่น ใส่เบอร์โทรหรือลิงก์ที่คัดลอกไปเปิดในมือถือได้ง่าย เพื่อไม่ให้คนที่สนใจจริงหลุดหายไปเพียงเพราะขั้นตอนการทักยุ่งยากเกินไป

สร้างวงจรป้อนกลับจากแอดมินสู่ทีมทำ Creative ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี

ข้อมูลคำถามแรกของลูกค้าและตัวเลขที่แยกตาม Creative จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าไม่มีการส่งต่อไปถึงคนที่ทำ Creative จริง ๆ ปัญหาที่พบบ่อยในหลายธุรกิจคือแอดมินเก็บข้อมูลไว้เฉย ๆ ในสเปรดชีตหรือระบบ โดยไม่มีใครเอาไปคุยกับทีมการตลาดหรือทีมที่ยิงแอดเป็นประจำ ทำให้ Creative ที่มีปัญหาเดิมยังถูกใช้ต่อไปเรื่อย ๆ

วิธีที่ใช้ได้จริงคือกำหนดรอบทบทวนสั้น ๆ สัปดาห์ละครั้งหรือสองสัปดาห์ครั้ง ให้แอดมินหรือหัวหน้าทีมขายสรุปคำถามที่พบบ่อยของแต่ละ Creative ให้ทีมที่ดูแลแอดฟัง ไม่ต้องเป็นการประชุมทางการ อาจเป็นแค่ข้อความสรุปสั้น ๆ ในกลุ่มทำงานก็พอ สิ่งสำคัญคือต้องเกิดขึ้นสม่ำเสมอจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานปกติ ไม่ใช่ทำแค่ตอนที่มีปัญหาหนักจนต้องเรียกประชุมด่วน

สรุป

คนทักเข้ามาเยอะแต่ปิดการขายไม่ได้มักไม่ใช่ปัญหาที่ระดับแคมเปญ แต่ซ่อนอยู่ในระดับ Landing Page หรือ Creative ที่ดึงคนผิดกลุ่มเข้ามา การวัด source ของลูกค้าที่ทัก LINE ให้ละเอียดถึงระดับนี้ช่วยให้เห็นปัญหาจริงแทนที่จะเดาไปเรื่อย ๆ

ใช้คำถามแรกที่ลูกค้าถามเป็นสัญญาณเสริมควบคู่กับตัวเลข Tracking เพื่อวินิจฉัยว่า Landing Page หรือ Creative ตัวไหนสื่อสารตรงกับสินค้าจริง และตัวไหนที่ควรปรับปรุงก่อน

  • แยก Tracking ให้ถึงระดับ Landing Page และ Creative ไม่ใช่แค่ระดับแคมเปญ
  • ใช้คำถามแรกที่ลูกค้าถามเป็นสัญญาณวินิจฉัยว่าปัญหาอยู่ที่การสื่อสารหรือกลุ่มเป้าหมาย
  • ย้ายงบจาก Creative ที่ดึงคนทักเยอะแต่ปิดการขายน้อย ไปให้ Creative ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง

คำถามที่พบบ่อย

ต้องแยก Tracking Link ทุก Creative เลยไหม หรือแยกแค่บางตัว

แนะนำให้แยกทุก Creative ที่มีงบพอสมควร เพราะต้นทุนในการสร้าง UTM Content แยกแทบไม่มี แต่ประโยชน์ที่ได้จากการรู้ว่า Creative ไหนสร้างคนทักคุณภาพสูงกว่ามาก คุ้มค่ากับความยุ่งยากเล็กน้อยที่เพิ่มขึ้น

ถ้า Landing Page ดีแต่ Creative ไม่ดี จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดไหม

ควรแยกวัดทั้งสองส่วนเพื่อยืนยันว่าปัญหาจริง ๆ อยู่ที่ Creative ไม่ใช่ Landing Page เพราะถ้าสลับ Creative แล้วปัญหายังไม่หาย อาจต้องกลับมาดูที่ Landing Page เพิ่มเติมด้วย

คำถามแรกของลูกค้าสำคัญพอ ๆ กับตัวเลขจริงหรือ

สำคัญมากในการวินิจฉัยสาเหตุ เพราะตัวเลขบอกแค่ว่ามีคนทักมากหรือน้อย แต่คำถามที่ลูกค้าถามบอกว่าเขาสนใจอะไร และช่วยชี้ว่า Landing Page หรือ Creative สื่อสารตรงกับสิ่งที่ลูกค้าเข้าใจหรือไม่

ธุรกิจเล็กที่ไม่มีทีมทำ Creative หลายแบบ ยังใช้วิธีนี้ได้ไหม

ได้ แม้จะมี Creative แค่หนึ่งหรือสองตัว การแยก Tracking ระดับ Landing Page ก็ยังช่วยให้เห็นว่าหน้าไหนดึงคนทักคุณภาพกว่ากัน ไม่จำเป็นต้องมี Creative จำนวนมากถึงจะใช้หลักการนี้ได้

ควรทดสอบ Creative ใหม่นานแค่ไหนก่อนสรุปผล

ควรให้ Creative ใหม่มีจำนวนคนทักเข้ามาในระดับที่พอเปรียบเทียบได้ก่อน และเผื่อเวลาให้ครอบคลุม Conversion Lag ปกติของธุรกิจ ไม่ใช่ดูแค่วันสองวันแล้วสรุปทันที

แอดมินต้องบันทึกคำถามของลูกค้าทุกคนเลยไหม

ไม่จำเป็นต้องบันทึกละเอียดทุกคำถาม แค่บันทึกประเด็นหลักแบบสั้น ๆ ก็เพียงพอสำหรับใช้วิเคราะห์แนวโน้ม การให้แอดมินบันทึกละเอียดเกินไปอาจเพิ่มภาระจนกระทบเวลาที่ควรใช้คุยกับลูกค้า

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

พอเปิดจาก LINE แล้ว UTM หายไปไหนหมด วัดต่อได้ยังไง

พอเปิดจาก LINE แล้ว UTM หายไปไหนหมด วัดต่อได้ยังไง

ลิงก์มี UTM ครบตอนคลิกจากโฆษณา แต่พอเด้งเข้าแอป LINE แล้วพารามิเตอร์หายเกลี้ยง บทความนี้ไล่ทีละจุดว่าทำไมถึงหาย และมี Funnel แบบไหนที่ช่วยให้ยังตามรอยลูกค้าต่อได้แม้ UTM จะไม่ติดมาด้วย
แยก Ad Set ด้วย UTM ก่อนเข้า LINE ยังไง ไม่ให้รายงานขึ้น Unknown Source เกินครึ่ง

แยก Ad Set ด้วย UTM ก่อนเข้า LINE ยังไง ไม่ให้รายงานขึ้น Unknown Source เกินครึ่ง

ยิงหลาย Ad Set เข้า LINE ปุ่มเดียวกันหมด พอเปิดรายงานเลยตอบไม่ได้ว่าชุดไหนพาลูกค้ามา บทความนี้เล่าโครงสร้าง UTM ที่ใช้แยก Ad Set จริง พร้อมจุดที่พารามิเตอร์หลุดหายบ่อยที่สุด
ต่อ UTM เองท้ายลิงก์ กับให้สคริปต์ส่งพารามิเตอร์ข้ามโดเมนอัตโนมัติ แบบไหนรอดกว่า

ต่อ UTM เองท้ายลิงก์ กับให้สคริปต์ส่งพารามิเตอร์ข้ามโดเมนอัตโนมัติ แบบไหนรอดกว่า

ธุรกิจที่มีหลายโดเมนก่อนพาลูกค้าเข้า LINE เช่นเว็บหลักกับหน้า Landing Page แยก มักเจอปัญหาข้อมูลขาดช่วงตอนข้ามโดเมน บทความนี้เทียบสองวิธีที่ใช้กันจริง พร้อมข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ