← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

ทักไลน์ถามรถเข้ามาเยอะทุกวัน แต่ปิดยอดขายได้น้อย แก้ยังไงดี

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 2 นาที
ทักไลน์ถามรถเข้ามาเยอะทุกวัน แต่ปิดยอดขายได้น้อย แก้ยังไงดี
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ROAS รถยนต์จาก LINE คือมูลค่ารถที่ขายได้จากลูกค้าที่มาจากโฆษณา หารด้วยค่าแอดที่ใช้ไป ทราฟฟิกทักเข้ามาเยอะไม่ได้แปลว่า ROAS จะสูงตาม เพราะการซื้อรถเป็นการตัดสินใจที่ใช้เวลานานและมีหลายจุดสัมผัสก่อนปิดการขาย ต้องแยกให้ออกว่าปัญหาอยู่ที่คุณภาพของคนที่ทักเข้ามา หรืออยู่ที่ความสามารถของทีมขายในการปิดดีล

เจ้าของโชว์รูมรถมือสองแห่งหนึ่งเล่าว่าทุกวันมีคนทักเข้า LINE OA มาถามราคาและสอบถามสเปกรถไม่ต่ำกว่ายี่สิบข้อความ ดูเหมือนธุรกิจกำลังไปได้ดี แต่พอสรุปยอดขายปลายเดือนกลับพบว่าขายได้แค่แปดคัน ในขณะที่เดือนก่อนหน้าที่มีคนทักน้อยกว่ากลับขายได้ถึงสิบสองคัน

เมื่อลองคำนวณ ROAS จากค่าแอดที่ใช้ไปเทียบกับมูลค่ารถที่ขายได้ ตัวเลขยิ่งชัดว่าเดือนที่มีคนทักเยอะกว่ากลับมี ROAS ต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เจ้าของเริ่มสงสัยว่าทราฟฟิกที่เพิ่มขึ้นเป็นทราฟฟิกที่มีคุณภาพจริงหรือไม่ หรือปัญหาอยู่ที่อย่างอื่น

บทความนี้จะพาดูวิธีคำนวณ ROAS รถยนต์จาก LINE ให้ถูกต้อง และแยกให้ออกว่าเมื่อ ROAS ต่ำ ปัญหาควรแก้ที่คุณภาพทราฟฟิกต้นทางหรือที่ทีมขายปลายทางกันแน่

ROAS รถยนต์จาก LINE คำนวณอย่างไร

ROAS หรือ Return on Ad Spend คือมูลค่ารถที่ขายได้จากลูกค้าที่มาจากโฆษณา หารด้วยค่าแอดที่ใช้ไปในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น ถ้าใช้งบแอดสามหมื่นบาทและขายรถได้สามคันรวมมูลค่าเก้าแสนบาทจากลูกค้าที่มาจากแคมเปญนั้น ROAS จะเท่ากับสามสิบเท่า ตัวเลขนี้ต่างจากจำนวนคนทักหรือจำนวนนัดทดลองขับตรงที่วัดที่มูลค่าการขายจริงเป็นตัวตั้ง

ความท้าทายของการคำนวณ ROAS รถยนต์คือต้องผูกยอดขายแต่ละคันกลับไปยังแคมเปญต้นทางของลูกค้าคนนั้นให้ถูกต้อง ซึ่งต้องอาศัยการบันทึกข้อมูลตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกค้าทักเข้ามา ไม่ใช่มาผูกย้อนหลังตอนปิดการขายแล้ว

ทำไมทราฟฟิกเยอะไม่ได้แปลว่าคุณภาพดี

เมื่อแคมเปญโฆษณาใช้ข้อความกว้างเกินไปหรือกำหนดกลุ่มเป้าหมายไม่แม่นยำ อาจดึงดูดคนที่แค่อยากรู้ราคาเปรียบเทียบ นักเรียนนักศึกษาที่ทำรายงาน หรือคนที่ยังไม่มีงบซื้อรถในเร็ว ๆ นี้ให้ทักเข้ามาจำนวนมาก คนกลุ่มนี้สร้างภาระให้แอดมินตอบคำถามแต่ไม่มีโอกาสปิดการขายจริง

ในขณะที่แคมเปญที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายแคบและเฉพาะเจาะจง เช่น เจาะกลุ่มคนที่มีความสนใจเรื่องรถรุ่นนั้นโดยเฉพาะ อาจได้จำนวนคนทักน้อยกว่ามาก แต่คนที่ทักเข้ามาส่วนใหญ่มีความตั้งใจซื้อจริงจังกว่า ทำให้อัตราปิดขายและ ROAS สูงกว่าแคมเปญที่มีทราฟฟิกเยอะแต่คุณภาพต่ำ

เจ้าของโชว์รูมหลายคนติดกับดักการวัดผลด้วยจำนวนข้อความที่ทักเข้ามาต่อวัน เพราะเป็นตัวเลขที่เห็นง่ายและรู้สึกเหมือนเป็นสัญญาณความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริงจำนวนข้อความไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับว่าคนเหล่านั้นมีงบซื้อรถจริงหรือไม่ อยู่ในพื้นที่ให้บริการหรือไม่ หรือกำลังเปรียบเทียบราคาจากหลายเว็บพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจซื้อในเร็ว ๆ นี้

วิธีตรวจสอบคุณภาพทราฟฟิกเบื้องต้นคือให้แอดมินสังเกตรูปแบบคำถามที่ลูกค้าถามเข้ามา ลูกค้าที่ถามละเอียดเรื่องเงื่อนไขผ่อนชำระ วันที่พร้อมรับรถ หรือขอนัดดูรถที่โชว์รูม มักมีแนวโน้มซื้อจริงมากกว่าคนที่ถามแค่ราคาแล้วเงียบหายไปโดยไม่ถามต่อ การจัดกลุ่มคำถามแบบนี้อย่างคร่าว ๆ ช่วยให้ทีมขายจัดลำดับความสำคัญในการติดตามได้ดีขึ้น แม้จะยังไม่ใช่ระบบให้คะแนน Lead ที่เป็นทางการก็ตาม

ความต้องการซื้อรถที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของปี

ความต้องการซื้อรถมักไม่คงที่ตลอดทั้งปี บางช่วงเช่นก่อนปีใหม่หรือช่วงมีโปรโมชันพิเศษจากค่ายรถ อาจมีคนสนใจซื้อรถเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติโดยไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาเลย ในขณะที่บางช่วงของปีที่คนมีภาระค่าใช้จ่ายอื่นสูง ความสนใจซื้อรถอาจลดลงแม้จะยิงแอดเท่าเดิม

การเปรียบเทียบ ROAS ควรคำนึงถึงปัจจัยฤดูกาลนี้ด้วย โดยดูแนวโน้มเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนประกอบการตัดสินใจ แทนที่จะสรุปว่าแคมเปญแย่ลงทันทีเมื่อ ROAS ลดลงในบางเดือน ทั้งที่อาจเป็นผลจากฤดูกาลปกติ

แยกปัญหาทราฟฟิกออกจากความสามารถของทีมขาย

ต่อให้ทราฟฟิกที่เข้ามามีคุณภาพดี ถ้าทีมขายตอบช้าหรือไม่มีทักษะในการปิดดีล ก็ยังปิดการขายไม่ได้อยู่ดี วิธีแยกว่าปัญหาอยู่ตรงไหนคือดูอัตราการนัดทดลองขับต่อคนที่ทักเข้ามา ถ้าอัตรานี้ต่ำ ปัญหาอาจอยู่ที่คุณภาพทราฟฟิกหรือวิธีตอบแชทของแอดมิน แต่ถ้าอัตรานัดทดลองขับสูงแต่อัตราปิดขายหลังทดลองขับต่ำ ปัญหาน่าจะอยู่ที่ทักษะปิดการขายของทีมขายมากกว่า

ธุรกิจที่ต้องการดูรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนก่อนถึงยอดขาย ควรอ่านเรื่อง การวัด Cost per Test Drive ประกอบ เพื่อเห็นภาพว่าจุดรั่วอยู่ตรงไหนของ Funnel ก่อนที่จะถึงขั้นตอนคำนวณ ROAS ในภาพรวม

ตัวอย่างสมมติ เปรียบเทียบ ROAS ระหว่างสองแคมเปญ

ตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติเปรียบเทียบสองแคมเปญที่ใช้งบเท่ากันแต่กำหนดกลุ่มเป้าหมายต่างกัน:

ตัวชี้วัด (ตัวอย่างสมมติ)แคมเปญกว้างแคมเปญเจาะจง
จำนวนคนทักต่อเดือน500 คน150 คน
จำนวนนัดทดลองขับ40 คน35 คน
รถที่ขายได้4 คัน9 คัน
ROAS โดยประมาณ12 เท่า27 เท่า

การซื้อรถใช้เวลาตัดสินใจนาน ต้องรอข้อมูลนิ่งก่อนสรุป

ต่างจากสินค้าราคาถูกที่ตัดสินใจซื้อได้ทันที การซื้อรถมักใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ลูกค้าหลายคนทักถามหลายโชว์รูมพร้อมกันก่อนตัดสินใจ บางคนทดลองขับแล้วกลับไปคิดต่อ การคำนวณ ROAS รายเดือนแบบทันทีจึงอาจไม่สะท้อนความจริง เพราะลูกค้าที่ทักเข้ามาปลายเดือนอาจยังไม่ปิดการขายจนถึงเดือนถัดไป

วิธีที่แม่นยำกว่าคือดู ROAS แบบผูกกับกลุ่มลูกค้าที่ทักเข้ามาในเดือนนั้น แล้วติดตามผลต่อเนื่องไปอีกหนึ่งถึงสองเดือนถัดมา แทนที่จะสรุปตัวเลขทันทีเมื่อสิ้นเดือน เพื่อให้เห็นภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น

บางโชว์รูมเลือกใช้วิธีดู ROAS แบบ Rolling หรือคำนวณจากข้อมูลสะสมสามเดือนล่าสุดแทนการดูเป็นรายเดือนเดี่ยว ๆ เพื่อลดความผันผวนของตัวเลขที่เกิดจากรอบการตัดสินใจของลูกค้าที่ไม่ตรงกับรอบปฏิทิน วิธีนี้ช่วยให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนกว่า แม้จะทำให้ตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะเดือนได้ช้าลงบ้างก็ตาม

กระทบยอดรายได้กับข้อมูลบัญชีก่อนสรุป ROAS

ก่อนนำตัวเลข ROAS ไปใช้ตัดสินใจปรับงบโฆษณา ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามูลค่ายอดขายที่นำมาคำนวณตรงกับข้อมูลจริงของฝ่ายบัญชี เพราะบางครั้งตัวเลขที่ทีมการตลาดเก็บเองอาจคลาดเคลื่อนจากยอดขายที่บันทึกจริง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงราคาหรือเงื่อนไขระหว่างทางที่ทีมการตลาดไม่ทราบ

  • ตรวจสอบว่ามูลค่ารถที่นำมาคำนวณเป็นราคาขายสุทธิหลังหักส่วนลด ไม่ใช่ราคาป้ายที่ยังไม่หักส่วนลด
  • แยกรถที่ขายแบบผ่อนกับเงินสด เพราะอาจมีผลต่อการรับรู้รายได้ต่างช่วงเวลากัน
  • หักรายการที่ลูกค้ายกเลิกออร์เดอร์หลังทำสัญญาแล้วออกจากยอดขาย ก่อนคำนวณ ROAS สุทธิ
  • เทียบยอดขายที่นับใน ROAS กับยอดขายจริงจากฝ่ายบัญชีเป็นระยะ เพื่อยืนยันว่าตัวเลขตรงกัน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อคำนวณ ROAS รถยนต์

  • ใช้ราคาป้ายแทนราคาขายจริงหลังหักส่วนลด — ทำให้ ROAS ดูสูงเกินจริง
  • สรุปตัวเลขเร็วเกินไปโดยไม่รอรอบการตัดสินใจของลูกค้า — ทำให้ ROAS ดูต่ำกว่าความเป็นจริงในเดือนที่เพิ่งเริ่มแคมเปญ
  • ไม่แยกทราฟฟิกออกจากคุณภาพ Lead — ทำให้ตัดสินใจเพิ่มงบให้แคมเปญที่มีคนทักเยอะแต่ปิดขายได้น้อย
  • ไม่ผูกยอดขายกับแคมเปญต้นทางตั้งแต่ต้น — ทำให้ย้อนกลับไปคำนวณ ROAS ทีหลังไม่ได้เลย

ส่งยอดขายกลับไปให้แพลตฟอร์มโฆษณาเรียนรู้ต่อ

เมื่อคำนวณ ROAS ได้แม่นยำแล้ว ขั้นตอนถัดไปที่หลายโชว์รูมยังไม่ได้ทำคือการส่งข้อมูลยอดขายกลับไปยังแพลตฟอร์มโฆษณา เพื่อให้ระบบมีข้อมูลไปใช้หาลูกค้าที่มีแนวโน้มคล้ายกับคนที่ปิดการขายจริงมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ระบบเรียนรู้จากแค่จำนวนคนทักเข้ามาเพียงอย่างเดียว

ธุรกิจที่ใช้ Google Ads เป็นช่องทางหลัก ควรอ่านเรื่อง การส่ง Offline Conversion Google Ads รถยนต์เข้า LINE ประกอบ เพื่อเข้าใจขั้นตอนที่ต้องทำก่อนจะส่งข้อมูลยอดขายกลับไปได้จริง

การส่งข้อมูลกลับไปให้แพลตฟอร์มโฆษณาเรียนรู้ไม่ใช่ขั้นตอนที่ทำครั้งเดียวจบ ควรทำอย่างต่อเนื่องเป็นรอบ เช่นทุกสัปดาห์หรือทุกสองสัปดาห์ เพื่อให้ระบบมีข้อมูลใหม่ล่าสุดไปปรับกลุ่มเป้าหมายอยู่เสมอ โชว์รูมที่ทำขั้นตอนนี้อย่างสม่ำเสมอมักเห็นคุณภาพทราฟฟิกดีขึ้นทีละน้อยเมื่อเวลาผ่านไป เพราะระบบโฆษณาเรียนรู้จากรูปแบบของลูกค้าที่ปิดการขายจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะเรียนรู้จากแค่จำนวนคนคลิกหรือทักเข้ามาเพียงอย่างเดียว

สรุป

จำนวนคนทักเข้า LINE ไม่ได้เป็นตัวบอก ROAS ที่แท้จริงของแคมเปญรถยนต์ เพราะทราฟฟิกที่มากอาจมาจากกลุ่มเป้าหมายที่กว้างเกินไปจนคุณภาพต่ำ ต้องคำนวณ ROAS จากมูลค่ารถที่ขายได้จริงและผูกกลับไปยังแคมเปญต้นทางอย่างถูกต้อง

การแยกปัญหาระหว่างคุณภาพทราฟฟิกกับความสามารถของทีมขายในการปิดดีล ช่วยให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด แทนที่จะตัดสินใจปรับงบโฆษณาโดยไม่รู้ว่าจุดรั่วที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

  • คำนวณ ROAS จากมูลค่ารถที่ขายได้จริง ไม่ใช่จากจำนวนคนทักเข้ามา
  • แยกปัญหาคุณภาพทราฟฟิกออกจากความสามารถของทีมขายก่อนตัดสินใจปรับงบ
  • รอให้รอบการตัดสินใจของลูกค้านิ่งก่อนสรุปตัวเลข ROAS รายเดือน
  • กระทบยอดรายได้กับข้อมูลบัญชีเป็นระยะ เพื่อยืนยันว่า ROAS ที่คำนวณตรงกับความจริง

คำถามที่พบบ่อย

ROAS เท่าไหร่ถือว่าดีสำหรับธุรกิจรถยนต์

ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ขึ้นอยู่กับมาร์จิ้นของรถแต่ละรุ่นและต้นทุนดำเนินงานอื่น ควรคำนวณ Break-even ROAS ของตัวเองก่อนตั้งเป้าว่า ROAS เท่าไหร่ถือว่าคุ้มค่า

ควรรอกี่วันก่อนสรุปตัวเลข ROAS ของแคมเปญรถยนต์

ควรรออย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน เพราะการตัดสินใจซื้อรถมักใช้เวลานาน การสรุปตัวเลขเร็วเกินไปอาจทำให้ ROAS ดูต่ำกว่าความเป็นจริง

ทราฟฟิกจากแคมเปญที่กว้างควรหยุดยิงเลยไหม

ไม่ควรหยุดทันที ควรลองปรับข้อความโฆษณาและกลุ่มเป้าหมายให้เจาะจงขึ้นก่อน แล้วเทียบผลลัพธ์อีกครั้ง เพราะบางครั้งแค่ปรับข้อความก็เปลี่ยนคุณภาพทราฟฟิกได้มาก

ควรคำนวณ ROAS แยกตามรุ่นรถไหม

ควรแยกถ้าแต่ละรุ่นมีมาร์จิ้นและราคาต่างกันมาก เพราะการรวม ROAS ทุกรุ่นเข้าด้วยกันอาจบดบังว่ารุ่นไหนทำกำไรได้จริงและรุ่นไหนขาดทุนจากค่าแอด

ถ้าลูกค้าทักหลายโชว์รูมพร้อมกัน ควรนับ ROAS ให้ใครก่อน

โดยทั่วไปนับให้โชว์รูมที่ปิดการขายได้จริง ไม่ใช่โชว์รูมที่ลูกค้าทักถามก่อน เพราะ ROAS วัดที่ผลลัพธ์การขาย ไม่ใช่วัดที่จุดสัมผัสแรก

linli ช่วยเรื่องการคำนวณ ROAS รถยนต์ได้แค่ไหน

linli ช่วยผูกยอดขายแต่ละคันกับแคมเปญต้นทางของลูกค้าที่ทักเข้ามา ทำให้คำนวณ ROAS จากข้อมูลจริงได้ง่ายขึ้น ส่วนการยืนยันราคาขายสุทธิและกระทบยอดกับบัญชียังต้องอาศัยทีมขายและทีมบัญชีตรวจสอบเพิ่มเติม

ลองตรวจด้วยตัวเอง

เครื่องคำนวณ ROI โฆษณาเข้า LINE

ใส่งบโฆษณากับตัวเลข Funnel ของคุณ แล้วดู ROAS, ROI และต้นทุนต่อลูกค้าจริง

คำนวณ ROI ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทีมสามคนอัปโหลด Offline Conversion คนละไฟล์ จนข้อมูลซ้อนกัน แก้ยังไง

ทีมสามคนอัปโหลด Offline Conversion คนละไฟล์ จนข้อมูลซ้อนกัน แก้ยังไง

เมื่อหลายคนในทีมอัปโหลดไฟล์ Offline Conversion เข้า Google Ads พร้อมกันโดยไม่ประสานงานกัน ข้อมูลมักซ้อนกันจนตัวเลขผิดเพี้ยน บทความนี้ไล่สาเหตุของปัญหาและอธิบายว่าการย้ายไปใช้ Data Manager ช่วยลดความซ้อนซ้อนนี้ได้อย่างไร
เพิ่มงบยิงแอดแล้ว ROAS ในระบบดีขึ้นทั้งที่ยอดขายจริงเท่าเดิม แก้ยังไง

เพิ่มงบยิงแอดแล้ว ROAS ในระบบดีขึ้นทั้งที่ยอดขายจริงเท่าเดิม แก้ยังไง

ROAS ในหน้า Ads Manager ดีขึ้นทุกสัปดาห์ แต่ยอดโอนจริงจากฝ่ายขายไม่ได้ขยับตาม บทความนี้ชวนดูว่าควรส่ง Conversion แบบไหนกลับแพลตฟอร์มโฆษณา ถึงจะสะท้อนยอดขายอสังหาจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในระบบ
แคมเปญ Facebook Ads ตัวไหนดันคนเข้า LINE เยอะสุด แต่พอเช็คยอดขายจริงกลับสวนทาง

แคมเปญ Facebook Ads ตัวไหนดันคนเข้า LINE เยอะสุด แต่พอเช็คยอดขายจริงกลับสวนทาง

แคมเปญ Facebook Ads ที่ดันคนเข้า LINE เยอะที่สุด ไม่ได้แปลว่าสร้างยอดขายมากที่สุดเสมอไป บทความนี้อธิบายวิธีเชื่อมข้อมูลจาก Facebook Ads เข้ากับยอดขายจริงใน LINE เพื่อไม่ให้ทีมตัดสินใจผิดจากแค่ตัวเลขแคมเปญ