← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

ทำไมยอด View Through Conversion ถึงดูดีในรายงานแต่ไม่มีใครทักเข้า LINE จริง

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 3 นาที
ทำไมยอด View Through Conversion ถึงดูดีในรายงานแต่ไม่มีใครทักเข้า LINE จริง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

View Through Conversion คือการนับคอนเวอร์ชันที่เกิดขึ้นหลังคนเห็นโฆษณาแบบ Display หรือวิดีโอโดยไม่คลิก แต่มาทำรายการภายในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเสริมเรื่องการมองเห็น ไม่ใช่หลักฐานว่าโฆษณาชิ้นนั้นเป็นเหตุให้เกิดการซื้อจริง จึงต้องอ่านคู่กับยอด Lead และยอดขายจริงจาก LINE เสมอ

มีเจ้าของธุรกิจคนหนึ่งโทรมาถามผมว่า เปิด Google Ads เห็นคอนเวอร์ชันขึ้น 40 รายการในสัปดาห์เดียว แต่พอไปเช็กในแชท LINE กลับมีคนทักเข้ามาแค่ 12 คน แล้วอีก 28 รายการหายไปไหน คำตอบส่วนใหญ่ของคำถามแบบนี้ซ่อนอยู่ในคอลัมน์ที่ไม่ค่อยมีใครเปิดดู นั่นคือ View Through Conversion

ตัวเลขนี้ไม่ได้ผิดหรือปลอม แต่เป็นคนละความหมายกับคอนเวอร์ชันที่เกิดจากการคลิกโฆษณาโดยตรง ถ้าไม่เข้าใจว่ามันนับอะไร ก็จะตีความผิดได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเวลาต้องรายงานผลให้เจ้าของธุรกิจฟังว่าโฆษณาตัวนี้คุ้มค่าจริงแค่ไหน

บทความนี้จะอธิบายว่า View Through Conversion คืออะไร มันถูกนับตอนไหน ทำไมมันถึงทำให้ตัวเลขในรายงานดูดีกว่าที่ควรจะเป็น และควรใช้มันคู่กับข้อมูลฝั่ง LINE อย่างไรถึงจะไม่หลอกตัวเอง

View Through Conversion นับเหตุการณ์แบบไหนกันแน่

View Through Conversion (VTC) คือคอนเวอร์ชันที่เกิดขึ้นหลังจากคนเห็นโฆษณา เช่น แบนเนอร์ Display หรือวิดีโอ โดยที่เขาไม่ได้คลิกโฆษณานั้นเลย แต่ภายในช่วงเวลาที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้ (แต่ละแพลตฟอร์มตั้งค่า Attribution Window ไม่เท่ากัน และมีการปรับเปลี่ยนได้ตามนโยบาย ควรตรวจค่าปัจจุบันในบัญชีโฆษณาก่อนอ้างอิงตัวเลขที่แน่นอน) เขากลับมาทำรายการที่นับเป็นคอนเวอร์ชันด้วยวิธีอื่น เช่น พิมพ์ค้นหาชื่อร้านเอง หรือเข้าเว็บไซต์ตรง ๆ ในภายหลัง

ความต่างสำคัญคือ Click Through Conversion ยืนยันได้ว่ามีคนคลิกโฆษณาจริง ส่วน VTC เป็นการอนุมานว่าโฆษณาอาจมีส่วนช่วยให้เกิดการมองเห็นแบรนด์ ก่อนที่คนคนนั้นจะตัดสินใจทำรายการด้วยช่องทางอื่น ระบบจึงให้เครดิตย้อนกลับมาที่แคมเปญที่เคยแสดงโฆษณาให้เขาเห็น

จุดที่ทำให้คนสับสนบ่อยคือ VTC ถูกนับรวมอยู่ในคอลัมน์คอนเวอร์ชันเดียวกันกับ Click Through Conversion ในหลายรายงาน ถ้าไม่แยกคอลัมน์ดูจะไม่มีทางรู้เลยว่าคอนเวอร์ชันที่เห็นมาจากคลิกจริงกี่รายการ และมาจากการเห็นแล้วไม่คลิกกี่รายการ

ทำไมตัวเลขในแคมเปญแบบ Display หรือวิดีโอถึงดูดีกว่าความจริง

แคมเปญที่เน้นการมองเห็น เช่น Display หรือ YouTube มักมีอัตราการคลิกต่ำโดยธรรมชาติ เพราะจุดประสงค์หลักไม่ใช่การกดทันที แต่เป็นการสร้างการจดจำ เมื่อ VTC เข้ามาช่วยนับคอนเวอร์ชันที่เกิดขึ้นทีหลัง ตัวเลขรวมของแคมเปญเลยดูสูงขึ้นทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คลิกเข้ามาจากโฆษณาตัวนั้นโดยตรง

ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อธุรกิจยิงหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน เช่น มีทั้ง Facebook, Google Display และโพสต์ออร์แกนิกที่พูดถึงแบรนด์เดียวกันในช่วงเวลาใกล้กัน คนที่เห็นโฆษณา Display แล้วไม่คลิก อาจกลับมาซื้อเพราะเห็นโพสต์ Facebook อีกทีต่างหาก แต่ระบบ Google Ads ก็ยังนับเป็น VTC ของตัวเองอยู่ดี เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมองเห็นเฉพาะข้อมูลในระบบของตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่การเทียบงบระหว่างแคมเปญโดยดูแค่ยอดคอนเวอร์ชันรวมโดยไม่แยก VTC ออกมา อาจทำให้ตัดสินใจเพิ่มงบให้แคมเปญที่จริง ๆ แล้วไม่ได้สร้างยอดขายเพิ่มขึ้นจริง

เทียบ View Through Conversion กับเหตุการณ์จริงฝั่ง LINE

การจะรู้ว่า VTC มีความหมายแค่ไหนกับธุรกิจที่ขายผ่าน LINE ต้องเอาไปวางเทียบกับเหตุการณ์ที่ยืนยันได้จริงในฝั่งแชทและระบบขาย ไม่ใช่ดูตัวเลขในบัญชีโฆษณาอย่างเดียว

สัญญาณยืนยันได้แค่ไหนใช้ตัดสินใจอะไรได้
Click Through Conversionยืนยันได้ว่ามีการคลิกจริงประเมินครีเอทีฟและคีย์เวิร์ดที่ดึงคนสนใจ
View Through Conversionเป็นการอนุมาน ไม่ยืนยันการกระทำจริงใช้ดูแนวโน้มการมองเห็นเท่านั้น
Add Friend / Chat ใน LINEยืนยันได้จากระบบแชทจริงประเมินว่ามีคนสนใจจนลงมือทักจริง
Order / Closed Saleยืนยันได้จากระบบขายหรือบัญชีใช้เป็น Source of Truth ของรายได้

สถานการณ์ที่ VTC ทำให้ตีความแคมเปญผิด

สถานการณ์แรกคือธุรกิจที่มีแบรนด์ติดตลาดอยู่แล้ว คนอาจเห็นโฆษณาแล้วไม่คลิกเพราะจำร้านได้อยู่แล้ว แล้วไปค้นหาชื่อร้านเองในภายหลัง กรณีนี้ VTC อาจสูงเกินจริงเพราะคนตั้งใจซื้ออยู่แล้วไม่ว่าจะเห็นโฆษณาหรือไม่ก็ตาม

สถานการณ์ที่สองคือแคมเปญที่ตั้ง Attribution Window ยาว เช่นหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ยิ่งหน้าต่างเวลานาน โอกาสที่จะมีเหตุการณ์อื่นเข้ามาแทรกระหว่างทางก็ยิ่งสูง ทำให้ยากขึ้นที่จะบอกว่าการซื้อครั้งนั้นเกิดจากโฆษณาตัวนี้จริงหรือเกิดจากปัจจัยอื่นที่เข้ามาแทรก

สถานการณ์ที่สามคือธุรกิจที่ใช้ ช่องว่างระหว่างคลิกกับการเข้า LINE เป็นตัวชี้วัดหลักอยู่แล้ว ถ้าเผลอเอา VTC มารวมในตัวเลขเดียวกัน จะทำให้ดูเหมือนช่องว่างนี้แคบกว่าความเป็นจริง เพราะ VTC ไม่ได้สะท้อนว่าคนคนนั้นเคยกดเข้า LINE เลย

อ่าน VTC คู่กับข้อมูลฝั่ง LINE อย่างไรให้ไม่หลอกตัวเอง

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือไม่เอา VTC มาปนกับคอนเวอร์ชันจากการคลิกในตัวเลขก้อนเดียว แต่แยกดูเป็นสองชั้นเสมอ แล้วใช้ขั้นตอนนี้ประกอบการตัดสินใจ

  1. เปิดคอลัมน์แยก View Through Conversion ออกจาก Conversion ปกติในรายงาน อย่าดูแค่ยอดรวม
  2. เทียบสัดส่วน VTC ต่อ Conversion รวม ถ้า VTC สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับ Click Through ให้ตั้งคำถามก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ
  3. นำยอด Add Friend, Chat และ Lead จากฝั่ง LINE มาวางเทียบช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อดูว่าตัวเลขฝั่งแอดกับฝั่งแชทไปในทิศทางเดียวกันไหม
  4. ถ้าจะใช้ VTC ประกอบการวิเคราะห์ ให้ใช้เป็นสัญญาณรองสำหรับดูแนวโน้มการมองเห็นแบรนด์เท่านั้น ไม่ใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบ

Attribution Window ส่งผลต่อ Smart Bidding อย่างไร

เมื่อระบบ Smart Bidding เรียนรู้จากคอนเวอร์ชันที่รวม VTC เข้าไปด้วย มันอาจพยายามหาคนที่มีพฤติกรรม 'เห็นแล้วอาจกลับมาซื้อทีหลัง' มากขึ้น ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนกลุ่มนี้จะทักเข้า LINE หรือปิดการขายได้ง่ายกว่ากลุ่มที่คลิกจริง เพราะสองพฤติกรรมนี้ไม่เท่ากัน

ธุรกิจที่พึ่งพา VTC มากเกินไปในการตั้งเป้าหมายแคมเปญ อาจเจอสถานการณ์ที่ระบบส่งงบไปหากลุ่มคนที่มองเห็นเยอะ แต่ไม่ได้สนใจจริงจังพอจะทักเข้ามาคุย ทำให้ยอด Lead ไม่ขยับตามงบที่เพิ่มขึ้น

ก่อนจะปรับกลยุทธ์ Bidding ควรตรวจดูก่อนว่าช่วงเวลาที่นับ VTC ตรงกับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อจริงของธุรกิจไหม สินค้าที่ตัดสินใจซื้อเร็วกับสินค้าที่ต้องใช้เวลาคิดนาน ควรมองค่าตรงนี้ต่างกัน

ข้อจำกัดเรื่องความเป็นส่วนตัวที่ทำให้ VTC ยิ่งไม่แม่น

อีกปัจจัยที่มักถูกมองข้ามคือข้อจำกัดของการติดตามข้ามอุปกรณ์และข้ามเบราว์เซอร์ คนอาจเห็นโฆษณาบนมือถือขณะเลื่อนฟีดตอนพักเที่ยง แล้วไปค้นหาซื้อจริงบนคอมพิวเตอร์ที่ทำงานในตอนเย็น ถ้าแพลตฟอร์มไม่สามารถเชื่อมสองอุปกรณ์นี้เป็นคนเดียวกันได้ VTC ในกรณีนี้ก็จะไม่ถูกนับเลย ทั้งที่โฆษณาอาจมีส่วนช่วยจริง

ในทางกลับกัน บางครั้งการตั้งค่า Consent หรือการยินยอมให้ติดตามที่ต่างกันในแต่ละอุปกรณ์และเบราว์เซอร์ ก็ทำให้แพลตฟอร์มมองเห็นสัญญาณไม่ครบ ส่งผลให้ตัวเลข VTC ที่รายงานออกมาอาจต่ำกว่าหรือสูงกว่าพฤติกรรมจริงก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนั้นใช้อุปกรณ์แบบไหนเป็นหลัก

ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ การอ่าน VTC จึงควรทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ควรใช้เป็นตัวเลขเดียวในการสรุปว่าแคมเปญหนึ่งประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว โดยเฉพาะธุรกิจที่วัดผลปลายทางจริงอยู่ที่การทักเข้า LINE ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ต้องอาศัยความตั้งใจของผู้ใช้มากกว่าการเห็นผ่านตา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ View Through Conversion

ความเข้าใจผิดแรกคือคิดว่า VTC เท่ากับหลักฐานว่าโฆษณาได้ผล ทั้งที่จริงมันเป็นแค่การอนุมานความสัมพันธ์ ไม่ใช่การพิสูจน์เหตุและผล คนที่เห็นโฆษณาแล้วซื้อทีหลังอาจซื้ออยู่แล้วโดยไม่ต้องเห็นโฆษณาก็ได้

ความเข้าใจผิดที่สองคือคิดว่าตัวเลข VTC จะเท่ากันทุกแพลตฟอร์ม ทั้งที่แต่ละแพลตฟอร์มมีวิธีนับและ Attribution Window ที่ต่างกัน การเทียบ VTC ข้ามแพลตฟอร์มโดยตรงจึงมักให้ข้อสรุปที่ผิด

ธุรกิจที่อยากรู้ว่าคนที่ทักเข้า LINE จริง ๆ มาจากแคมเปญไหน ควรกลับไปดูข้อมูลที่ยืนยันได้จากต้นทาง เช่น คำที่ลูกค้าค้นหาก่อนคลิกเข้ามา ประกอบกับ Tracking Link ที่แยกแคมเปญชัดเจน จะช่วยลดการพึ่งพา VTC ในการสรุปผลได้มาก

สรุป

View Through Conversion ไม่ใช่ตัวเลขที่ผิด แต่เป็นตัวเลขที่ถูกเข้าใจผิดบ่อยที่สุดตัวหนึ่งในรายงานโฆษณา เพราะมันตอบคำถามเรื่อง 'การมองเห็น' ไม่ใช่คำถามว่าใครทักเข้า LINE จริงหรือใครซื้อจริง การแยกมันออกจากคอนเวอร์ชันที่ยืนยันได้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้อ่านผลลัพธ์ของแคมเปญได้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือเปิดรายงานแคมเปญปัจจุบันแล้วดูว่ามีคอลัมน์ View Through Conversion แยกอยู่หรือไม่ ถ้ายังไม่เคยแยกดู ให้เริ่มเทียบสัดส่วนกับ Click Through Conversion และยอดที่เกิดขึ้นจริงในฝั่ง LINE ก่อนตัดสินใจปรับงบครั้งต่อไป

  • View Through Conversion นับคนที่เห็นโฆษณาแต่ไม่คลิก แล้วทำรายการทีหลังด้วยช่องทางอื่น
  • ตัวเลขนี้เป็นการอนุมานความสัมพันธ์ ไม่ใช่หลักฐานว่าโฆษณาเป็นเหตุให้เกิดการซื้อ
  • ควรแยกคอลัมน์ VTC ออกจากคอนเวอร์ชันจากการคลิกเสมอ อย่าดูรวมกันเป็นก้อนเดียว
  • ใช้ยอด Add Friend, Chat, Lead และยอดขายจริงจาก LINE เป็น Source of Truth ในการตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

View Through Conversion ต่างจาก Click Through Conversion ตรงไหน

Click Through Conversion ยืนยันได้ว่ามีคนคลิกโฆษณาจริงก่อนทำรายการ ส่วน View Through Conversion เป็นการนับคนที่เห็นโฆษณาแต่ไม่คลิก แล้วมาทำรายการทีหลังด้วยช่องทางอื่น จึงเป็นการอนุมานความสัมพันธ์มากกว่าหลักฐานที่ยืนยันได้ตรง

ควรปิดการนับ View Through Conversion เลยไหม

ไม่จำเป็นต้องปิด แต่ควรแยกดูเป็นคอลัมน์ต่างหากจากคอนเวอร์ชันที่เกิดจากการคลิก แล้วใช้เป็นสัญญาณรองประกอบการวิเคราะห์แนวโน้มการมองเห็นแบรนด์ ไม่ใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการตัดสินใจเพิ่มงบ

ทำไมยอด View Through Conversion ถึงไม่ตรงกับยอดคนทักเข้า LINE เลย

เพราะ VTC นับเหตุการณ์ที่เกิดนอกโฆษณาตัวนั้น เช่น การค้นหาชื่อร้านเองหรือเข้าเว็บไซต์ตรง ๆ ในภายหลัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านการกดลิงก์ไป LINE เลยด้วยซ้ำ จึงไม่ควรคาดหวังว่าตัวเลขสองชุดนี้จะตรงกัน

Attribution Window ของ View Through Conversion กำหนดเองได้ไหม

แต่ละแพลตฟอร์มมีค่าและเงื่อนไขการปรับที่ต่างกันและอาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย ควรตรวจการตั้งค่าปัจจุบันในบัญชีโฆษณาของตัวเองก่อนอ้างอิงตัวเลขที่แน่นอน ไม่ควรใช้ค่าที่จำมาจากบัญชีอื่นหรือบทความเก่า

ธุรกิจขนาดเล็กที่งบไม่เยอะ ควรสนใจ VTC มากแค่ไหน

ควรให้ความสำคัญน้อยกว่าคอนเวอร์ชันที่ยืนยันได้จริง เพราะงบจำกัดต้องใช้ให้คุ้มที่สุด การตัดสินใจจากตัวเลขที่ยืนยันได้ เช่น Lead และยอดขายจริงจาก LINE จะปลอดภัยกว่าการอิงตัวเลขที่เป็นการอนุมาน

ถ้าอยากรู้ว่าโฆษณาช่วยสร้างยอดขายจริงแค่ไหน ควรดูตัวเลขอะไรเป็นหลัก

ควรดูข้อมูลที่เชื่อมจากคลิกไปถึงเหตุการณ์ที่ยืนยันได้ในฝั่ง LINE เช่น Add Friend, Chat, Lead และยอดขายที่บันทึกจริง แล้วใช้ VTC เป็นแค่บริบทเสริมเรื่องการมองเห็น ไม่ใช่ตัวเลขหลักในการประเมินผล

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจที่ข้อมูลลูกค้ายังไม่ครบ ควรระวังก่อนรีบไล่ปรับคะแนน Meta Event Match Quality ให้เต็ม

ธุรกิจที่ข้อมูลลูกค้ายังไม่ครบ ควรระวังก่อนรีบไล่ปรับคะแนน Meta Event Match Quality ให้เต็ม

หน้า Events Manager ของ Meta มีคะแนน Event Match Quality แสดงเป็นระดับให้เห็นชัดเจน แต่การรีบไล่ปรับให้คะแนนสูงสุดโดยไม่เข้าใจว่ามันวัดอะไร อาจทำให้ธุรกิจบางประเภทเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้ช่วยยอดขายจริง
ลูกค้ายกเลิกออเดอร์เยอะขึ้นทุกเดือน แต่ทำไม ROAS ในรายงาน Google Ads ยังสวยเหมือนเดิม

ลูกค้ายกเลิกออเดอร์เยอะขึ้นทุกเดือน แต่ทำไม ROAS ในรายงาน Google Ads ยังสวยเหมือนเดิม

ธุรกิจที่มีอัตราคืนเงินหรือยกเลิกออเดอร์สูง มักเจอปัญหาที่รายงาน Google Ads ยังแสดง Conversion Value เท่าเดิม ทั้งที่ยอดขายจริงลดลงแล้ว Conversion Adjustment คือเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อแก้ช่องว่างนี้โดยเฉพาะ
ยกเลิกออเดอร์ทั้งใบแล้ว ทำไมยังนับเป็น Conversion ใน Google Ads อยู่

ยกเลิกออเดอร์ทั้งใบแล้ว ทำไมยังนับเป็น Conversion ใน Google Ads อยู่

ออเดอร์ที่ยกเลิกทั้งใบไม่เหมือนออเดอร์ที่คืนเงินบางส่วน Google Ads แยกสองกรณีนี้ด้วยกลไกคนละแบบ Conversion Retraction คือเครื่องมือเฉพาะสำหรับตัด Conversion ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงออกจากรายงานและ CPA