← กลับไปหน้าบทความ
คู่มือ

ขอรีวิวตรง ๆ ได้แค่ 3% เปลี่ยนเป็นภารกิจถ่ายรูปแลกแต้มได้ 22%: ออกแบบเกม UGC ให้ลูกค้าอยากถ่ายรูปให้เองโดยไม่รู้สึกเหมือนถูกขอ

02 ส.ค. 04:31 · อ่าน 2 นาที
ขอรีวิวตรง ๆ ได้แค่ 3% เปลี่ยนเป็นภารกิจถ่ายรูปแลกแต้มได้ 22%: ออกแบบเกม UGC ให้ลูกค้าอยากถ่ายรูปให้เองโดยไม่รู้สึกเหมือนถูกขอ

สรุปสั้น ๆ

การขอรีวิวตรง ๆ หลังส่งของมักได้อัตราตอบรับต่ำ เพราะลูกค้ารู้สึกว่าเป็นการทำการบ้านให้ร้านฟรี ๆ โดยไม่ได้อะไรกลับ การเปลี่ยนคำขอให้กลายเป็นภารกิจที่มีแต้มรองรับชัดเจน และแบ่งระดับความยากง่ายของภารกิจ ทำให้คนรู้สึกว่ากำลังเล่นเกมที่ได้ของ ไม่ใช่ถูกขอความช่วยเหลือ

แบรนด์สกินแคร์ขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ผมเคยดูแล ส่งข้อความอัตโนมัติหลังลูกค้าได้รับของทุกครั้งว่า ‘ได้รับของแล้วรบกวนช่วยรีวิวให้หน่อยนะคะ’ พร้อมลิงก์ไปหน้ารีวิว ผลลัพธ์คือมีคนกดรีวิวจริงแค่ประมาณ 3% ของลูกค้าที่ได้รับข้อความทั้งหมด ซึ่งทีมงานเข้าใจว่านั่นคือธรรมชาติของการขอรีวิว คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาหรือไม่รู้สึกว่าต้องช่วย

จนวันหนึ่งทีมลองเปลี่ยนวิธีใหม่ทั้งหมด แทนที่จะขอรีวิวตรง ๆ เปลี่ยนเป็นการเปิด ‘ภารกิจถ่ายรูป’ ผ่านริชเมนู LINE OA ที่บอกชัดเจนว่าถ่ายรูปสินค้าส่งเข้ามาแล้วได้แต้มสะสมทันที มีของรางวัลรออยู่ปลายทางชัดเจน ผลลัพธ์ที่ได้คือคนที่ทำภารกิจนี้ขยับขึ้นไปถึงราว 22% ของลูกค้าที่ได้รับข้อความ ตัวเลขนี้ต่างกันมากพอที่ทีมงานต้องกลับมาคิดว่าอะไรที่เปลี่ยนไปจริง ๆ

สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่การให้แต้ม แต่คือกรอบความคิดทั้งหมดที่ลูกค้ามองสิ่งที่กำลังทำ จากการช่วยเหลือร้านฟรี ๆ กลายเป็นการเล่นเกมที่มีรางวัลรออยู่ บทความนี้จะเล่าว่าออกแบบภารกิจแบบนี้ยังไงให้ได้ผล และจะจัดการกับคุณภาพของคอนเทนต์ที่ได้มายังไง เพราะยิ่งคนส่งเข้ามาเยอะ ยิ่งต้องมีระบบกรองที่ดีตามไปด้วย

ทำไมขอรีวิวตรง ๆ ถึงได้อัตราตอบรับต่ำ

การขอรีวิวตรง ๆ วางลูกค้าไว้ในบทบาทของคนที่ต้อง ‘ช่วยเหลือ’ ร้าน ซึ่งเป็นบทบาทที่ไม่มีใครอยากทำถ้าไม่มีความผูกพันมากพอ ต่อให้พวกเขาพอใจกับสินค้าจริง ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าจะรู้สึกว่าต้องเสียเวลาเขียนรีวิวให้ เพราะในหัวของลูกค้า การซื้อของกับการรีวิวเป็นคนละธุรกรรมกัน ธุรกรรมแรกเขาจ่ายเงินแล้วได้ของ ธุรกรรมหลังเขาต้องเสียเวลาโดยไม่ได้อะไรกลับที่จับต้องได้ทันที

อีกจุดที่ทำให้อัตราตอบรับต่ำคือคำขอแบบนี้ไม่มี ‘เส้นชัย’ ที่ชัดเจน ไม่มีใครรู้ว่าต้องเขียนยาวแค่ไหน ต้องมีรูปด้วยไหม รีวิวแบบไหนถึงจะนับว่าดีพอ ความคลุมเครือนี้ทำให้สมองเลือกที่จะเลื่อนผ่านไปมากกว่าจะลงมือทำทันที ซึ่งเป็นกลไกคล้ายกับที่ทำให้คนสมัครสมาชิกแต้มแล้วไม่กลับมาแลกจริง เพราะไม่มีเป้าหมายที่จับต้องได้ตรงหน้า

พอเปลี่ยนเป็นภารกิจที่บอกชัดว่าต้องทำอะไร ได้อะไรตอบแทน และใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ความคลุมเครือหายไป ลูกค้าไม่ต้องเดาว่าสิ่งที่ทำ ‘พอ’ หรือยัง เพราะกติกาชัดเจนตั้งแต่ต้น

ออกแบบภารกิจสามระดับให้เลือกทำตามความสะดวกของลูกค้าแต่ละคน

แทนที่จะมีภารกิจเดียวแบบตายตัว ทีมออกแบบภารกิจเป็นสามระดับ ให้ลูกค้าเลือกทำตามความสะดวกและความตั้งใจของแต่ละคน คนที่มีเวลาน้อยก็ยังได้แต้มบ้าง ส่วนคนที่ตั้งใจทำเต็มที่ก็ได้รางวัลใหญ่กว่าตามความพยายาม:

ระดับภารกิจสิ่งที่ต้องทำแต้มที่ได้
ระดับ 1: ถ่ายรูปสินค้าถ่ายรูปสินค้าที่ได้รับพร้อมส่งเข้าแชท ไม่ต้องแต่งภาพ50 แต้ม
ระดับ 2: ถ่ายรูปพร้อมแฮชแท็กถ่ายรูปแบบจัดองค์ประกอบ ลงโซเชียลมีเดียพร้อมแฮชแท็กแบรนด์150 แต้ม
ระดับ 3: คลิปวิดีโอรีวิวสั้นอัดคลิป 15-30 วินาทีเล่าความรู้สึกหลังใช้สินค้าจริง300 แต้ม

ข้อความชวนทำภารกิจที่ต่างจากการขอรีวิวแบบเดิม

ข้อความเดิมที่ว่า ‘รบกวนช่วยรีวิวให้หน่อยนะคะ’ ฟังดูเหมือนขอความช่วยเหลือ ส่วนข้อความใหม่ที่ทีมปรับคือ ‘พี่คะ ได้รับของแล้วใช่ไหมคะ 📸 มีภารกิจเล็ก ๆ มาชวน แค่ถ่ายรูปสินค้าส่งเข้ามาในแชท รับ 50 แต้มทันทีเลยค่ะ ถ้าอยากได้แต้มเยอะขึ้น ลองถ่ายจัดสวย ๆ ลงโซเชียลพร้อมแฮชแท็กของเรา รับเพิ่มเป็น 150 แต้มนะคะ’

ความต่างที่สำคัญคือข้อความใหม่บอกผลตอบแทนไว้ตั้งแต่ประโยคแรก ไม่ต้องเดา และเปิดทางเลือกให้ทำแค่ระดับง่ายที่สุดก็ยังได้แต้ม ไม่ใช่บังคับว่าต้องทำเต็มรูปแบบถึงจะมีความหมาย วิธีนี้ทำให้แม้แต่คนที่ไม่มีเวลาก็ยังมีเหตุผลจะกดถ่ายรูปส่งเข้ามาสักภาพ

ยิ่งได้เยอะยิ่งต้องกรอง: จัดการคุณภาพเนื้อหาที่ส่งเข้ามาให้ไม่กลายเป็นขยะ

พอจำนวนคนส่งภาพเข้ามาเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาที่ตามมาคือคุณภาพของสิ่งที่ได้ไม่เท่ากันทุกภาพ บางคนถ่ายภาพเบลอไม่เห็นสินค้าชัด บางคนอาจส่งภาพที่ไม่ใช่สินค้าจริงเพื่อหวังแต้มง่าย ๆ ทีมจึงต้องตั้งเกณฑ์คร่าว ๆ ก่อนอนุมัติแต้มระดับ 2 และ 3 เช่น ต้องเห็นสินค้าและบรรจุภัณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่ภาพซ้ำจากที่อื่นบนอินเทอร์เน็ต

สำหรับภารกิจระดับ 1 ที่แค่ถ่ายรูปสินค้าธรรมดา ทีมเลือกให้แต้มทันทีโดยไม่ต้องรอตรวจสอบละเอียด เพราะความเสี่ยงต่ำและมูลค่าแต้มไม่สูงมาก แต่สำหรับระดับ 2 และ 3 ที่แต้มสูงกว่าและจะถูกนำไปใช้ต่อในคอนเทนต์การตลาด ทีมมีขั้นตอนตรวจสอบก่อนอนุมัติ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและงบประมาณกับเนื้อหาที่ใช้ต่อไม่ได้จริง

เอาคอนเทนต์ที่ได้ไปใช้ต่อยังไงให้คุ้มค่ากับแต้มที่จ่ายไป

รูปและคลิปที่ผ่านการตรวจสอบแล้วไม่ควรเก็บไว้เฉย ๆ ในโฟลเดอร์ ทีมนำภาพที่ดีที่สุดมาใช้เป็นหลักฐานทางสังคมให้ลูกค้าคนอื่นที่ยังลังเลตัดสินใจ โดยขออนุญาตเจ้าของภาพก่อนทุกครั้ง เพราะแม้จะให้แต้มแลกแล้ว การใช้ภาพในโฆษณาต่อสาธารณะยังต้องขอความยินยอมเพิ่มเติมเพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย

คลิปวิดีโอรีวิวสั้นจากภารกิจระดับ 3 ยังนำไปทำเป็นวัตถุดิบสำหรับโฆษณาที่เล่าเรื่องด้วยเสียงลูกค้าจริง ซึ่งมักได้ผลตอบรับดีกว่าโฆษณาที่แบรนด์พูดเองล้วน ๆ เพราะคนดูรู้สึกว่าเป็นคำพูดจากคนใช้จริง ไม่ใช่บทที่แบรนด์เขียนขึ้นเอง

ภารกิจ UGC แบบนี้เหมาะกับธุรกิจแบบไหน และไม่เหมาะกับใคร

กลไกนี้ได้ผลดีที่สุดกับสินค้าที่มีความ ‘เห็นภาพ’ ได้ง่าย เช่น เครื่องสำอาง แฟชั่น อาหาร ของแต่งบ้าน เพราะการถ่ายภาพหรือคลิปแสดงผลลัพธ์ได้ชัดเจนและน่าสนใจให้คนอื่นดูต่อ

ส่วนธุรกิจที่ขายบริการล้วน ๆ เช่น งานให้คำปรึกษาหรือบริการที่ไม่มีสินค้าจับต้องได้ อาจต้องปรับภารกิจให้เป็นการถ่ายภาพหน้างานหรือคลิปสัมภาษณ์ความรู้สึกแทน เพราะการบังคับให้ถ่ายรูป ‘สินค้า’ ที่ไม่มีอยู่จริงจะทำให้ภารกิจนี้ใช้ไม่ได้ผลตั้งแต่ต้น

ปรับภารกิจตามฤดูกาลและแคมเปญ ไม่ใช่ใช้โจทย์เดียวตลอดปี

หลังทีมเก็บข้อมูลไปได้สามเดือน พบว่าอัตราการทำภารกิจเริ่มลดลงเรื่อย ๆ แม้แต้มที่ให้จะเท่าเดิม เพราะลูกค้าที่เคยถ่ายรูปสินค้าเดียวกันไปแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ให้ถ่ายเพิ่ม ทีมจึงเริ่มปรับโจทย์ภารกิจให้เปลี่ยนตามช่วงเวลา เช่น ช่วงปีใหม่เปลี่ยนเป็น ‘ถ่ายรูปสินค้าคู่กับของตกแต่งเทศกาล’ ช่วงหน้าฝนเปลี่ยนเป็น ‘ถ่ายรูปวิธีเก็บสินค้าให้พ้นความชื้น’ ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกค้าเก่าอยากกลับมาทำภารกิจซ้ำ ยังได้คอนเทนต์ที่หลากหลายมากกว่าภาพสินค้าเปล่า ๆ ซ้ำแบบเดิมทุกเดือน

อีกรูปแบบที่ทีมทดลองคือภารกิจแบบจับคู่กับเพื่อน เช่น ‘ชวนเพื่อนถ่ายรูปคู่กับสินค้า ได้แต้มทั้งสองฝ่าย’ ซึ่งทำให้เกิดการบอกต่อไปในตัวโดยไม่ต้องมีกลไกแนะนำเพื่อนแยกต่างหาก เพราะแรงจูงใจอยู่ที่ภารกิจเดียวกันแล้ว แต่ทีมต้องระวังไม่ให้แต้มของภารกิจแบบคู่สูงเกินไปจนดึงดูดคนที่สร้างบัญชีปลอมมาจับคู่กับตัวเองเพื่อเอาแต้มทั้งสองฝั่ง จึงกำหนดว่าแต้มฝั่งเพื่อนจะปลดล็อกก็ต่อเมื่อเพื่อนคนนั้นเคยมีประวัติสั่งซื้อจริงมาก่อนเท่านั้น

ข้อสังเกตที่สำคัญคือภารกิจที่เปลี่ยนตามฤดูกาลไม่ควรเปลี่ยนบ่อยเกินไปจนลูกค้าจับต้นชนปลายไม่ถูก ทีมเลือกปรับโจทย์ทุกหกถึงแปดสัปดาห์ ซึ่งนานพอให้ลูกค้าที่พลาดรอบแรกยังมีเวลาทำทัน แต่ก็สั้นพอที่จะไม่รู้สึกจำเจเหมือนภารกิจเดิมที่ค้างอยู่แบบเดียวตลอดปี

ผูก event ภารกิจถ่ายรูปเข้ากับระบบวัดผลให้เห็นความคุ้มค่าจริง

  1. ตั้ง event ugc_mission_submitted แยกตามระดับภารกิจ เพื่อดูว่าลูกค้าส่วนใหญ่เลือกทำภารกิจระดับไหนมากที่สุด
  2. แยก event ugc_mission_approved ออกจาก submitted เพื่อรู้อัตราการผ่านเกณฑ์คุณภาพจริง ไม่ใช่แค่จำนวนที่ส่งเข้ามาทั้งหมด
  3. ติดตาม event ugc_content_reused เมื่อทีมนำภาพหรือคลิปไปใช้จริงในคอนเทนต์การตลาด เพื่อคำนวณว่าภารกิจนี้ประหยัดต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ไปได้เท่าไหร่เมื่อเทียบกับการจ้างถ่ายเอง
  4. เทียบอัตราการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าที่เคยทำภารกิจ UGC กับลูกค้าทั่วไปที่ไม่เคยทำ เพื่อดูว่าการมีส่วนร่วมแบบนี้ช่วยสร้างความผูกพันกับแบรนด์มากกว่าลูกค้าทั่วไปหรือไม่

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ภารกิจ UGC ไม่ได้ผลหรือเสียงบเกินจำเป็น

  • ให้แต้มสูงเกินไปสำหรับภารกิจง่าย จนดึงดูดคนที่สนใจแต่แต้มมากกว่าสนใจทำเนื้อหาที่มีคุณภาพจริง
  • ไม่ระบุเงื่อนไขการใช้งานรูปภาพให้ชัดตั้งแต่ต้น ทำให้เกิดข้อโต้แย้งภายหลังเมื่อแบรนด์นำภาพไปใช้ในโฆษณาโดยลูกค้าไม่รู้ตัว
  • ไม่มีเกณฑ์กรองคุณภาพเลย ปล่อยให้ทุกภาพที่ส่งเข้ามาได้แต้มเท่ากันหมด ทำให้ได้เนื้อหาจำนวนมากที่ใช้ต่อไม่ได้จริง เสียทั้งงบแต้มและเวลาคัดกรอง
  • ไม่เคยแสดงผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้ลูกค้าคนอื่นเห็น ทำให้ขาดแรงจูงใจเชิงสังคมที่ควรจะเกิดขึ้น เพราะคนอยากเห็นว่าภาพของตัวเองถูกนำไปใช้จริงที่ไหนบ้าง

สรุป

การเปลี่ยนจากการขอรีวิวเป็นภารกิจที่มีแต้มรองรับชัดเจน ไม่ได้แค่เพิ่มจำนวนคนที่ยอมทำ แต่เปลี่ยนกรอบความคิดของลูกค้าทั้งหมดจากการช่วยเหลือร้านฟรี ๆ ให้กลายเป็นการเล่นเกมที่รู้ผลตอบแทนชัดเจนตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นความต่างที่ตัวเลขพิสูจน์ให้เห็นชัดในเคสข้างต้น

สิ่งที่ต้องระวังคู่กันคือยิ่งได้เนื้อหาเยอะขึ้น ยิ่งต้องมีระบบกรองคุณภาพที่ดีขึ้นตามไปด้วย เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่จำนวนภาพที่ส่งเข้ามา แต่คือเนื้อหาที่นำไปใช้ต่อได้จริงและช่วยสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้าคนอื่นตัดสินใจง่ายขึ้น

  • เปลี่ยนคำขอรีวิวให้เป็นภารกิจที่มีแต้มและเป้าหมายชัดเจน แทนคำขอความช่วยเหลือแบบคลุมเครือ
  • แบ่งภารกิจเป็นหลายระดับให้เลือกทำตามความสะดวก คนทำง่ายก็ได้แต้มบ้าง คนทำเต็มที่ก็ได้มากกว่า
  • มีระบบกรองคุณภาพก่อนอนุมัติแต้มระดับสูง เพื่อไม่ให้ได้เนื้อหาที่ใช้ต่อไม่ได้จริงจำนวนมาก
  • ขออนุญาตเพิ่มเติมทุกครั้งก่อนนำภาพไปใช้ในโฆษณาต่อสาธารณะ แม้จะให้แต้มแลกแล้วก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมภารกิจถ่ายรูปได้อัตราตอบรับสูงกว่าการขอรีวิวตรง ๆ มาก

เพราะภารกิจมีเป้าหมายและผลตอบแทนที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ลูกค้าไม่ต้องเดาว่าต้องทำแค่ไหนถึงจะพอ ต่างจากการขอรีวิวที่คลุมเครือและรู้สึกเหมือนต้องช่วยเหลือร้านโดยไม่ได้อะไรกลับที่จับต้องได้ทันที

ควรให้แต้มเท่าไหร่ถึงจะดึงดูดโดยไม่มากเกินจนเสียงบ

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ควรให้แต้มระดับที่ง่ายที่สุดต่ำพอที่คนจำนวนมากทำได้โดยไม่รู้สึกลำบาก แล้วขยับสูงขึ้นตามความพยายามที่ต้องใช้ในระดับถัดไป สำคัญกว่าคือต้องคำนวณว่าต้นทุนแต้มที่จ่ายไปคุ้มกับมูลค่าคอนเทนต์ที่ได้กลับมาจริงหรือไม่

จะรู้ได้ยังไงว่ารูปหรือคลิปที่ส่งเข้ามานำไปใช้ต่อได้จริง

ควรตั้งเกณฑ์คร่าว ๆ ไว้ล่วงหน้า เช่น ต้องเห็นสินค้าชัดเจน แสงไม่มืดเกินไป ไม่ใช่ภาพที่คัดลอกมาจากที่อื่น แล้วมีขั้นตอนตรวจสอบก่อนอนุมัติแต้มสำหรับภารกิจระดับที่สูงกว่าซึ่งจะถูกนำไปใช้ต่อในคอนเทนต์การตลาดจริง

ต้องขออนุญาตลูกค้าก่อนนำภาพไปใช้ในโฆษณาไหม แม้จะให้แต้มแลกแล้ว

ควรขออนุญาตเพิ่มเติมเสมอ แม้ลูกค้าจะได้รับแต้มจากการส่งภาพเข้ามาแล้วก็ตาม เพราะการใช้ภาพในโฆษณาต่อสาธารณะเป็นการใช้งานคนละระดับกับการส่งเข้ามาในแชทส่วนตัว การขอความยินยอมชัดเจนช่วยลดข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง

ภารกิจ UGC แบบนี้เหมาะกับธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าจับต้องได้ไหม

ปรับใช้ได้แต่ต้องเปลี่ยนรูปแบบภารกิจ เช่น ให้ถ่ายภาพหน้างานหรืออัดคลิปสัมภาษณ์ความรู้สึกแทนการถ่ายรูปสินค้า เพราะธุรกิจบริการไม่มีวัตถุให้ถ่ายแบบธุรกิจที่ขายสินค้าจริง

ควรจำกัดจำนวนครั้งที่ลูกค้าทำภารกิจซ้ำได้ไหม

ควรจำกัดตามความเหมาะสม เช่น ให้ทำภารกิจใหม่ได้ทุกครั้งที่มีการสั่งซื้อใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ส่งภาพเดิมซ้ำ ๆ เพื่อเก็บแต้ม เพราะจะทำให้ต้นทุนแต้มบานปลายโดยไม่ได้เนื้อหาใหม่ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นจริง

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง