← กลับไปหน้าบทความ
คู่มือ

งบโฆษณาเพิ่มขึ้นทุกไตรมาส แต่ทำไมยอดขายไม่ขยับตาม

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 2 นาที
งบโฆษณาเพิ่มขึ้นทุกไตรมาส แต่ทำไมยอดขายไม่ขยับตาม
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Marketing Attribution คือกรอบวิเคราะห์ที่ใช้แจกแจงว่าช่องทางหรือแคมเปญไหนมีส่วนพาลูกค้าไปถึงการซื้อจริง ไม่ใช่แค่การนับคลิกหรือยอดทักแชท เพื่อให้ตัดสินใจเพิ่ม-ลดงบได้อย่างมีเหตุผล

สมมติเจ้าของร้านคนหนึ่งเพิ่มงบโฆษณาจาก 30,000 เป็น 50,000 บาทต่อเดือน ติดต่อกันสามไตรมาส ด้วยความเชื่อว่ายิ่งจ่ายมากยิ่งได้ยอดมาก แต่พอเปิดบัญชีปลายไตรมาสที่สาม ยอดขายกลับขยับขึ้นแค่นิดเดียว ไม่ได้สัดส่วนกับเงินที่เพิ่มเข้าไปเลย คำถามที่ตามมาคือ เงินที่เพิ่มไปหายไปไหน แคมเปญไหนทำงาน แคมเปญไหนแค่เผาเงินเปล่า

ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกับธุรกิจที่ยิงแอดหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันแล้วพาคนเข้า LINE เพราะสิ่งที่มองเห็นในแต่ละแพลตฟอร์มคือคลิกและยอดทักแชท แต่ไม่มีใครมองเห็นภาพรวมว่าคนที่ปิดการขายจริงในเดือนนั้น ต้นทางมาจากแคมเปญไหนกันแน่ เมื่อไม่รู้ต้นทาง การตัดสินใจเพิ่มงบก็กลายเป็นการเดามากกว่าการวิเคราะห์

Marketing Attribution คือคำตอบของปัญหานี้ในเชิงหลักการ บทความนี้จะอธิบายว่ามันคืออะไรจริง ๆ ต่างจากการดูยอดคลิกหรือยอดทักตรงไหน มีโมเดลให้เครดิตแบบไหนบ้าง แล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ขายผ่าน LINE ควรเริ่มต้นวางระบบนี้อย่างไรให้ไม่ซับซ้อนเกินตัว

Marketing Attribution คืออะไรกันแน่ ไม่ใช่แค่ศัพท์การตลาด

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด Marketing Attribution คือกระบวนการแจกแจงว่าจุดสัมผัส (Touchpoint) ใดบ้างที่ลูกค้าคนหนึ่งเจอ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจซื้อ แล้วให้ 'เครดิต' กับจุดสัมผัสเหล่านั้นตามเกณฑ์ที่ธุรกิจกำหนด เช่น ลูกค้าคนหนึ่งอาจเห็นโฆษณา Facebook ก่อน แล้วอีกสามวันค้นหาชื่อร้านใน Google อีกครั้ง จากนั้นถึงกดเข้า LINE มาทัก คำถามคือแคมเปญไหนควรได้เครดิตจากยอดขายก้อนนี้ Facebook ที่จุดประกาย หรือ Google ที่ปิดดีล

จุดสำคัญที่มักเข้าใจผิดคือ Attribution ไม่ใช่เครื่องมือที่บอกความจริงหนึ่งเดียวแบบตายตัว มันเป็น 'กรอบวิเคราะห์' ที่ช่วยให้เห็นภาพว่าเงินที่จ่ายไปแต่ละช่องทางมีส่วนเกี่ยวข้องกับยอดขายมากน้อยแค่ไหน ต่างกรอบก็ให้ผลต่างกัน ธุรกิจจึงต้องเลือกกรอบที่เหมาะกับพฤติกรรมลูกค้าของตัวเอง ไม่ใช่หยิบสูตรใดสูตรหนึ่งมาเชื่อทั้งหมด

ทำไมนับแค่คลิกหรือยอดทักถึงไม่พอ

ตัวเลขที่ธุรกิจส่วนใหญ่มองเห็นง่ายที่สุดคือจำนวนคลิกจาก Ads Manager และจำนวนคนที่ทักเข้ามาใน LINE OA สองตัวเลขนี้บอกได้แค่ว่า 'มีคนสนใจ' แต่ตอบไม่ได้เลยว่าคนที่สนใจนั้นกลายเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินจริงกี่คน และแคมเปญไหนพาคนที่จ่ายเงินจริงเข้ามามากกว่ากัน สองแคมเปญที่มีคลิกเท่ากันอาจสร้างยอดขายต่างกันลิบลับ เพราะกลุ่มเป้าหมายที่ถูกดึงเข้ามาไม่เหมือนกัน

ปัญหาจะยิ่งชัดเมื่อธุรกิจขายผ่านแชท เพราะระหว่างที่ลูกค้าทักเข้ามาจนถึงวันที่โอนเงินจริง อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ มีการคุยไปคุยมา ถามราคา ขอส่วนลด แล้วเงียบไปพักหนึ่งก่อนกลับมาปิด ถ้าไม่มีระบบที่ผูกยอดขายปลายทางกลับไปยังต้นทางของแอด สิ่งที่ธุรกิจจะเห็นตลอดไปคือแค่ 'มีคนทักกี่คน' ไม่ใช่ 'ใครทักแล้วจ่ายเงินจริง'

ลองนึกภาพสองแคมเปญที่มีคนทักเข้ามาเท่ากันคือ 40 คนต่อเดือน แคมเปญแรกอาจได้ลูกค้าที่ตั้งใจซื้อจริง 10 คน ในขณะที่แคมเปญที่สองได้แค่ 2 คน เพราะกลุ่มเป้าหมายที่ดึงเข้ามาเป็นคนละกลุ่มกัน ถ้าธุรกิจตัดสินใจเพิ่มงบจากยอดทักอย่างเดียวโดยไม่ดูว่าใครปิดจริง ก็มีโอกาสสูงที่จะเพิ่มงบผิดแคมเปญ แล้วสงสัยทีหลังว่าทำไมยอดขายไม่โตตามงบที่จ่ายเพิ่ม

แยก Touchpoint กับ Event ให้ออกก่อน ไม่งั้นวิเคราะห์ผิดตั้งแต่ต้น

Touchpoint คือจุดที่ลูกค้าเจอแบรนด์ เช่น เห็นโฆษณา อ่านโพสต์ เห็นรีวิวจากเพื่อน หรือค้นเจอในกูเกิล ส่วน Event คือเหตุการณ์ที่วัดได้จริงในระบบ เช่น การคลิกลิงก์ การเพิ่มเพื่อน การเริ่มแชท การสร้าง Lead หรือการปิดการขาย ความสับสนที่พบบ่อยคือเอา Touchpoint กับ Event มาปนกัน แล้วสรุปว่าช่องทางที่ 'เห็นบ่อยที่สุด' คือช่องทางที่ 'ขายดีที่สุด' ทั้งที่ความจริงอาจเป็นคนละเรื่อง

ธุรกิจที่ขายผ่าน LINE ควรมองภาพเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่การคลิกโฆษณา เข้าเว็บไซต์หรือ Tracking Link การกดเข้า LINE การเพิ่มเพื่อน การเริ่มแชท การกลายเป็น Lead ที่ผ่านเกณฑ์คุยจริง ไปจนถึงการเกิดออเดอร์และปิดการขาย แต่ละขั้นเป็น Event ที่ควรมีนิยามชัดเจนแยกจากกัน เพราะถ้าปนกันจนไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงขั้นไหน การวิเคราะห์ Attribution จะผิดเพี้ยนตั้งแต่จุดเริ่มต้น

โมเดลให้เครดิตที่พบบ่อย เข้าใจก่อนเลือกใช้

เมื่อรู้แล้วว่า Touchpoint มีหลายจุด คำถามต่อมาคือจะให้เครดิตยอดขายกับจุดไหนบ้าง ตารางด้านล่างสรุปโมเดลที่ใช้กันทั่วไป พร้อมข้อดีข้อเสียคร่าว ๆ เพื่อให้เห็นว่าไม่มีโมเดลไหนที่ 'ถูกที่สุด' ตายตัว ทุกโมเดลมีมุมมองและข้อจำกัดของตัวเอง

โมเดลให้เครดิตกับเหมาะกับ
First Touchจุดสัมผัสแรกสุดธุรกิจที่อยากรู้ว่าอะไรสร้างความสนใจตั้งต้น
Last Touchจุดสัมผัสสุดท้ายก่อนซื้อธุรกิจที่โฟกัสการปิดการขายเป็นหลัก
Linearกระจายเท่ากันทุกจุดสัมผัสธุรกิจที่มี Journey ยาวและซับซ้อน
Position-basedเน้นจุดแรกกับจุดสุดท้ายมากกว่าจุดกลางธุรกิจที่สนใจทั้งจุดเริ่มและจุดปิด

สำหรับธุรกิจที่ขายผ่าน LINE โมเดลไหนใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

ธุรกิจ SME ที่มีแอดมินคนเดียวหรือไม่กี่คน ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยโมเดลซับซ้อนอย่าง Linear หรือ Data-driven เพราะข้อมูลที่มีอาจยังไม่มากพอให้วิเคราะห์แม่นยำ จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงกว่าคือดู Last Touch ก่อน คือดูว่าก่อนลูกค้าจะทักเข้า LINE เขามาจากคลิกไหนล่าสุด เพราะข้อมูลนี้เก็บได้ง่ายจากการวาง UTM และ Tracking Link ให้เป็นระบบ

เมื่อระบบข้อมูลเริ่มนิ่งและมีปริมาณ Lead มากพอ ค่อยขยับไปดูมุมอื่นเพิ่ม เช่น เทียบว่าคนที่เห็นโฆษณาซ้ำหลายครั้งก่อนทัก กับคนที่ทักจากการเห็นครั้งเดียว ปิดการขายต่างกันไหม การค่อย ๆ เพิ่มความละเอียดแบบนี้ทำให้ทีมเล็กไม่ต้องแบกภาระวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนเกินความจำเป็นของธุรกิจตัวเอง

อีกจุดที่ควรระวังคือธุรกิจที่มีทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์พร้อมกัน เพราะลูกค้าบางคนอาจเห็นโฆษณาแล้วไม่ทักทันที แต่แวะมาถามที่หน้าร้านแทน กรณีแบบนี้ Attribution แบบดิจิทัลล้วนจะมองไม่เห็นเลย จึงควรมีช่องให้พนักงานหน้าร้านสอบถามลูกค้าว่ารู้จักร้านจากช่องทางไหน แล้วบันทึกไว้เป็นข้อมูลเสริม เพื่อไม่ให้ภาพรวมของ Attribution เอียงไปทางออนไลน์มากเกินจริง

เริ่มวาง Attribution แบบพอดีตัว ทำตามลำดับนี้

ไม่ต้องรอให้มีระบบใหญ่โตก่อนถึงจะเริ่มได้ ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางทำได้เองก่อน แล้วค่อยขยายเพิ่มทีหลัง

  1. ตกลงกันในทีมก่อนว่า Lead, Qualified Lead และ Order ของธุรกิจนี้นิยามว่าอะไร เพราะถ้านิยามไม่ชัด ตัวเลขที่ได้จะเทียบกันไม่ได้ตั้งแต่แรก
  2. วางกฎ UTM ให้ทุกลิงก์โฆษณาที่จ่ายเงินมีพารามิเตอร์ชัดเจนและสม่ำเสมอ ไม่ใช้ชื่อสลับไปมาในแต่ละแคมเปญ
  3. เชื่อมข้อมูลต้นทาง (แคมเปญ/คำค้น) เข้ากับ Lead ตอนที่เขาทักเข้าแชท ไม่ใช่เก็บแค่ในรายงานฝั่งแอดอย่างเดียว
  4. ให้ทีมขายอัปเดตสถานะ Lead จนถึงปิดการขายอย่างสม่ำเสมอ เพราะ Attribution จะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่รู้ว่าใครซื้อจริง
  5. ทุกสิ้นเดือน ดึงรายงานเทียบแคมเปญกับยอดขายที่ปิดจริง แล้วค่อยปรับงบตามข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ ก่อนเชื่อตัวเลขร้อยเปอร์เซ็นต์

Attribution ไม่มีทางแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะพฤติกรรมลูกค้าจริงมีจุดที่ข้อมูลหลุดได้เสมอ เช่น คนคัดลอกลิงก์ไปเปิดที่อื่นจนพารามิเตอร์หาย คนเห็นโฆษณาในมือถือแต่พิมพ์ค้นหาชื่อร้านในอีกอุปกรณ์หนึ่ง หรือคนที่รู้จักร้านจากเพื่อนบอกต่อแบบปากต่อปากซึ่งไม่มีลิงก์ให้ติดตามเลย สิ่งเหล่านี้ทำให้ Attribution เป็นภาพประมาณการที่ดีที่สุดเท่าที่ข้อมูลจะให้ได้ ไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์แบบ

ก่อนสรุปผลจากรายงาน Attribution ทุกครั้ง ควรตรวจคุณภาพข้อมูลก่อน เช่น UTM ครบไหม สถานะ Lead อัปเดตทันหรือไม่ มี Lead ซ้ำหรือเปล่า ถ้าข้อมูลยังมีช่องโหว่มาก การใช้ตัวเลขไปตัดสินใจเรื่องงบก้อนใหญ่ควรทำอย่างระมัดระวัง และควรใช้เป็นแนวโน้มประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดี่ยว ๆ ที่ตัดสินทุกอย่าง ระบบอย่าง Marketing Attribution Software ช่วยลดงานเก็บข้อมูลได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังต้องอาศัยวินัยของทีมในการอัปเดตสถานะให้ครบเช่นเดิม

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือช่วงเวลาที่ใช้เปรียบเทียบ ยอดขายในแต่ละเดือนอาจผันผวนจากปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับแคมเปญเลย เช่นวันหยุดยาว เทศกาล หรือโปรโมชันพิเศษที่ทำควบคู่กันไป ก่อนสรุปว่าแคมเปญไหนดีขึ้นหรือแย่ลง ควรดูข้อมูลต่อเนื่องอย่างน้อยสองถึงสามรอบบิล ไม่ใช่ตัดสินจากผลของสัปดาห์เดียวหรือเดือนเดียว เพราะความผันผวนระยะสั้นอาจทำให้ตีความ Attribution ผิดทิศทางไปเลย

สรุป

Marketing Attribution ไม่ใช่เวทมนตร์ที่บอกความจริงหนึ่งเดียวว่าเงินทุกบาทไปไหน แต่เป็นกรอบวิเคราะห์ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพชัดขึ้นว่าช่องทางไหนมีส่วนพาลูกค้าไปถึงการซื้อจริง แทนที่จะเดาจากความรู้สึกหรือดูแค่ยอดคลิก

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้ไม่ใช่ไปหาซอฟต์แวร์ราคาแพงมาติดตั้งทันที แต่คือกลับไปดูว่าธุรกิจตัวเองมีการนิยาม Lead และ Order ชัดเจนหรือยัง มี UTM ครบไหม เพราะพื้นฐานพวกนี้แหละที่ทำให้ Attribution มีความหมายจริง ไม่ว่าจะใช้เครื่องมืออะไรก็ตาม

  • Attribution คือกรอบวิเคราะห์ที่แจกแจงเครดิตของแต่ละช่องทาง ไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์แบบ
  • แยก Touchpoint กับ Event ให้ชัดก่อน ไม่งั้นวิเคราะห์ผิดตั้งแต่ต้น
  • ธุรกิจขนาดเล็กเริ่มจาก Last Touch และ UTM ที่เป็นระบบก่อน ค่อยขยายทีหลัง
  • ต้องตรวจคุณภาพข้อมูลก่อนเชื่อตัวเลข ไม่ใช้ Attribution เป็นตัวชี้วัดเดี่ยว ๆ

คำถามที่พบบ่อย

Marketing Attribution ต่างจาก Conversion Tracking ยังไง

Conversion Tracking คือการวัดว่าเกิดเหตุการณ์ปลายทางหรือไม่ เช่น มี Lead หรือมีการซื้อ ส่วน Attribution คือการแจกแจงว่าเหตุการณ์นั้นควรให้เครดิตกับช่องทางไหน ทั้งสองเรื่องทำงานคู่กัน ต้องมี Conversion Tracking ที่แม่นก่อน Attribution ถึงจะมีความหมาย

ธุรกิจเล็กที่มีงบโฆษณาไม่มาก จำเป็นต้องทำ Attribution ไหม

จำเป็นในระดับพื้นฐาน อย่างน้อยควรรู้ว่าคนที่ทักเข้ามาจากแอดหรือจากช่องทางออร์แกนิก เพราะแม้งบไม่มาก การรู้ว่าเงินก้อนเล็กใช้ไปกับช่องทางที่ใช่หรือไม่ ก็ช่วยประหยัดได้มากในระยะยาว

ทำไมยอดใน Attribution กับยอดใน Ads Manager ถึงไม่ตรงกัน

เพราะทั้งสองระบบเก็บข้อมูลคนละมุม Ads Manager นับตามกลไกของแพลตฟอร์มเอง ส่วน Attribution ที่ทำเองอาจอิงจาก Last Touch หรือข้อมูลที่เก็บจากฝั่งเว็บและแชท ความต่างเป็นเรื่องปกติ ควรใช้สองชุดข้อมูลประกอบกัน ไม่ใช่หาว่าตัวไหนผิด

ควรเริ่ม Attribution ตอนธุรกิจมีข้อมูลเท่าไหร่ถึงจะพอ

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ถ้ามี Lead เข้ามาสม่ำเสมอในระดับที่พอเทียบเดือนต่อเดือนได้ เช่นหลักสิบขึ้นไปต่อเดือน ก็เริ่มดูแนวโน้มได้แล้ว ยิ่งเริ่มเก็บข้อมูลเร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีฐานเทียบย้อนหลังได้ไวเท่านั้น

ถ้าลูกค้าเห็นโฆษณาหลายครั้งก่อนซื้อ ควรให้เครดิตแคมเปญไหน

ขึ้นกับโมเดลที่เลือกใช้ ถ้าใช้ Last Touch เครดิตจะไปอยู่ที่คลิกล่าสุดก่อนทัก ถ้าใช้ Linear จะกระจายเครดิตให้ทุกจุดสัมผัสเท่า ๆ กัน ไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงหนึ่งเดียว ขึ้นกับว่าธุรกิจอยากตอบคำถามอะไรเป็นหลัก

linli ช่วยเรื่อง Marketing Attribution ได้แค่ไหน

linli ช่วยเชื่อมข้อมูลตั้งแต่คลิกโฆษณาไปจนถึง Lead และยอดขายที่ปิดในแชท LINE ทำให้มีข้อมูลตั้งต้นสำหรับวิเคราะห์ Attribution แต่การเลือกโมเดลและตีความยังต้องอาศัยทีมการตลาดที่เข้าใจธุรกิจของตัวเองประกอบด้วย

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Ads Budget Calculator

เริ่มจากเป้ารายได้ แล้วคำนวณย้อนกลับว่าต้องมีกี่ Lead กี่คลิก และงบเท่าไร

คำนวณงบฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน

สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้ต้นทางของทุก Lead ก่อนแอดมินจะเริ่มพิมพ์ตอบข้อความแรก

รู้ต้นทางของทุก Lead ก่อนแอดมินจะเริ่มพิมพ์ตอบข้อความแรก

Lead Attribution คือการบันทึกว่าแต่ละ Lead มาจากแคมเปญไหนตั้งแต่วินาทีแรกที่ทักเข้ามา บทความนี้อธิบายวิธีทำให้แอดมินรู้ต้นทางของลูกค้าทุกคนก่อนเริ่มตอบแชท
ทำไมตัวเลขในแดชบอร์ดโฆษณาไม่เคยตรงกับยอดขายที่ปิดจริงในแชท

ทำไมตัวเลขในแดชบอร์ดโฆษณาไม่เคยตรงกับยอดขายที่ปิดจริงในแชท

Ads Manager บอกยอดหนึ่ง บัญชีธนาคารบอกอีกยอดหนึ่ง Closed Loop Marketing Analytics คือแนวทางจัดระเบียบข้อมูลจากหลายแหล่งให้ทีมดูตัวเลขชุดเดียวกันได้ทุกเดือน ไม่ใช่แค่เชื่อมข้อมูลครั้งเดียวจบ
ผู้จัดการฝ่ายขายเปิดรายงานทุกเช้าจันทร์ แต่บอกไม่ได้ว่าเคสไหนทำเงินจริง

ผู้จัดการฝ่ายขายเปิดรายงานทุกเช้าจันทร์ แต่บอกไม่ได้ว่าเคสไหนทำเงินจริง

รายงานเต็มไปด้วยตัวเลขคลิกและยอดทัก แต่ไม่มีตัวไหนบอกได้ว่าเคสไหนสร้างรายได้จริง Marketing Measurement คือแนวคิดที่ช่วยขยายมุมมองการวัดผลให้กว้างกว่าคลิกและ Conversion