← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

จ่ายค่าแอดวันละ 2 พัน แต่ไม่รู้ว่ามีกี่คนกดปุ่มดูโปรในริชเมนูจริง

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 3 นาที
จ่ายค่าแอดวันละ 2 พัน แต่ไม่รู้ว่ามีกี่คนกดปุ่มดูโปรในริชเมนูจริง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

LINE webhook postback tracking คือการเก็บ Postback Event ที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีคนกดปุ่มในริชเมนู การ์ด หรือ Flex Message ที่ตั้งค่า Action ไว้ล่วงหน้า Event นี้บอกความสนใจเฉพาะเจาะจงกว่าการทักข้อความทั่วไป แต่ต้องมีกลไกป้องกัน Event ซ้ำเมื่อคนกดปุ่มเดิมหลายครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่งั้นตัวเลขความสนใจจะสูงเกินความจริง

เจ้าของร้านหลายคนออกแบบริชเมนูสวยงาม แบ่งปุ่มเป็นหมวดสินค้า โปรโมชัน และการติดต่อ แล้วก็ยิงแอดเข้า LINE วันละ 2,000-3,000 บาทอย่างสม่ำเสมอ แต่พอถามว่าปุ่ม ‘ดูโปรโมชันเดือนนี้’ ถูกกดไปกี่ครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา คำตอบที่ได้มักเป็นความเงียบ เพราะไม่มีใครเคยตั้งคำถามนี้จริงจังมาก่อน

ความเงียบนั้นไม่ใช่เพราะข้อมูลไม่มีอยู่ แต่เพราะไม่มีใครไปเก็บมัน ทุกครั้งที่มีคนกดปุ่มในริชเมนูหรือปุ่มในการ์ดที่ตั้ง Action ไว้ LINE จะส่ง Postback Event เข้ามาทาง Webhook เหมือนกับ Event อื่น ๆ เพียงแต่ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่เคยรับหรือบันทึก Event ประเภทนี้ไว้เลย ทั้งที่เป็นสัญญาณความสนใจที่ชัดกว่าการแค่เพิ่มเพื่อนเฉย ๆ มาก

บทความนี้จะอธิบายว่า Postback Event คืออะไร ต่างจาก Event อื่นยังไง และที่สำคัญคือวิธีป้องกัน Event ซ้ำเมื่อคนกดปุ่มเดิมหลายครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน เพราะถ้าไม่ระวังจุดนี้ ตัวเลขความสนใจที่เห็นในรายงานจะสูงเกินความจริงจนวางแผนงบผิดพลาดได้

Postback Event คืออะไร และต่างจาก Message Event ตรงไหน

Postback Event เกิดขึ้นเมื่อมีคนกดปุ่มที่ธุรกิจตั้งค่า Action ไว้ล่วงหน้า เช่นปุ่มในริชเมนู ปุ่มในการ์ดแบบ Flex Message หรือปุ่มตอบกลับด่วนที่โผล่ใต้ช่องพิมพ์ข้อความ ทุกปุ่มเหล่านี้ผูกกับ Data String ที่ธุรกิจกำหนดเอง เมื่อคนกด LINE จะส่ง Data String นั้นกลับมาทาง Webhook พร้อม User ID ของคนที่กด

จุดต่างสำคัญจาก Message Event คือ Postback ไม่ต้องให้ลูกค้าพิมพ์อะไรเองเลย แค่กดปุ่มก็ส่งสัญญาณที่ชัดเจนกลับมาแล้วว่าเขาสนใจเรื่องไหน เช่นถ้าธุรกิจตั้งปุ่ม ‘ดูราคาแพ็กเกจ A’ และ ‘ดูราคาแพ็กเกจ B’ แยกกัน การกด Postback จะบอกได้ทันทีว่าคนคนนั้นสนใจแพ็กเกจไหนมากกว่า โดยไม่ต้องรอให้เขาพิมพ์ถามเอง

ข้อดีนี้ยังมาพร้อมข้อจำกัด เพราะ Postback บอกได้แค่ว่ากดปุ่มไหน ไม่ได้บอกบริบทเพิ่มเติมเหมือนการอ่านข้อความที่คนพิมพ์เอง ธุรกิจที่ใช้ปุ่มเยอะเกินไปโดยไม่ให้ทางเลือกพิมพ์อิสระ อาจพลาดรายละเอียดที่ลูกค้าอยากบอกแต่ไม่มีปุ่มให้กด

ทำไม Postback ถึงเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่า Add Friend เฉย ๆ

การเพิ่มเพื่อนบอกแค่ว่าคนคนนั้นเปิดประตูเข้ามา แต่การกดปุ่มดูราคาหรือกดปุ่มขอโปรโมชัน บอกว่าเขาเดินเข้าไปในเนื้อหาที่ธุรกิจเตรียมไว้แล้วจริง ๆ ความต่างนี้สำคัญมากเวลาต้องตัดสินใจว่าจะจัดลำดับความสำคัญของ Lead แต่ละคนยังไง เพราะทีมขายที่มีเวลาจำกัดควรโฟกัสคนที่ส่งสัญญาณชัดก่อน

ธุรกิจที่เริ่มเก็บ Postback Event ได้ มักพบว่าคนที่กดปุ่มดูราคาแล้วไม่ทักต่อทันที ก็ยังมีโอกาสกลับมาซื้อสูงกว่าคนที่เพิ่มเพื่อนอย่างเดียวโดยไม่เคยกดอะไรเลย เพราะการกดปุ่มเป็นพฤติกรรมที่ต้องมีความตั้งใจระดับหนึ่ง ต่างจากการเพิ่มเพื่อนที่บางทีก็แค่กดเผื่อไว้

เรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการออกแบบ เนื้อหาที่สร้างความน่าเชื่อถือ ในริชเมนูและการ์ดต่าง ๆ เพราะถ้าเนื้อหาตรงปุ่มไม่น่ากดตั้งแต่แรก อัตราการกด Postback ก็จะต่ำ ไม่ว่าจะเก็บ Event ได้ดีแค่ไหนก็ตาม

เปรียบเทียบน้ำหนักสัญญาณของ Event แต่ละแบบใน LINE

เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าทำไม Postback ถึงควรได้รับความสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ ลองเทียบ Event หลักสี่แบบตามระดับความตั้งใจของผู้ใช้ที่มักพบในธุรกิจทั่วไป (ตัวเลขในตารางเป็นกรอบวิเคราะห์ ไม่ใช่สถิติทางการ):

Eventระดับความตั้งใจควรใช้ทำอะไรต่อ
Followต่ำ ยังไม่ชัดว่าสนใจเรื่องไหนส่งข้อความต้อนรับ แนะนำริชเมนู
Message ทั่วไปกลาง ขึ้นกับเนื้อหาที่พิมพ์ให้แอดมินอ่านและตัดสินความสนใจ
Postback กดปุ่มดูข้อมูลสูง เจาะจงหัวข้อชัดเจนส่งรายละเอียดตรงหัวข้อที่กด ไม่ใช่ข้อความกว้าง
Postback กดปุ่มขอราคา/นัดหมายสูงมาก ใกล้ตัดสินใจส่งต่อให้ทีมขายติดต่อโดยเร็ว

ทำไม Event ซ้ำถึงเกิดง่ายกับ Postback มากกว่า Event แบบอื่น

ปัญหาที่พบบ่อยเป็นพิเศษกับ Postback คือคนกดปุ่มเดิมซ้ำหลายครั้งในเวลาสั้น ๆ เช่นกดปุ่มดูราคาแล้วหน้าจอโหลดช้า คนกดซ้ำอีกครั้งเพราะคิดว่าคลิกไม่ติด หรือบางกรณีเป็นการกดเล่นเพราะอยากดูว่าจะมีอะไรตอบกลับ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ Postback Event ของ User คนเดียวกันเข้ามาซ้ำหลายรอบในไม่กี่วินาที

ถ้าระบบนับทุก Postback Event เป็นความสนใจใหม่โดยไม่กรอง ตัวเลขที่ได้จะสูงเกินจริงมาก เช่นคนคนเดียวกดปุ่มเดิมห้าครั้งใน 10 วินาที ก็จะถูกนับเป็นความสนใจห้าครั้ง ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นแค่ความตั้งใจเดียวที่ถูกนับซ้ำเพราะปัญหาทางเทคนิคของฝั่งผู้ใช้เอง

วิธีป้องกันที่ใช้กันทั่วไปคือตั้ง Time Window สั้น ๆ เช่น 5-10 วินาที แล้วเช็กว่า User ID เดียวกันกดปุ่มเดิมซ้ำภายในช่วงเวลานั้นหรือไม่ ถ้าใช่ให้นับเป็น Event เดียวแทนที่จะนับซ้ำ วิธีนี้ต่างจากการกันซ้ำของ Follow Event ที่มักใช้ Deduplication Key ระดับ Event ID เพียงอย่างเดียว เพราะพฤติกรรมกดซ้ำของ Postback เกิดจากผู้ใช้เอง ไม่ใช่แค่ระบบส่งซ้ำ

Postback จากริชเมนู กับจาก Flex Message ควรวิเคราะห์แยกกันไหม

ริชเมนูเป็นเมนูถาวรที่อยู่ด้านล่างหน้าจอแชท ทุกคนที่เพิ่มเพื่อนเห็นเมนูเดียวกันตลอดเวลา ส่วน Flex Message เป็นการ์ดที่ธุรกิจส่งเข้าไปในจังหวะเฉพาะ เช่นหลังทักครั้งแรก หรือหลังจากถามคำถามบางอย่าง ความต่างนี้ทำให้ Postback จากสองแหล่งนี้มีความหมายไม่เหมือนกัน

การกดปุ่มในริชเมนูสะท้อนความสนใจแบบทั่วไปที่คนเลือกเองว่าอยากดูอะไร ในขณะที่การกดปุ่มใน Flex Message ที่ส่งไปตามบริบทการสนทนา สะท้อนการตอบสนองต่อสิ่งที่ธุรกิจนำเสนอโดยตรงมากกว่า ถ้าปนสอง Event นี้ไว้ด้วยกันโดยไม่แยกแหล่งที่มา จะวิเคราะห์ยากว่าเมนูถาวรทำงานดีแค่ไหน เทียบกับการ์ดที่ส่งเฉพาะจังหวะ

แนวทางที่แนะนำคือติดแท็กแหล่งที่มาของ Postback ไว้ในตัว Data String เอง เช่น เติมคำนำหน้าว่ามาจากริชเมนูหรือมาจาก Flex Message ชุดไหน เพื่อให้ตอนวิเคราะห์รายงานสามารถแยกสองกลุ่มนี้ออกจากกันได้ทันที ไม่ต้องเดาจากบริบทย้อนหลัง

ผูก Postback เข้ากับสถานะ Lead ให้ตรงกับความตั้งใจจริง

ไม่ใช่ทุก Postback ที่ควรขยับสถานะ Lead เท่ากัน การกดปุ่ม ‘ดูเมนูสินค้า’ กับการกดปุ่ม ‘ขอใบเสนอราคา’ ควรถูกให้น้ำหนักต่างกันชัดเจน ธุรกิจควรกำหนดล่วงหน้าว่าปุ่มไหนอยู่ในกลุ่ม Informational ที่ยังไม่ควรขยับสถานะ และปุ่มไหนอยู่ในกลุ่ม Intent สูงที่ควรแจ้งทีมขายทันที

การจัดกลุ่มแบบนี้ยังช่วยให้ดูภาพรวมได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาสนใจอยู่ในขั้นไหน เช่นถ้ามีคนกดปุ่มดูเมนูสินค้าเยอะมาก แต่กดปุ่มขอราคาน้อยมาก อาจสะท้อนว่าเนื้อหาสินค้าที่นำเสนอไม่จูงใจพอให้อยากรู้ราคา ต้องกลับไปทบทวนที่การนำเสนอเนื้อหา ไม่ใช่แค่โทษว่าทีมขายตามไม่ทัน

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ข้อมูล Postback ใช้งานไม่ได้จริง

  • ตั้งชื่อ Data String ของแต่ละปุ่มไม่สม่ำเสมอ ทำให้ตอนวิเคราะห์ต้องมานั่งไล่แก้ชื่อทีหลัง
  • ไม่แยกว่า Postback มาจากริชเมนูหรือ Flex Message ทำให้วิเคราะห์ประสิทธิภาพเมนูถาวรแยกจากแคมเปญไม่ได้
  • ไม่กรอง Event ซ้ำจากการกดปุ่มรัว ทำให้ตัวเลขความสนใจสูงเกินจริงจนประเมินความต้องการผิด
  • ใช้ปุ่มเยอะเกินไปในหน้าจอเดียว จนลูกค้าสับสนและกดผิดปุ่มบ่อย ทำให้ Postback ที่เก็บมาไม่ตรงความตั้งใจจริง

ตัวอย่างสมมติ: ไล่ตัวเลขปุ่มในริชเมนูของร้านคลินิกความงาม

ลองดูตัวอย่างสมมติของคลินิกความงามแห่งหนึ่งที่ตั้งริชเมนูไว้สี่ปุ่ม คือ ดูโปรโมชัน จองคิว สอบถามราคา และติดต่อสาขา ในเดือนหนึ่งมีคนเพิ่มเพื่อนใหม่ 900 คน และมี Postback Event เกิดขึ้นรวม 1,240 ครั้งก่อนกรอง Event ซ้ำ

หลังกรอง Event ซ้ำจากการกดปุ่มเดิมรัวภายใน 8 วินาทีออกไป เหลือ Postback ที่นับเป็นความสนใจจริง 860 ครั้ง แบ่งเป็นปุ่มดูโปรโมชัน 410 ครั้ง ปุ่มสอบถามราคา 260 ครั้ง ปุ่มจองคิว 130 ครั้ง และปุ่มติดต่อสาขา 60 ครั้ง เมื่อไล่ต่อไปถึงคนที่ปุ่มสอบถามราคาแล้วปิดการขายได้จริง พบว่ามี 38 คนจาก 260 คนนั้น คิดเป็นอัตราปิดการขายราว 15%

ถ้าไม่เคยกรอง Event ซ้ำเลย ตัวเลขความสนใจในปุ่มสอบถามราคาอาจถูกรายงานสูงกว่าความจริงเกือบสองเท่า เพราะบางคนกดปุ่มนี้ซ้ำสามสี่ครั้งตอนรอโหลดข้อมูล ทำให้ทีมขายเข้าใจผิดว่ามีคนสนใจราคาเยอะกว่าที่เป็นจริง และอาจจัดกำลังคนรับสายผิดสัดส่วนไปด้วย

ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะอะไร

ร้านหนึ่งที่เคยตั้งริชเมนูใหม่โดยเปลี่ยนชื่อ Data String ของปุ่มทุกครั้งที่รีดีไซน์เมนู โดยไม่มีการเก็บ Mapping เวอร์ชันเก่าไว้เลย ผลคือรายงานย้อนหลังสามเดือนกลายเป็นข้อมูลที่เทียบกันไม่ได้ เพราะปุ่มชื่อเดียวกันในรายงานเก่ากับใหม่จริง ๆ แล้วผูกกับ Action คนละอย่าง ทำให้สรุปแนวโน้มความสนใจของลูกค้าผิดทั้งหมด

อีกร้านหนึ่งออกแบบ Flex Message ที่มีปุ่มซ้อนกันแน่นเกินไปบนมือถือจอเล็ก ทำให้ลูกค้าบางคนกดโดนปุ่มข้างเคียงโดยไม่ตั้งใจ Postback ที่เก็บมาจึงมีสัดส่วนการกดผิดปุ่มสูงกว่าปกติ พอทีมขายโทรตามคนที่กดปุ่ม ‘ขอใบเสนอราคา’ กลับพบว่าหลายคนไม่ได้ตั้งใจกดปุ่มนั้นจริง ทำให้เสียเวลาติดต่อคนที่ยังไม่พร้อมคุยเรื่องราคาเลย

เริ่มเก็บ Postback Tracking จากศูนย์ ควรทำตามลำดับไหน

สำหรับธุรกิจที่ยังไม่เคยเก็บ Postback Event เลย ไม่ต้องรีบทำทุกปุ่มพร้อมกัน เริ่มจากปุ่มที่สำคัญที่สุดก่อนแล้วค่อยขยาย:

  1. เลือกปุ่มสองถึงสามปุ่มที่สำคัญที่สุดในริชเมนู เช่นปุ่มสอบถามราคาหรือปุ่มจองคิว แล้วตั้งชื่อ Data String ให้สื่อความหมายชัดเจน
  2. ตั้งค่า Webhook ให้รับ Postback Event และบันทึก User ID พร้อม Data String และเวลาที่กดทุกครั้ง
  3. ใส่กลไกกรอง Event ซ้ำด้วย Time Window สั้น ๆ ก่อนนับเป็นความสนใจใหม่
  4. ทดสอบด้วยการกดปุ่มจริงหลายรอบ ทั้งกดครั้งเดียวและกดรัว เพื่อดูว่าระบบกรอง Event ซ้ำทำงานถูกต้องหรือไม่
  5. เปิดใช้งานจริงแล้วดูรายงานรายสัปดาห์แรก เทียบสัดส่วนการกดแต่ละปุ่มกับความเข้าใจเดิมของทีมว่าลูกค้าน่าจะสนใจอะไรมากที่สุด

สรุป

ปุ่มในริชเมนูและการ์ดที่ตั้งไว้สวยงามจะมีประโยชน์เต็มที่ก็ต่อเมื่อธุรกิจรู้ว่าใครกดปุ่มไหนบ้าง Postback Event คือสัญญาณความสนใจที่ชัดกว่าการเพิ่มเพื่อนเฉย ๆ แต่ต้องมีกลไกป้องกัน Event ซ้ำที่รัดกุม ไม่งั้นตัวเลขที่เห็นจะสูงเกินจริงจนวางแผนงบและกำลังคนผิดพลาด

ถ้ายังไม่เคยเก็บ Postback Event เลย ลองเริ่มจากปุ่มสำคัญสองสามปุ่มก่อน ตั้งกลไกกรอง Event ซ้ำให้เรียบร้อย แล้วค่อยขยายไปทุกปุ่มเมื่อเห็นว่าข้อมูลที่ได้ช่วยตัดสินใจได้จริง

  • Postback Event เกิดจากการกดปุ่มที่ตั้ง Action ไว้ล่วงหน้า ให้สัญญาณความสนใจชัดกว่า Follow Event
  • ต้องกรอง Event ซ้ำจากการกดปุ่มเดิมรัว ไม่งั้นตัวเลขความสนใจจะสูงเกินจริง
  • แยก Postback จากริชเมนูกับจาก Flex Message เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพแต่ละจุดให้ชัดเจน

คำถามที่พบบ่อย

Postback Event ต่างจาก Message Event ตรงไหนที่สำคัญที่สุด

Postback เกิดจากการกดปุ่มที่ตั้ง Action ไว้ล่วงหน้า ให้สัญญาณความสนใจที่เจาะจงกว่า ส่วน Message Event เกิดจากการพิมพ์อิสระ ซึ่งมีบริบทมากกว่าแต่ต้องอาศัยคนอ่านตีความเอง

ทำไมต้องกรอง Postback Event ที่ซ้ำกัน

เพราะคนมักกดปุ่มเดิมซ้ำเมื่อหน้าจอโหลดช้าหรือกดเล่น ถ้านับทุก Event เป็นความสนใจใหม่ ตัวเลขจะสูงเกินจริงจนวิเคราะห์ผิด ควรใช้ Time Window สั้น ๆ กรอง Event ซ้ำของ User เดียวกันก่อนนับ

ควรตั้ง Time Window กรอง Event ซ้ำนานเท่าไหร่

ไม่มีค่าตายตัว ส่วนใหญ่เริ่มที่ 5-10 วินาทีแล้วปรับตามพฤติกรรมจริงที่สังเกตเห็น ถ้าพบว่ายังมี Event ซ้ำหลุดเข้ามาบ่อย อาจต้องขยายช่วงเวลาให้กว้างขึ้น

ปุ่มในริชเมนูกับปุ่มใน Flex Message ควรวิเคราะห์รวมกันไหม

ควรแยก เพราะสะท้อนพฤติกรรมคนละแบบ ริชเมนูสะท้อนความสนใจที่คนเลือกเอง ส่วน Flex Message สะท้อนการตอบสนองต่อเนื้อหาที่ธุรกิจส่งไปตามจังหวะ การแยกช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพแต่ละจุดได้ชัดกว่า

ถ้าเปลี่ยนดีไซน์ริชเมนูใหม่ ข้อมูล Postback เก่าจะยังใช้ได้ไหม

ใช้ได้ถ้าเก็บ Mapping ระหว่างชื่อ Data String เก่ากับใหม่ไว้ตั้งแต่ต้น ถ้าเปลี่ยนชื่อโดยไม่บันทึกความสัมพันธ์นี้ไว้ รายงานย้อนหลังจะเทียบกันไม่ได้

จำเป็นต้องใช้ระบบอย่าง linli ถึงจะเก็บ Postback Tracking ได้ไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้ามีทีมพัฒนาที่รับ Webhook เองได้ก็ทำได้ แต่การใช้บริการที่ออกแบบมาสำหรับงานนี้อย่าง linli ช่วยลดเวลาตั้งค่าการกรอง Event ซ้ำและการผูกกับสถานะ Lead ที่ต้องทำเองตั้งแต่ศูนย์

ลองตรวจด้วยตัวเอง

LINE Webhook Payload Inspector

วาง JSON payload จาก LINE แล้วดูว่าเป็น event ชนิดไหน มี field ครบตาม schema ปัจจุบันหรือไม่

ตรวจ payload ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทักเข้าไลน์รัวทั้งวันแต่พนักงานตอบไม่ทัน จะรู้ได้ไงว่าใครหลุดมือไปกี่คน

ทักเข้าไลน์รัวทั้งวันแต่พนักงานตอบไม่ทัน จะรู้ได้ไงว่าใครหลุดมือไปกี่คน

วันที่แอดปังจนแชทเข้ารัว บางร้านตอบไม่ทันแล้วก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าใครหลุดมือไปบ้าง บทความนี้อธิบายว่าจะวาง LINE webhook message tracking ตรงไหนใน Tracking Architecture เพื่อจับปัญหานี้ได้ทันเวลา
ทำไมยอด Lead พุ่งกลางดึกทั้งที่ไม่ได้ยิงแอดช่วงนั้นเลย

ทำไมยอด Lead พุ่งกลางดึกทั้งที่ไม่ได้ยิงแอดช่วงนั้นเลย

แดชบอร์ดแจ้งว่ามี Lead ใหม่เข้ามาตอนตีสาม ทั้งที่ไม่มีแคมเปญไหนวิ่งอยู่ช่วงนั้น สาเหตุอาจไม่ใช่ลูกค้าตื่นดึกมาทัก แต่เป็นเพราะเซิร์ฟเวอร์รับ Event ปลอมที่ไม่ผ่านการตรวจ LINE webhook signature verification เข้ามาได้
เช็คยอดบล็อกจาก LINE OA Manager กับข้อมูล Unfollow จาก Webhook ต่างกันตรงไหน

เช็คยอดบล็อกจาก LINE OA Manager กับข้อมูล Unfollow จาก Webhook ต่างกันตรงไหน

แอดมินหลายคนดูยอดบล็อกจากรายงานสรุปใน LINE OA Manager แล้วคิดว่าเพียงพอแล้ว แต่ตัวเลขนั้นบอกไม่ได้ว่าใครบล็อก มาจากแคมเปญไหน หรือควรตัดออกจากการยิงแอดซ้ำหรือไม่ บทความนี้เทียบสองแหล่งข้อมูลนี้ให้เห็นชัดว่าต่างกันตรงไหน