← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

Lead เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดของทีมขายกลับนิ่งเหมือนเดิม

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 3 นาที
Lead เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดของทีมขายกลับนิ่งเหมือนเดิม
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Lead เพิ่มขึ้นแต่ยอดปิดนิ่งมักเกิดจากการนับ Event ผิดชั้นใน LINE OA conversion tracking เช่นนับ Add Friend หรือ Chat เป็น Lead ทั้งที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ การแยก Event เป็นระดับ Micro, Mid-funnel และ Macro ให้ชัด แล้วเลือก Event ที่สะท้อนคุณภาพจริงมาเป็น Conversion คือทางแก้ที่ตรงจุดที่สุด

ผู้จัดการทีมขายรายหนึ่งเปิดรายงานให้ดูด้วยสีหน้าสับสน ‘Lead เดือนนี้เข้ามาสี่ร้อยกว่าคน เพิ่มจากเดือนก่อนเกือบสองเท่า แต่ยอดปิดยังอยู่ที่ประมาณสามสิบรายเท่าเดิม มันเกิดอะไรขึ้น’ คำถามนี้ฟังดูเหมือนปัญหาเรื่องทีมขายทำงานไม่ทัน แต่จริง ๆ แล้วสาเหตุมักอยู่ที่ต้นทางของคำว่า Lead เอง

ในหลายธุรกิจ คำว่า Lead ถูกตีความกว้างเกินไปจนกลืนเข้ากับ Event ที่ไม่ได้สะท้อนความสนใจจริง เช่น การกดเพิ่มเพื่อนหรือทักคำว่า ‘สวัสดี’ ครั้งเดียวแล้วเงียบหายไป ถูกนับรวมเป็น Lead เหมือนกันหมด ทำให้ตัวเลขดูสวยแต่ไม่มีความหมายต่อทีมขายเลย

บทความนี้จะพาแยก Event ระดับต่าง ๆ ใน LINE OA conversion tracking ให้ชัด และอธิบายว่า Event ไหนควรนับเป็น Conversion ของแคมเปญโฆษณาจริง ๆ เพื่อให้ตัวเลขที่เห็นสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น

สถานการณ์: Lead เพิ่ม แต่ยอดปิดนิ่ง เกิดจากอะไร

เมื่อ Lead เพิ่มขึ้นเร็วกว่ายอดปิดมาก สิ่งแรกที่ควรตั้งคำถามไม่ใช่ ‘ทีมขายทำงานช้าไปหรือเปล่า’ แต่ควรถามว่า ‘Lead ที่นับเพิ่มขึ้นนี้ คือ Lead แบบเดียวกับที่เคยนับไหม’ เพราะหลายครั้งสาเหตุที่แท้จริงคือแคมเปญใหม่พาคนกลุ่มที่สนใจน้อยกว่าเข้ามาเยอะขึ้น แต่ยังถูกนับเป็น Lead เหมือนเดิมทุกประการ

อีกสาเหตุที่พบบ่อยคือมีการเปลี่ยนนิยามของคำว่า Lead โดยไม่รู้ตัว เช่น เปลี่ยนจากเดิมที่นับเฉพาะคนที่ตอบคำถามคัดกรองแล้ว มาเป็นนับทุกคนที่กดเพิ่มเพื่อน ซึ่งทำให้ตัวเลขพุ่งขึ้นทันทีโดยที่คุณภาพของกลุ่มคนไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเลย

ทำไมนับ Event ผิดชั้นถึงทำให้หลงทาง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางของลูกค้าใน LINE OA ไม่ได้มีค่าเท่ากันทุกจุด การกดเพิ่มเพื่อนบอกแค่ว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับข้อมูลจากคุณ แต่ไม่ได้บอกว่าเขาสนใจซื้อจริง ในขณะที่การผ่านเกณฑ์ Qualified Lead บอกว่าเขามีความต้องการและมีกำลังซื้อในระดับหนึ่งแล้ว

เมื่อนำ Event สองระดับที่มีความหมายต่างกันมากมานับรวมเป็นตัวเดียวกัน ตัวเลขที่ได้จะบิดเบือนความเข้าใจของทั้งทีมการตลาดและทีมขาย ทีมการตลาดอาจคิดว่าแคมเปญทำงานได้ดีเพราะ Lead เพิ่ม ทั้งที่จริงคุณภาพกลับแย่ลง

Event ระดับต่าง ๆ ใน LINE OA ที่ควรแยกให้ชัด

การแยก Event เป็นระดับช่วยให้ทั้งทีมเข้าใจตรงกันว่ากำลังพูดถึงอะไร:

ระดับตัวอย่าง Eventความหมาย
Microกดเพิ่มเพื่อน, เริ่มทักครั้งแรกแค่เปิดช่องทางสื่อสาร ยังไม่บอกความสนใจจริง
Mid-funnelตอบคำถามคัดกรอง, ผ่านเกณฑ์ Qualified Leadเริ่มมีสัญญาณความต้องการและกำลังซื้อ
Macroตกลงซื้อ, ยืนยันคำสั่งซื้อเกิดการซื้อขายจริง

Event ไหนควรนับเป็น Conversion ของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคำตอบตายตัวว่าต้องใช้ Event ระดับไหนเป็น Conversion เสมอไป ขึ้นอยู่กับปริมาณและความสม่ำเสมอของข้อมูลที่มี ถ้าธุรกิจมี Macro Event เกิดขึ้นสม่ำเสมอมากพอ การใช้ Macro เป็น Conversion หลักจะให้สัญญาณที่แม่นยำที่สุด

แต่ถ้า Macro Event เกิดขึ้นน้อยหรือมีความหน่วงเวลานานเกินไป การใช้ Mid-funnel Event อย่าง Qualified Lead เป็น Conversion หลักในช่วงแรกอาจเหมาะสมกว่า เพื่อให้อัลกอริทึมมีข้อมูลเพียงพอที่จะเรียนรู้ ไม่ควรใช้ Micro Event อย่างการกดเพิ่มเพื่อนเป็น Conversion หลักเพียงเพราะมันเกิดขึ้นบ่อยและติดตั้งง่ายที่สุด

ความเสี่ยงของการเลือก Event ผิดระดับ

  • อัลกอริทึมโฆษณาจะไปหาคนที่มีแนวโน้มทำ Micro Event ง่าย ๆ อย่างการกดเพิ่มเพื่อน แทนที่จะหาคนที่มีแนวโน้มซื้อจริง
  • ทีมขายได้รับ Lead จำนวนมากแต่คุณภาพต่ำ ทำให้เสียเวลาคัดกรองมากขึ้นโดยที่ยอดปิดไม่ได้เพิ่มตาม
  • รายงานผลแคมเปญดูดีเกินจริง ทำให้การตัดสินใจเพิ่มงบไปทางที่ไม่ได้สร้างรายได้จริง
  • เมื่อถึงเวลาต้องอธิบายผลลัพธ์ให้ผู้บริหารฟัง ตัวเลข Lead ที่สูงจะขัดแย้งกับยอดขายที่นิ่ง จนความน่าเชื่อถือของทีมการตลาดถูกตั้งคำถาม

จะเปลี่ยน Conversion Goal ยังไงโดยไม่ทำข้อมูลพัง

  1. อย่าเปลี่ยน Conversion Goal กะทันหันโดยไม่มีการเตรียมทีม ให้แจ้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องล่วงหน้าว่าจะมีการเปลี่ยนและเหตุผลคืออะไร
  2. บันทึกวันที่เปลี่ยน Conversion Goal ไว้ให้ชัดเจน เพื่อให้เวลาดูรายงานย้อนหลังรู้ว่าตัวเลขก่อนและหลังวันนั้นเปรียบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
  3. ให้เวลาระบบเรียนรู้สักระยะหลังเปลี่ยน Conversion Goal ใหม่ อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าดีขึ้นหรือแย่ลงภายในไม่กี่วันแรก
  4. ตรวจสอบว่า Event ใหม่ที่เลือกมีปริมาณเพียงพอให้เห็นแนวโน้มได้จริง ถ้าน้อยเกินไปอาจต้องพิจารณา Event ระดับอื่นแทนชั่วคราว

ตัวอย่างการไล่เหตุผลว่าทำไม Lead เพิ่มแต่ปิดไม่เพิ่ม

สมมติกรณีร้านค้าที่เปลี่ยนแคมเปญโฆษณาใหม่แล้วเห็น Lead เพิ่มขึ้นสองเท่าในเดือนถัดมา แต่ยอดปิดเท่าเดิม เมื่อไล่ดูข้อมูลย้อนหลังพบว่าแคมเปญใหม่ตั้ง Conversion ไว้ที่ ‘กดเพิ่มเพื่อน’ ซึ่งเป็น Micro Event ในขณะที่แคมเปญเก่าตั้งไว้ที่ ‘ผ่านเกณฑ์ Qualified Lead’ ซึ่งเป็น Mid-funnel Event ตัวอย่างนี้เป็นกรอบวิเคราะห์สมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขจากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจริง

เมื่อเปลี่ยน Conversion กลับไปใช้ Qualified Lead เหมือนเดิม จำนวน Lead ที่นับได้ลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม แต่คุณภาพของคนที่เข้ามากลับดีขึ้น ทำให้ทีมขายใช้เวลาน้อยลงในการคัดกรองและมีเวลาโฟกัสกับคนที่มีแนวโน้มซื้อจริงมากขึ้น

ให้ทีมขายเป็นคนช่วยจับสัญญาณว่า Lead เพี้ยนตั้งแต่ต้น

ทีมการตลาดมักเป็นคนสุดท้ายที่รู้ว่าคุณภาพ Lead แย่ลง เพราะดูจากแดชบอร์ดโฆษณาอย่างเดียวจะเห็นแต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ทีมขายซึ่งเป็นคนคุยกับ Lead จริงจะรู้สึกได้ก่อนใครว่าคนที่ทักเข้ามาช่วงนี้ ‘ถามราคาแล้วเงียบ’ หรือ ‘ทักมาแล้วไม่ตอบต่อ’ บ่อยผิดปกติ

วิธีที่ใช้ได้ผลจริงคือกำหนดให้ทีมขายบันทึก Lost Reason ทุกครั้งที่ปิดการขายไม่สำเร็จ แล้วให้ทีมการตลาดดูรายงาน Lost Reason รายสัปดาห์ควบคู่กับตัวเลข Lead หากพบว่าเหตุผล ‘ไม่สนใจจริง’ หรือ ‘ทักผิดแอด’ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่ยอดปิดจะนิ่งให้เห็นในรายงานยอดขายรวม

อีกวิธีที่ช่วยได้คือให้แอดมินแชทให้คะแนนความสนใจของ Lead แต่ละคนแบบง่าย ๆ เช่น สูง กลาง ต่ำ ทันทีหลังคุยจบ แล้วนำคะแนนนี้มาเทียบกับแคมเปญต้นทางของแต่ละคน จะเห็นชัดว่าแคมเปญไหนพา Lead คุณภาพสูงเข้ามา และแคมเปญไหนพาแต่คนที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อเข้ามาเยอะ

แก้ปัญหานี้แล้วยังไม่ดีขึ้น เพราะพลาดตรงไหนบ่อย

  • เปลี่ยน Conversion Goal แล้วแต่ไม่ได้ปรับงบหรือกลุ่มเป้าหมายตาม ทำให้ระบบยังหาคนกลุ่มเดิมที่เคยเก่งเรื่อง Micro Event อยู่ ต้องให้เวลาระบบเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายใหม่จริง ๆ
  • นิยาม Qualified Lead ไม่ชัดพอ ทีมขายแต่ละคนตัดสินคนละเกณฑ์ ทำให้ข้อมูลที่ส่งกลับไปเป็น Conversion ปนกันทั้งคนที่ควรผ่านเกณฑ์และไม่ควรผ่าน แก้ได้ด้วยการเขียนเกณฑ์ Qualified Lead เป็นข้อ ๆ ให้ทั้งทีมใช้เหมือนกัน
  • มองแค่ตัวเลขรวมทั้งบัญชี ไม่ได้แยกดูเป็นรายแคมเปญ ทำให้พลาดโอกาสเห็นว่าจริง ๆ มีแค่แคมเปญเดียวที่ดึง Lead คุณภาพต่ำเข้ามาเยอะ ในขณะที่แคมเปญอื่นยังทำงานได้ดีอยู่
  • รอผลนานเกินไปโดยไม่มีจุดเช็กระหว่างทาง ทำให้กว่าจะรู้ตัวว่า Event ที่เลือกไว้ยังไม่ใช่ Conversion ที่เหมาะ ก็เสียงบไปมากแล้วโดยไม่มีข้อมูลเตือนล่วงหน้า

สรุป

Lead ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังไปได้ดีเสมอไป ถ้าตัวเลขนั้นมาจากการนับ Event ผิดชั้น สิ่งที่ได้จะเป็นแค่ความรู้สึกดีชั่วคราวที่พังลงเมื่อเทียบกับยอดปิดจริง

การแยก Event เป็นระดับ Micro, Mid-funnel และ Macro ให้ชัด แล้วเลือก Event ที่สะท้อนคุณภาพจริงมาเป็น Conversion คือวิธีที่ทำให้ตัวเลขที่เห็นสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากที่สุด

  • Lead เพิ่มแต่ยอดปิดนิ่ง มักเกิดจากนับ Event ระดับ Micro เป็น Lead
  • แยก Event เป็น Micro, Mid-funnel, Macro ให้ชัดก่อนตัดสินใจว่าอะไรคือ Conversion
  • เปลี่ยน Conversion Goal อย่างมีแผน บันทึกวันที่เปลี่ยน และให้เวลาระบบเรียนรู้ใหม่

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม Lead เพิ่มขึ้นแต่ยอดปิดของทีมขายไม่เพิ่มตาม

ส่วนใหญ่เกิดจากการนับ Event ระดับต้นทางอย่างการกดเพิ่มเพื่อนหรือทักครั้งแรกเป็น Lead ทั้งที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ ทำให้จำนวน Lead สูงขึ้นแต่คุณภาพของกลุ่มคนไม่ได้ดีขึ้นตาม

ทีมขายจะช่วยจับสัญญาณ Lead คุณภาพต่ำได้ยังไงบ้าง

ให้ทีมขายบันทึก Lost Reason ทุกครั้งที่ปิดการขายไม่สำเร็จ แล้วดูรายงานนี้ควบคู่กับตัวเลข Lead รายสัปดาห์ ถ้าเหตุผลอย่าง ‘ไม่สนใจจริง’ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือสัญญาณเตือนก่อนยอดปิดจะนิ่งให้เห็นในรายงานรวม

ควรนับ Add Friend เป็น Conversion ของแคมเปญไหม

โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้เป็น Conversion หลัก เพราะเป็น Micro Event ที่ยังไม่สะท้อนความสนใจซื้อจริง เหมาะใช้เป็นตัวชี้วัดประกอบมากกว่าเป็นเป้าหมายหลักของแคมเปญ

ถ้า Macro Event เกิดขึ้นน้อยมาก ควรทำยังไง

อาจพิจารณาใช้ Mid-funnel Event อย่าง Qualified Lead เป็น Conversion หลักไปก่อนในช่วงที่ข้อมูล Macro ยังไม่พอ แล้วค่อยประเมินเปลี่ยนกลับเมื่อมีปริมาณข้อมูลมากพอ

เปลี่ยน Conversion Goal บ่อยเกินไปมีผลเสียไหม

มีผล เพราะทุกครั้งที่เปลี่ยน ระบบต้องใช้เวลาเรียนรู้ใหม่ ถ้าเปลี่ยนบ่อยเกินไปอัลกอริทึมจะไม่มีโอกาสเรียนรู้ได้เต็มที่ ควรเปลี่ยนเมื่อมีเหตุผลชัดเจนและให้เวลาเรียนรู้เพียงพอหลังเปลี่ยนแต่ละครั้ง

จะรู้ได้ยังไงว่า Lead ที่นับอยู่ตอนนี้มีคุณภาพจริง

ให้ดูอัตราการแปลง Lead ไปเป็นยอดปิดจริงเทียบย้อนหลัง ถ้าอัตรานี้ลดลงเรื่อย ๆ ทั้งที่จำนวน Lead เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณว่าคำนิยาม Lead ที่ใช้อยู่อาจกว้างเกินไปและควรทบทวนใหม่

ควรให้แอดมินแชทหรือทีมขายเป็นคนกำหนดเกณฑ์ Qualified Lead

ควรให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันกำหนด เพราะแอดมินแชทรู้บทสนทนาต้นทางว่าลูกค้าถามอะไรบ้าง ส่วนทีมขายรู้ว่าคำถามแบบไหนมักจบด้วยการซื้อจริง การกำหนดเกณฑ์คนเดียวมักได้เกณฑ์ที่ไม่ครบมุม

ถ้าแคมเปญเดียวมีทั้ง Lead คุณภาพสูงและต่ำปนกัน ควรแยกยังไง

ให้ลองแยกดูตามครีเอทีฟหรือกลุ่มเป้าหมายย่อยภายในแคมเปญเดียวกันก่อน บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทั้งแคมเปญ แต่อยู่ที่ครีเอทีฟบางชิ้นที่ดึงคนกลุ่มไม่ตรงเข้ามาปนกับกลุ่มที่ตั้งใจจริง

ควรทบทวนนิยาม Qualified Lead บ่อยแค่ไหน

ควรทบทวนทุกครั้งที่เปิดตัวสินค้าใหม่หรือเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายหลัก เพราะเกณฑ์ที่เคยใช้ได้ผลกับสินค้าเดิมอาจไม่เหมาะกับสินค้าใหม่ ควรให้ทีมขายและทีมการตลาดนั่งทบทวนร่วมกันอย่างน้อยไตรมาสละครั้ง แม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ก็ตาม

จำเป็นต้องใช้ระบบ CRM เพื่อแยก Event ระดับต่าง ๆ ไหม

ไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก สเปรดชีตที่มีคอลัมน์บันทึกระดับ Event ของแต่ละคนก็เพียงพอ สิ่งสำคัญกว่าเครื่องมือคือทีมต้องเข้าใจตรงกันว่า Event แต่ละระดับหมายถึงอะไร และบันทึกให้สม่ำเสมอทุกครั้ง

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เปิดแคมเปญพร้อมกันสามหน้า Landing Page แต่แยกไม่ออกว่าอันไหนขายได้ แก้ยังไง

เปิดแคมเปญพร้อมกันสามหน้า Landing Page แต่แยกไม่ออกว่าอันไหนขายได้ แก้ยังไง

ธุรกิจที่ยิงแคมเปญพร้อมกันหลายหน้า Landing Page มักเจอปัญหาข้อมูล LIFF ปนกันจนแยกแคมเปญต้นทางไม่ออก บทความนี้พาวางระบบ Tracking ให้รองรับหลาย Campaign และหลาย Landing Page พร้อมกันได้จริง
จ่ายค่าแอดวันละ 2 พัน แต่ไม่รู้ว่ากี่คนกดปุ่มจริงก่อนหลุดหายไป

จ่ายค่าแอดวันละ 2 พัน แต่ไม่รู้ว่ากี่คนกดปุ่มจริงก่อนหลุดหายไป

จ่ายค่าแอดทุกวันแต่ไม่มีทางรู้ว่าคนที่เข้าเว็บกี่คนกดปุ่มสำคัญใน LIFF จริง บทความนี้พาดูวิธี Track Event ใน LIFF ให้เห็นจุดที่ Missing Data เกิดขึ้นระหว่างเว็บกับ LINE
ตั้ง LINE Webhook จับเหตุการณ์ Add Friend ให้ทัน ไม่ต้องเช็กมือ

ตั้ง LINE Webhook จับเหตุการณ์ Add Friend ให้ทัน ไม่ต้องเช็กมือ

LINE Webhook Add Friend คือช่องทางที่ระบบหลังบ้านรับรู้ว่ามีคนเพิ่มเพื่อนใหม่แบบไม่ต้องเปิดแอปมาไล่เช็ก บทความนี้อธิบายการทำงานจริง ข้อจำกัด และวิธีตั้งค่าให้ใช้งานได้จริง