← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

อินฟลูเอนเซอร์รีวิวแบบไม่ติดลิงก์ ลูกค้าค้นหาชื่อแบรนด์เองมาทักไลน์ จะใส่จุดสัมผัสที่วัดตรง ๆ ไม่ได้ลงโมเดล attribution ยังไง

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ย. 07:43อัปเดต 07 ก.ย. 07:43อ่าน 2 นาที
อินฟลูเอนเซอร์รีวิวแบบไม่ติดลิงก์ ลูกค้าค้นหาชื่อแบรนด์เองมาทักไลน์ จะใส่จุดสัมผัสที่วัดตรง ๆ ไม่ได้ลงโมเดล attribution ยังไง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

จุดสัมผัสจากอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ติดลิงก์หรือโค้ดจะไม่มีทางถูกนับใน attribution แบบมาตรฐานได้เลย แต่สามารถจับสัญญาณทางอ้อมได้ เช่น ยอดค้นหาชื่อแบรนด์ที่พุ่งขึ้นหลังคลิปเผยแพร่ หรือคำถามในแชทไลน์ที่พาดพิงถึงคลิปนั้นตรง ๆ แล้วนำมาประกอบการตัดสินใจแทนตัวเลขที่วัดตรงไม่ได้

‘Glow Skin Lab’ (ชื่อสมมติ) แบรนด์สกินแคร์ที่จ้างอินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้าในรูปแบบคลิปรีวิวธรรมชาติ ไม่ติดลิงก์หรือโค้ดส่วนลดใด ๆ เพราะอยากให้ดูน่าเชื่อถือเหมือนรีวิวจริงมากกว่าโฆษณา หลังคลิปเผยแพร่ไปได้สามวัน ทีมการตลาดสังเกตว่ามีคนทักไลน์เข้ามาถามถึง ‘เซรั่มตัวที่รีวิวในคลิป’ เพิ่มขึ้นชัดเจน แต่ในรายงานโฆษณากลับไม่มีตัวเลขอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เพราะไม่มีลิงก์หรือ click id ให้ระบบติดตามได้

นี่คือปัญหาคลาสสิกของการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์แบบออร์แกนิก — มันได้ผลจริงในแง่ที่ทำให้คนรู้จักและอยากซื้อ แต่ไม่มีทางถูกนับเป็นจุดสัมผัสในโมเดล attribution แบบมาตรฐานได้เลย เพราะไม่มีคลิกให้ติดตาม ไม่มี UTM ให้อ่าน และลูกค้าก็ไม่ได้กดอะไรที่เชื่อมโยงกลับมาหาคลิปนั้นโดยตรง

คำถามคือแล้วธุรกิจจะรู้ได้อย่างไรว่าคลิปนั้นได้ผลจริงหรือไม่ และจะเอาข้อมูลนี้ไปประกอบการตัดสินใจงบต่อได้แค่ไหน บทความนี้จะพาดูวิธีจับสัญญาณทางอ้อมที่พอใช้ได้ แม้จะไม่แม่นเท่าการวัดคลิกโดยตรง

ทำไมจุดสัมผัสแบบนี้ถึงวัดตรง ๆ ไม่ได้เลย

โมเดล attribution ทุกแบบไม่ว่าจะ First-Click, Last-Click หรือ Multi-Touch ล้วนต้องพึ่งข้อมูลบางอย่างที่เชื่อมโยงจุดสัมผัสกับลูกค้าคนนั้นได้ เช่น click id, UTM หรือคุกกี้ แต่การรีวิวแบบออร์แกนิกที่ไม่ติดลิงก์ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ลูกค้าดูคลิปจบแล้วปิดแอป จากนั้นอาจค้นหาชื่อแบรนด์เองใน Google หรือเปิดแอปไลน์ค้นหาชื่อร้านตรง ๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่มีร่องรอยทางเทคนิคให้ตามได้

จุดสัมผัสแบบนี้จะไปโผล่ในรายงานเป็น ‘Direct’ หรือ ‘ไม่ทราบแหล่งที่มา’ เสมอ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แค่ระบบมองไม่เห็นเท่านั้น ถ้าเจ้าของธุรกิจตีความว่า Direct แปลว่าไม่มีอะไรกระตุ้นเลย จะพลาดโอกาสเห็นว่าจริง ๆ แล้วคลิปอินฟลูเอนเซอร์นั้นอาจเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่สุดก็ได้

สัญญาณทางอ้อมที่พอจับได้แม้วัดตรง ๆ ไม่ได้

  • ยอดค้นหาชื่อแบรนด์ใน Google Trends หรือ Search Console ที่พุ่งขึ้นในช่วงวันใกล้เคียงกับวันที่คลิปเผยแพร่
  • จำนวนคนทักไลน์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงสามถึงเจ็ดวันหลังคลิปออก โดยเฉพาะถ้าถามคำถามที่ตรงกับเนื้อหาในคลิป
  • คำที่ลูกค้าพิมพ์ในแชทเอง เช่น ‘เห็นในคลิปพี่... รีวิว’ หรือชื่อเรียกสินค้าตามที่อินฟลูเอนเซอร์ใช้ในคลิป ซึ่งต่างจากชื่อทางการที่แบรนด์ใช้เอง
  • ยอดผู้ติดตาม LINE OA ใหม่ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่ามาจากคลิปหรือไม่ แต่ถ้าตรงกับช่วงเวลาก็เป็นสัญญาณที่ควรบันทึกไว้

วิธีที่ตรงที่สุดคือถามลูกค้าตรง ๆ ตอนเริ่มแชท

เมื่อไม่มีข้อมูลอัตโนมัติให้พึ่ง วิธีที่ตรงและได้ผลจริงที่สุดคือให้แอดมินถามลูกค้าว่ารู้จักแบรนด์จากไหน โดยเฉพาะช่วงที่เพิ่งมีการเผยแพร่คลิปอินฟลูเอนเซอร์ใหม่ ๆ ควรตั้งเป็นคำถามมาตรฐานในข้อความต้อนรับชั่วคราวช่วง 1-2 สัปดาห์หลังคลิปออก เพื่อเก็บสัดส่วนคร่าว ๆ ว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ที่มาจากคลิปนั้นจริง

แม้คำตอบจากลูกค้าจะไม่ใช่ข้อมูลที่แม่นยำระดับเดียวกับ click id แต่เมื่อสะสมจากลูกค้าหลายสิบคนก็พอบอกทิศทางได้ว่าคลิปนั้น ‘มีผลจริง’ หรือ ‘เงียบสนิท’ ซึ่งเพียงพอสำหรับการตัดสินใจว่าจะจ้างอินฟลูเอนเซอร์คนนี้ซ้ำหรือไม่

เปรียบเทียบรูปแบบความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ที่วัดผลได้ต่างกัน

รูปแบบความร่วมมือวัดผลได้แค่ไหนข้อดี/ข้อเสีย
รีวิวพร้อมลิงก์ติดตาม (affiliate link)วัดคลิกและยอดขายได้ค่อนข้างตรงแม่นกว่า แต่บางครั้งลูกค้ารู้สึกว่าคือโฆษณาชัดเจน
รีวิวพร้อมโค้ดส่วนลดเฉพาะวัดได้ผ่านโค้ดที่ใช้ตอนซื้อแม่นพอสมควร แต่ลูกค้าที่ไม่ใช้โค้ดจะไม่ถูกนับ
รีวิวแบบออร์แกนิกไม่ติดลิงก์วัดตรงไม่ได้เลย ต้องพึ่งสัญญาณทางอ้อมดูน่าเชื่อถือกว่า แต่ประเมินผลยากที่สุด

จะตัดสินใจงบต่อได้อย่างไรเมื่อไม่มีตัวเลขชัดเจน

  1. เปรียบเทียบจำนวน Lead ในไลน์ช่วงก่อนกับหลังคลิปเผยแพร่ในกรอบเวลาเดียวกัน (เช่น เจ็ดวันก่อนกับเจ็ดวันหลัง) เพื่อดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนหรือไม่
  2. รวบรวมคำตอบจากคำถาม ‘รู้จักเราจากไหน’ ที่แอดมินเก็บได้ในช่วงเวลานั้น ดูสัดส่วนที่พูดถึงคลิปหรืออินฟลูเอนเซอร์คนนั้นตรง ๆ
  3. ถ้าสัญญาณทางอ้อมชี้ไปทางบวกชัดเจน ให้พิจารณาจ้างซ้ำแบบมีโค้ดส่วนลดเฉพาะในรอบถัดไป เพื่อให้เริ่มวัดผลได้แม่นขึ้นโดยไม่เสียความน่าเชื่อถือของคอนเทนต์ไปทั้งหมด

ใช้สัญญาณทางอ้อมเหล่านี้ต่อรองราคาจ้างรอบถัดไปได้อย่างไร

เมื่อ Glow Skin Lab สะสมข้อมูลสัญญาณทางอ้อมจากอินฟลูเอนเซอร์หลายคนมาสักระยะ พวกเขาเริ่มเห็นว่าอินฟลูเอนเซอร์บางคนแม้จะมีผู้ติดตามน้อยกว่า แต่กลับสร้างคำถามในไลน์ที่พาดพิงถึงคลิปตรง ๆ มากกว่าคนที่มีผู้ติดตามเยอะกว่า ข้อมูลนี้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองราคาที่มีน้ำหนักกว่าการดูแค่ยอดผู้ติดตามหรือยอดไลก์อย่างเดียว เพราะสะท้อนว่าใครที่ผู้ติดตามเชื่อและลงมือค้นหาจริง ไม่ใช่แค่ดูเพลิน ๆ แล้วเลื่อนผ่าน

การมีข้อมูลสัญญาณทางอ้อมสะสมยังช่วยให้ต่อรองกับอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น เช่น เสนอราคาที่ต่ำกว่าสำหรับการรีวิวแบบไม่ติดลิงก์ แต่เพิ่มราคาถ้าต้องการให้ใส่โค้ดส่วนลดเฉพาะที่วัดผลได้ตรงกว่า เพราะทั้งสองแบบมีมูลค่าทางธุรกิจที่ต่างกัน และควรสะท้อนในราคาที่จ่ายด้วย

ควรเก็บข้อมูลสัญญาณทางอ้อมนี้ต่อเนื่องไปนานแค่ไหน

สัญญาณทางอ้อมอย่างยอดค้นหาแบรนด์และจำนวน Lead ที่เพิ่มขึ้นหลังคลิปเผยแพร่ มักเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์แรกหลังคลิปออก หลังจากนั้นผลกระทบจะค่อย ๆ จางลงตามธรรมชาติของคอนเทนต์ออนไลน์ Glow Skin Lab จึงกำหนดเป็นนโยบายว่าจะติดตามสัญญาณเหล่านี้อย่างใกล้ชิดในช่วงสองสัปดาห์แรกของทุกครั้งที่มีคลิปใหม่เผยแพร่ แล้วสรุปผลเป็นรายงานสั้น ๆ เก็บไว้เปรียบเทียบกับคลิปในอนาคต แทนที่จะติดตามแบบไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ยากต่อการสรุปผลและตัดสินใจต่อ

การเก็บรายงานสั้น ๆ แบบนี้ไว้เป็นชุดข้อมูลสะสมยังมีประโยชน์อีกอย่างคือช่วยให้เห็นแพทเทิร์นในระยะยาว เช่น อินฟลูเอนเซอร์สายไหนที่มักสร้างยอดค้นหาแบรนด์ได้ดีกว่าสายอื่น หรือช่วงเวลาที่เผยแพร่คลิปส่งผลต่อความแรงของสัญญาณทางอ้อมอย่างไร ข้อมูลเชิงแพทเทิร์นแบบนี้จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อสะสมจากหลายคลิปหลายรอบ และมีประโยชน์มากกว่าการดูผลลัพธ์ของคลิปใดคลิปหนึ่งแยกเดี่ยว ๆ

Glow Skin Lab ยังพบว่าการเก็บสัญญาณทางอ้อมอย่างต่อเนื่องช่วยให้ทีมกล้าตัดสินใจเลิกจ้างอินฟลูเอนเซอร์บางคนที่แม้จะมีผู้ติดตามเยอะแต่ไม่เคยสร้างสัญญาณทางอ้อมที่ชัดเจนเลยในหลายรอบที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทีมไม่กล้าตัดสินใจเพราะไม่มีข้อมูลอะไรมายืนยันความรู้สึกที่ว่า ‘คลิปนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผล’ การมีข้อมูลสะสมแม้จะเป็นสัญญาณทางอ้อมก็ยังดีกว่าตัดสินใจจากความรู้สึกล้วน ๆ

สรุป

จุดสัมผัสจากอินฟลูเอนเซอร์แบบออร์แกนิกที่ไม่ติดลิงก์ จะไม่มีทางถูกนับตรง ๆ ในโมเดล attribution มาตรฐานได้เลย แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามันไม่มีผลต่อยอดขาย

การจับสัญญาณทางอ้อมอย่างยอดค้นหาแบรนด์ จำนวน Lead ที่เปลี่ยนแปลง และคำตอบจากลูกค้าในแชท ช่วยให้พอประเมินได้ว่าคลิปนั้นได้ผลจริงหรือไม่ แม้จะไม่แม่นยำเท่าการวัดคลิกโดยตรงก็ตาม

  • รีวิวแบบไม่ติดลิงก์วัดตรงไม่ได้เลย เพราะไม่มี click id หรือ UTM ให้ระบบติดตาม
  • จับสัญญาณทางอ้อม เช่น ยอดค้นหาแบรนด์ จำนวน Lead ที่เปลี่ยน และคำตอบจากลูกค้าในแชท
  • พิจารณาใช้โค้ดส่วนลดเฉพาะในรอบจ้างซ้ำ เพื่อเริ่มวัดผลได้แม่นขึ้นโดยไม่เสียความน่าเชื่อถือของคอนเทนต์

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมไม่บังคับให้อินฟลูเอนเซอร์ติดลิงก์ทุกครั้งไปเลย จะได้วัดง่าย

ทำได้ แต่ต้องแลกกับความรู้สึกว่าคอนเทนต์ดูเป็นโฆษณามากขึ้น อินฟลูเอนเซอร์บางกลุ่มโดยเฉพาะสายรีวิวธรรมชาติจะได้ผลดีกว่าถ้าไม่ติดลิงก์ชัดเจน ธุรกิจจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความแม่นยำในการวัดผลกับประสิทธิภาพของคอนเทนต์เอง ไม่มีคำตอบที่ถูกเสมอไปทุกกรณี

ยอดค้นหาชื่อแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น เชื่อถือได้แค่ไหนว่ามาจากคลิปจริง

เชื่อถือได้ในระดับที่บอกทิศทาง ไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์ เพราะอาจมีปัจจัยอื่นเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกันได้ เช่น แคมเปญโฆษณาอื่นที่ยิงอยู่พอดี ควรดูประกอบกับสัญญาณอื่นเช่นคำตอบจากลูกค้าในแชท ไม่ใช่ใช้ตัวเดียวสรุปทั้งหมด

ควรถามลูกค้าว่ารู้จักแบรนด์จากไหนตลอดเวลาหรือแค่ช่วงหลังคลิปออก

แนะนำให้ถามเป็นประจำอยู่แล้วสำหรับ Lead ใหม่ทุกราย แต่ช่วงหลังคลิปอินฟลูเอนเซอร์เผยแพร่ใหม่ ๆ ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับคำตอบที่เกี่ยวกับคลิปนั้น เพื่อเก็บเป็นข้อมูลเปรียบเทียบว่าอินฟลูเอนเซอร์คนไหนสร้างผลจริงมากกว่ากัน

ถ้าลูกค้าบอกว่าเห็นจากคลิปแต่จำไม่ได้ว่าคลิปไหน ควรทำยังไง

บันทึกไว้เป็น ‘มาจากอินฟลูเอนเซอร์ (ไม่ระบุคลิป)’ แยกจากกลุ่มที่ระบุชื่อคลิปหรือคนได้ชัดเจน ข้อมูลนี้ยังมีประโยชน์ในระดับภาพรวมว่ากลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์โดยรวมได้ผลหรือไม่ แม้จะแยกรายคนไม่ได้ทั้งหมด

โค้ดส่วนลดเฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ช่วยแก้ปัญหานี้ได้หมดเลยไหม

ช่วยได้มากในแง่ที่วัดยอดขายที่ใช้โค้ดได้ตรง แต่ยังพลาดกลุ่มลูกค้าที่ได้รับอิทธิพลจากคลิปแล้วซื้อโดยไม่ใช้โค้ด เพราะลืมหรือไม่สนใจส่วนลด ดังนั้นโค้ดช่วยได้เป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่คำตอบที่ครอบคลุมทั้งหมดของปัญหานี้

ธุรกิจเล็กที่ไม่มีงบทำแบบสอบถามหรือระบบติดตามซับซ้อน ควรทำอะไรก่อน

แค่ให้แอดมินจดบันทึกคำตอบของคำถาม ‘รู้จักเราจากไหน’ ในสมุดหรือสเปรดชีตธรรมดาก็เพียงพอสำหรับเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องมีระบบซับซ้อนก่อนถึงจะเริ่มเก็บสัญญาณทางอ้อมของอินฟลูเอนเซอร์ได้

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ขายผ่าน Shopee Lazada มาหลายปี แต่ไม่มีข้อมูลลูกค้าเป็นของตัวเองเลย ทางออกคือดึงมาสร้างฐานใน LINE

ขายผ่าน Shopee Lazada มาหลายปี แต่ไม่มีข้อมูลลูกค้าเป็นของตัวเองเลย ทางออกคือดึงมาสร้างฐานใน LINE

ผู้ขายที่พึ่งพามาร์เก็ตเพลสเพียงอย่างเดียวมักตื่นรู้ช้าเกินไปว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลูกค้าจริง บทความนี้ชวนดูวิธีดึงลูกค้าจากมาร์เก็ตเพลสมาสร้างฐานข้อมูลของตัวเองใน LINE อย่างถูกวิธีและไม่ผิดเงื่อนไขแพลตฟอร์ม
ต่อ GA4 กับ LINE วัด Funnel เต็มรูปแบบ Ecommerce

ต่อ GA4 กับ LINE วัด Funnel เต็มรูปแบบ Ecommerce

GA4 เห็นคนเข้าเว็บแต่มองไม่เห็นยอดที่ปิดใน LINE ทำให้ Funnel ขาดท่อนสุดท้ายเสมอ บทความนี้สอนต่อท่อที่ขาดด้วย Event ออกแบบเอง + Measurement Protocol
ส่งข้อมูลกลับแค่ Click ทำให้แพลตฟอร์มโฆษณา Optimize ผิดทางได้ง่าย ๆ

ส่งข้อมูลกลับแค่ Click ทำให้แพลตฟอร์มโฆษณา Optimize ผิดทางได้ง่าย ๆ

อัลกอริทึมไม่เคย Optimize ผิด — มันแค่ทำตามเป้าที่เราตั้งอย่างซื่อสัตย์เกินไป ตั้งเป้าเป็นคลิก มันก็หาคนกดเก่งระดับโลกมาให้ ปัญหาคือคนกดเก่งไม่ใช่คนซื้อ