← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

เปรียบเทียบความคุ้มค่า: แอดจาก FB, IG หรือ TikTok ช่องทางไหนปิดการขายใน LINE ได้ดีสุด?

02 ส.ค. 04:09 · อ่าน 2 นาที
เปรียบเทียบความคุ้มค่า: แอดจาก FB, IG หรือ TikTok ช่องทางไหนปิดการขายใน LINE ได้ดีสุด?

สรุปสั้น ๆ

การเทียบแพลตฟอร์มด้วยค่าทักหรือ CTR ให้คำตอบผิด เพราะแต่ละช่องส่งคน ‘คนละนิสัย’ เข้าแชท ช่องที่ค่าทักแพงสุดอาจเป็นช่องที่กำไรดีสุด วิธีเดียวที่แฟร์คือแยกลิงก์ต่อช่องทาง ตามให้ถึงยอดโอน แล้วเทียบด้วยต้นทุนต่อยอดปิดจริงภายใต้เงื่อนไขที่ใกล้กันที่สุด

ผมเคยนั่งฟังเจ้าของธุรกิจสองคนเถียงกันเรื่องนี้ คนแรกขายเครื่องสำอางบอกว่า TikTok คือที่สุด ค่าทักถูกกว่า Facebook สามเท่า คนที่สองขายเฟอร์นิเจอร์บอกว่า TikTok คือหลุมเผาเงิน คนทักเยอะจริงแต่ไม่มีใครซื้อ Facebook ต่างหากที่เลี้ยงธุรกิจเขา — ที่ตลกคือทั้งคู่พูดถูก

เพราะคำถามว่า ‘แพลตฟอร์มไหนดีสุด’ มันไม่มีคำตอบกลาง มีแต่คำตอบเฉพาะธุรกิจ สินค้าราคาเท่าไหร่ ลูกค้าอายุเท่าไหร่ ตัดสินใจเร็วหรือช้า ทั้งหมดนี้เปลี่ยนคำตอบได้หมด สิ่งที่มีประโยชน์กว่าการหาคำตอบสำเร็จรูป คือการรู้วิธีหาคำตอบของตัวเองอย่างเป็นระบบ

บทความนี้จะเล่าก่อนว่าทำไมการเทียบแบบที่คนส่วนใหญ่ทำถึงให้คำตอบผิด แล้วค่อยวางวิธีเทียบที่แฟร์พอจะเอาไปตัดสินใจเรื่องงบจริง ๆ ได้

ทำไมเทียบด้วยค่าทักถึงหลอกเรา

ค่าทัก (Cost per Message) เป็นตัวเลขที่เข้าถึงง่ายที่สุด เลยกลายเป็นตัวเลขที่คนใช้เทียบมากที่สุด ปัญหาคือมันหยุดวัดตรงประตูร้าน ไม่ได้วัดถึงแคชเชียร์ ช่องทางที่พาคนเข้าประตูถูก ๆ จำนวนมาก อาจพาคนที่เดินดูเฉย ๆ มาให้คุณทั้งหมดก็ได้

แต่ละแพลตฟอร์มส่งคนคนละนิสัยมาจริง ๆ จากพฤติกรรมการใช้งาน: คนไถ TikTok อยู่ในโหมดความบันเทิง ตัดสินใจไว ชอบของใหม่ ราคาจับต้องง่าย คนใช้ Facebook มีช่วงอายุกว้างและคุ้นกับการซื้อผ่านแชทมานาน ส่วน Instagram แข็งเรื่องสินค้าที่ขายด้วยภาพลักษณ์ ทั้งหมดนี้คือแนวโน้มที่ต้องพิสูจน์กับร้านตัวเอง ไม่ใช่กฎตายตัว

ผลคือเคสแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก: ช่อง A ค่าทัก 25 บาท ปิดได้ 5% ของแชท ช่อง B ค่าทัก 60 บาท ปิดได้ 20% พอหารออกมา ต้นทุนต่อยอดปิดของช่อง A คือ 500 บาท ส่วนช่อง B คือ 300 บาท — ช่องที่ ‘แพงกว่า’ ตอนต้นทางกลับถูกกว่าตอนปลายทาง ใครตัดสินที่ค่าทักจะเทงบผิดข้างทันที ซึ่งเป็นกับดักเดียวกับที่เล่าไว้ในเรื่องค่าทักถูกแต่ขาดทุน

ตัวเลขที่ควรใช้เทียบ: ต้นทุนต่อยอดปิด และมองไกลถึงลูกค้าซ้ำ

ตัวเลขหลักที่แฟร์ที่สุดสำหรับการเทียบข้ามช่องทางคือ ต้นทุนต่อยอดปิดจริง (งบของช่องนั้น หารด้วยจำนวนออเดอร์ที่ปิดได้จากช่องนั้น) เพราะมันรวมทั้งปริมาณและคุณภาพของคนที่แต่ละช่องส่งมาไว้ในตัวเลขเดียว

ถ้าอยากละเอียดขึ้นอีกขั้น ให้ดูมูลค่าออเดอร์เฉลี่ยและการซื้อซ้ำแยกตามช่องทางด้วย เพราะบางช่องพาลูกค้าที่ซื้อครั้งเดียวหาย บางช่องพาลูกค้าที่กลับมาซื้อทุกเดือน การคำนวณต้นทุนได้ลูกค้าที่แท้จริงเทียบกับมูลค่าที่ลูกค้าให้ตลอดอายุ จะเปลี่ยนอันดับช่องทางในใจคุณได้เลย

ส่วน CTR, CPM, ค่าทัก ไม่ได้ไร้ค่า — ใช้มันวินิจฉัยภายในช่องทางนั้น ๆ ว่าครีเอทีฟหรือกลุ่มเป้าหมายมีปัญหาตรงไหน แค่อย่าเอามาใช้เป็นกรรมการตัดสินข้ามช่องทาง

วิธีจัดการทดสอบให้แฟร์ที่สุดเท่าที่ทำได้

  1. แยกประตูเข้า LINE ของแต่ละช่องทางให้ขาดจากกัน — ใช้ลิงก์ติดตามคนละตัวต่อแพลตฟอร์ม (และต่อแคมเปญถ้าไหว) เพื่อให้ทุกแชทระบุที่มาได้ ไม่งั้นข้อมูลจะปนกันจนสรุปอะไรไม่ได้เลย
  2. ใช้ข้อเสนอเดียวกัน สินค้าเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน — ถ้า Facebook ได้โปรลดราคาแต่ TikTok ไม่ได้ ผลเทสต์จบตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ส่วนครีเอทีฟปรับรูปแบบตามธรรมชาติของแต่ละแพลตฟอร์มได้ แต่แก่นของสารต้องเดียวกัน
  3. ให้งบแต่ละช่องพอเก็บข้อมูลจริง — อย่างน้อยให้แต่ละช่องได้แชทหลักหลายสิบก่อนตัดสิน และรันอย่างน้อยสองสัปดาห์เพื่อให้พ้นช่วงเรียนรู้ของระบบ
  4. บันทึกผลปิดการขายของทุกแชทแยกตามช่องทางจนจบรอบ แล้วค่อยคำนวณต้นทุนต่อยอดปิดและมูลค่าออเดอร์เฉลี่ยของแต่ละช่องมาวางเทียบกัน จะบันทึกผ่านชีตที่แอดมินกรอก หรือใช้ระบบติดตามอย่าง linli ที่ผูกที่มาให้อัตโนมัติก็แล้วแต่ขนาดทีม

อ่านผลแล้วตัดสินใจ: เมื่อไหร่เทงบเพิ่ม เมื่อไหร่ถอย

พอได้ตัวเลขครบรอบ อย่ารีบประกาศผู้ชนะถาวร ให้อ่านเป็นสามระดับ: ช่องที่ต้นทุนต่อยอดปิดต่ำกว่ากำไรต่อออเดอร์ชัดเจน = เทงบเพิ่มได้ ช่องที่ก้ำกึ่ง = ปรับครีเอทีฟหรือกลุ่มเป้าหมายก่อนตัดสิน ช่องที่แพงกว่ากำไรมาก = ลดงบลงแต่ไม่จำเป็นต้องปิดตาย เพราะบางช่องมีบทบาทเป็นตัวสร้างการรู้จักที่ไปปิดยอดในช่องอื่น

ประเด็นสุดท้ายนี้สำคัญและมักถูกมองข้าม: ลูกค้าเห็นคลิป TikTok แล้วไปกดแอด Facebook ทีหลังก็มี ยอดที่ Facebook เคลมอาจมี TikTok ช่วยไว้เบื้องหลัง ถ้าปิดช่องบนสุดของ Funnel แล้วยอดรวมร่วงทั้งระบบ นั่นคือสัญญาณว่าช่องนั้นทำหน้าที่ชั้นบนของ Funnel อยู่ อย่าตัดสินมันด้วยยอดปิดตรง ๆ อย่างเดียว

และอย่าลืมว่าผลเทสต์มีวันหมดอายุ พฤติกรรมคนย้ายแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณาขยับ คู่แข่งเข้ามาใหม่ ผลที่เทสต์วันนี้ควรถูกทบทวนทุกไตรมาส ไม่ใช่แขวนเป็นกฎถาวร

ภาพรวมจุดแข็งของแต่ละช่อง (ใช้เป็นสมมติฐานตั้งต้น ไม่ใช่คำตอบ)

ช่องทางมักแข็งกับจุดที่ต้องระวัง
Facebookกลุ่มอายุกว้าง คุ้นกับการซื้อผ่านแชท สินค้าต้องอธิบายค่าโฆษณาขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องพึ่งครีเอทีฟแข็ง
Instagramสินค้าภาพสวย แฟชั่น ความงาม ไลฟ์สไตล์คนชอบดูแต่ขั้นตอนกดออกไปทัก LINE มีแรงเสียดทาน
TikTokของใหม่ ราคาตัดสินใจง่าย กลุ่มอายุน้อย ไวรัลได้แชทปริมาณมากแต่ต้องคัดคุณภาพ ครีเอทีฟหมดอายุเร็ว

สรุป

คำถามที่ถูกไม่ใช่ ‘แพลตฟอร์มไหนดีสุดในโลก’ แต่คือ ‘แพลตฟอร์มไหนพาคนที่จ่ายเงินจริงมาให้ธุรกิจฉันในต้นทุนที่คุ้มสุด’ ซึ่งตอบได้ทางเดียวคือแยกลิงก์ ตามถึงยอดโอน แล้วเทียบต้นทุนต่อยอดปิดภายใต้เงื่อนไขที่แฟร์

เผื่อใจไว้ด้วยว่าคำตอบของปีนี้อาจไม่ใช่คำตอบของปีหน้า แพลตฟอร์มขึ้นราคา ลูกค้าย้ายที่อยู่ พฤติกรรมเปลี่ยน ธุรกิจที่ได้เปรียบไม่ใช่ธุรกิจที่เจอช่องทางเทพแล้วหยุด แต่คือธุรกิจที่มีระบบวัดพร้อมตอบคำถามนี้ใหม่ได้ตลอดเวลา

  • แต่ละแพลตฟอร์มส่งคน ‘คนละนิสัย’ เข้าแชท — ค่าทักถูกไม่ได้แปลว่ากำไรดี
  • เทียบข้ามช่องด้วยต้นทุนต่อยอดปิดจริงเท่านั้น ส่วน CTR/ค่าทักไว้วินิจฉัยภายในช่อง
  • ก่อนตัดช่องไหนทิ้ง เช็กก่อนว่ามันกำลังทำหน้าที่ชั้นบนของ Funnel ให้ช่องอื่นอยู่หรือเปล่า

คำถามที่พบบ่อย

งบจำกัด ควรเริ่มจากแพลตฟอร์มเดียวหรือเทสต์พร้อมกันหลายช่อง

ถ้างบน้อยจริง เริ่มช่องเดียวที่ใกล้เคียงกับลูกค้าปัจจุบันของคุณที่สุดให้อยู่ตัวก่อน แล้วค่อยแบ่งงบส่วนน้อยไปทดลองช่องที่สอง การเทสต์สามช่องพร้อมกันด้วยงบจิ๋วจะได้ข้อมูลไม่พอสรุปสักช่อง

ต้องใช้ครีเอทีฟเหมือนกันทุกแพลตฟอร์มไหมถึงจะเทียบแฟร์

ไม่ต้องเหมือนเป๊ะ เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีธรรมชาติต่างกัน คลิปแนวตั้งเร็ว ๆ ใน TikTok กับอัลบั้มภาพใน Facebook ทำงานคนละแบบ ให้แก่นของสารและข้อเสนอเหมือนกันพอ แล้วปล่อยให้รูปแบบเข้ากับแพลตฟอร์ม

ลูกค้าเห็นหลายช่องก่อนซื้อ จะรู้ได้ยังไงว่าเครดิตเป็นของช่องไหน

แบบเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ทำไม่ได้ ทุกระบบในโลกก็ทำไม่ได้ แต่การแยกลิงก์ที่คลิกสุดท้ายก่อนเข้า LINE ให้ภาพที่ใช้ตัดสินใจได้ดีพอ ถ้าอยากลึกขึ้นค่อยดูแนวโน้มยอดรวมเวลาเพิ่มหรือลดงบแต่ละช่องประกอบ

ขายของราคาสูงหลักหมื่น ควรเลือกช่องไหน

สินค้าที่ต้องคิดนานมักต้องการพื้นที่ให้ข้อมูลและความน่าเชื่อถือมากกว่าความไวรัล จึงมีแนวโน้มไปทางแพลตฟอร์มที่คนเสพเนื้อหายาวได้และรีทาร์เก็ตซ้ำได้หลายรอบ แต่ย้ำว่านี่คือสมมติฐานตั้งต้นให้เทสต์ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป

ควรทบทวนสัดส่วนงบระหว่างช่องทางบ่อยแค่ไหน

รายไตรมาสกำลังดีสำหรับการทบทวนใหญ่ ส่วนรายเดือนดูแนวโน้มเฉย ๆ พอ การสับงบไปมารายสัปดาห์ตามตัวเลขระยะสั้นจะทำให้ทุกช่องหลุดช่วงเรียนรู้และแย่ลงพร้อมกันหมด

ถ้าทุกช่องต้นทุนต่อยอดปิดแพงเกินกำไรหมด แปลว่าอะไร

มักไม่ใช่ปัญหาการเลือกแพลตฟอร์ม แต่เป็นปัญหาข้อเสนอ ราคา หรือการปิดการขายในแชทเอง ให้กลับไปดูอัตราปิดของแอดมินและความน่าสนใจของข้อเสนอก่อน เพราะย้ายช่องยังไงก็หนีปัญหาเดิมไม่พ้น

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง