สรุปสั้น ๆ
Collection Ads แสดงสินค้าเป็นแกลเลอรีในแอป Facebook ทำให้คนไล่ดูได้เพลินโดยไม่ต้องออกไปไหน จุดแข็งคือคัดคนที่ ‘ชอบดูของหลายชิ้น’ ออกมา จุดที่ต้องทำต่อคือพาคนที่สนใจจริงไปคุยใน LINE เพราะการปิดการขายสินค้าหลายตัวเลือกทำได้ดีกว่าในแชท ที่แอดมินช่วยแนะนำและตอบข้อสงสัยได้
ถ้าคุณขายสินค้าที่มีหลายแบบหลายตัวเลือก เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน Collection Ads เป็นฟอร์แมตที่ผมอยากให้ลอง เพราะมันเล่นกับพฤติกรรมที่คนไทยชอบมาก นั่นคือการ ‘ไล่ดูของ’ เหมือนเดินวินโดว์ช้อปปิ้ง
ต่างจากโฆษณารูปเดียวที่โชว์สินค้าแค่ชิ้นเดียว Collection Ads เปิดมาเป็นภาพหลักใหญ่ ๆ แล้วมีสินค้าย่อยเรียงข้างล่างให้กดดูได้เพลิน ๆ ในแอป Facebook เอง ไม่ต้องเด้งออกไปเว็บนอก คนเลยยอมกดดูมากกว่า และคนที่กดดูหลายชิ้นคือคนที่กำลังมองหาของจริง
แต่จุดที่หลายคนใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพคือ ปล่อยให้คนดูแคตตาล็อกจบแล้วก็จบเลย ไม่ได้พาเขาไปต่อ บทความนี้ผมจะเล่าวิธีใช้ Collection Ads ให้คัดคนชอบดูของออกมา แล้วต่อบทสนทนาใน LINE เพื่อปิดการขายสินค้าที่มีหลายตัวเลือก ซึ่งทำในแชทได้ดีกว่าปล่อยให้เขากดเองเงียบ ๆ
Collection Ads ต่างจากรูปเดียว/คารูเซลตรงไหน
หลายคนสับสนระหว่าง Collection Ads กับคารูเซล ทั้งคู่โชว์หลายรูปก็จริง แต่ประสบการณ์ต่างกัน คารูเซลให้ปัดดูทีละรูปในฟีด ส่วน Collection Ads พอกดเข้าไปจะเปิดเป็นหน้าเต็มแบบแคตตาล็อกในแอป ให้ไล่ดูสินค้าหลายชิ้นพร้อมกัน เหมือนเปิดหน้าร้านออนไลน์ย่อ ๆ
ข้อดีของฟอร์แมตแคตตาล็อกคือมันเหมาะกับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาแบบไหน พอเห็นของหลายชิ้นเรียงกัน เขาเปรียบเทียบได้ในที่เดียว แล้วมักเจอชิ้นที่ถูกใจโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างจากรูปเดียวที่ถ้าไม่โดนตั้งแต่แรกก็ปัดผ่านเลย ถ้าอยากเข้าใจว่าเมื่อไหร่ควรใช้แบบไหน ลองอ่านเรื่องการเลือกระหว่างคารูเซลกับรูปเดียวประกอบ
แต่ข้อควรระวังคือ Collection Ads ต้องมีสินค้าหลายชิ้นที่ดูดีพอ ถ้าคุณมีของขายแค่หนึ่งสองอย่าง ฟอร์แมตนี้อาจไม่คุ้ม เพราะจุดแข็งของมันคือความหลากหลายให้คนเลือก
จัดแคตตาล็อกยังไงให้คนกดดูแล้วอยากคุยต่อ
หัวใจของ Collection Ads ที่ดีคือภาพหลักต้องหยุดคนให้ได้ก่อน แล้วสินค้าย่อยข้างล่างต้องจัดเรียงให้ชวนกดต่อ ผมแนะนำให้เอาตัวชูโรงหรือของที่ขายดีสุดขึ้นก่อน เพราะภาพหลักคือด่านแรกที่ตัดสินว่าคนจะกดเข้าไปดูหรือปัดผ่าน
- เลือกภาพหลักที่สะดุดตาและสื่อถึงคอลเลกชันโดยรวม ไม่ใช่แค่สินค้าชิ้นเดียว
- เรียงสินค้าย่อยโดยเอาตัวขายดีหรือราคาน่าสนใจขึ้นก่อน เพื่อให้คนกดดูต่อ
- ใส่ราคาหรือจุดเด่นสั้น ๆ ให้คนตัดสินใจได้เร็วว่าชิ้นไหนน่าสนใจ
- ตั้งปลายทางให้พาไปคุยใน LINE ได้ง่าย พร้อมปุ่มหรือข้อความชวนคุยที่ชัด
- เตรียมข้อความต้อนรับใน LINE ที่ถามว่าสนใจชิ้นไหน เพื่อให้บทสนทนาเริ่มตรงจุด
ทำไมสินค้าหลายตัวเลือกถึงปิดในแชทได้ดีกว่า
สินค้าที่มีหลายแบบหลายไซซ์หลายสี เป็นสินค้าที่คนมักมีคำถามก่อนซื้อ ไซซ์ไหนพอดี สีนี้กับผิวหนูโอเคไหม รุ่นนี้ต่างจากรุ่นนั้นยังไง คำถามพวกนี้ถ้าให้เขาหาคำตอบเองในหน้าเว็บ เขามักลังเลแล้วปิดหน้าไป แต่ถ้าคุยในแชท แอดมินช่วยแนะนำได้ทันที
การช่วยเลือกในแชทยังเปิดโอกาสขายเพิ่ม เช่น ลูกค้าถามเสื้อตัวหนึ่ง แอดมินแนะนำกางเกงที่แมตช์กันได้ หรือเสนอเซ็ตที่คุ้มกว่า นี่คือสิ่งที่หน้าเว็บทำไม่ได้ดีเท่าคนคุยกับคน และเป็นเหตุผลที่มูลค่าต่อออเดอร์ในแชทมักสูงกว่าการให้ลูกค้ากดซื้อเอง
ที่สำคัญ การพาคนมาคุยใน LINE ทำให้คุณเก็บลูกค้าไว้ได้ ต่างจากการปล่อยให้เขาซื้อจบในหน้าเว็บแล้วหายไป คนที่เคยดูแคตตาล็อกและทักเข้ามา คือคนที่คุณยิงคอลเลกชันใหม่ให้ดูได้อีกโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
เทียบให้เห็น: ปล่อยจบในแอด vs พามาคุยใน LINE
เพื่อให้เห็นภาพชัด ผมขอเทียบสองแนวทางนี้ในสินค้าที่มีหลายตัวเลือก
| ประเด็น | ปล่อยให้ซื้อจบในหน้าเว็บ | พามาคุยใน LINE |
|---|---|---|
| ตอบคำถามก่อนซื้อ | ลูกค้าต้องหาเอง ลังเลง่าย | แอดมินช่วยเคลียร์ทันที |
| โอกาสขายเพิ่ม | ต่ำ ขายได้ตามที่เขากด | แนะนำเซ็ต/ของแมตช์ได้ |
| เก็บลูกค้าไว้ | ซื้อจบแล้วหาย | เก็บไว้ยิงคอลเลกชันใหม่ |
| วัดผลค่าแอด | เห็นแค่ยอดคลิก/ซื้อบนเว็บ | ผูกที่มาแอดกับยอดในแชทได้ |
เจาะรายละเอียดเพิ่มอีกนิด
ไม่ได้แปลว่าการขายจบในเว็บผิดเสมอไป สินค้าราคาถูกที่ตัดสินใจง่ายอาจปล่อยให้กดซื้อเลยดีกว่า แต่สำหรับสินค้าที่มีตัวเลือกเยอะและลูกค้ามักมีคำถาม การพามาคุยใน LINE มักได้ทั้งยอดที่สูงขึ้นและลูกค้าที่เก็บไว้ได้
สรุป
Collection Ads เป็นฟอร์แมตที่เก่งเรื่องคัดคนชอบไล่ดูของออกมา เพราะมันเปิดประสบการณ์แคตตาล็อกในแอปที่คนกดดูได้เพลินโดยไม่ต้องออกไปไหน จุดที่ทำให้มันคุ้มค่าจริงคือการไม่ปล่อยให้คนดูจบแล้วจบเลย แต่พาเขาไปคุยต่อใน LINE
สินค้าที่มีหลายตัวเลือกปิดในแชทได้ดีกว่า เพราะแอดมินช่วยเลือก ช่วยเคลียร์ข้อสงสัย และเสนอของที่แมตช์กันได้ ที่หน้าเว็บทำแทนไม่ได้ ลองใช้ฟอร์แมตนี้กับสินค้าที่เหมาะ แล้ววัดถึงยอดที่ปิดจริง คุณจะเห็นว่าแคตตาล็อกแบบไหนทำเงินได้
- Collection Ads คัดคนชอบไล่ดูของหลายชิ้นออกมา
- สินค้าหลายตัวเลือกปิดในแชทดีกว่า เพราะแอดมินช่วยแนะนำได้
- อย่าปล่อยให้ดูจบในแอด พามาคุยใน LINE เพื่อเก็บลูกค้าไว้
คำถามที่พบบ่อย
Collection Ads เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
เหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าหลายแบบให้เลือก เช่น แฟชั่น เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน เครื่องสำอาง เพราะจุดแข็งของฟอร์แมตนี้คือการโชว์สินค้าหลายชิ้นให้คนไล่ดูและเปรียบเทียบ ถ้าคุณขายสินค้าชิ้นเดียวหรือมีตัวเลือกน้อย ฟอร์แมตอื่นอาจคุ้มกว่า
ต่างจากคารูเซลยังไง ควรใช้อันไหน
คารูเซลให้ปัดดูทีละรูปในฟีด ส่วน Collection Ads เปิดเป็นหน้าแคตตาล็อกเต็มในแอปให้ดูหลายชิ้นพร้อมกัน ถ้าอยากเล่าเรื่องทีละสเต็ปหรือโชว์มุมสินค้าใช้คารูเซล ถ้าอยากให้คนไล่ดูของหลายชิ้นเหมือนเดินร้านใช้ Collection แต่ทางที่ดีคือลองทั้งสองแล้ววัดว่าอันไหนดึงคนทักได้มากกว่า
คนดูแคตตาล็อกเยอะแต่ไม่ทัก LINE ควรทำยังไง
ลองเช็กว่าปลายทางพาไปคุยใน LINE ได้ง่ายไหม และมีเหตุผลให้เขาทักหรือเปล่า บางทีคนดูเพลินแต่ไม่มีแรงจูงใจให้คุย ลองเพิ่มข้อเสนอที่ได้เฉพาะเมื่อทัก เช่น ช่วยจับคู่เซ็ตหรือเช็กของพร้อมส่ง เพื่อให้การทักมีค่ามากกว่าการกดดูเฉย ๆ
ควรใส่ราคาในแคตตาล็อกเลยไหม
การใส่ราคาช่วยคัดคนที่งบตรงกับสินค้าออกมา ทำให้คนที่ทักเข้ามามีแนวโน้มซื้อจริงมากขึ้น แต่ถ้าสินค้ามีหลายเรตราคาหรือมีดีลที่อยากคุยเป็นเคส ๆ อาจใส่ช่วงราคาแล้วให้มาคุยรายละเอียดใน LINE ขึ้นกับกลยุทธ์ของแต่ละร้าน
สินค้าราคาถูกควรพามาคุยใน LINE หรือปล่อยซื้อจบในเว็บดีกว่า
สินค้าราคาถูกที่ตัดสินใจง่ายมักปล่อยให้ซื้อจบในเว็บได้เลย เพราะการบังคับให้ทักอาจทำให้เสียคนที่พร้อมซื้อทันที แต่ถ้าสินค้ามีตัวเลือกที่ต้องแนะนำหรืออยากเก็บลูกค้าไว้ขายซ้ำ การพามาคุยก็ยังมีค่า ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความสะดวกกับการเก็บลูกค้า
จะรู้ได้ยังไงว่า Collection Ads ตัวไหนได้ลูกค้าที่ซื้อจริง
ควรผูกที่มาของแต่ละชุดโฆษณากับยอดที่ปิดในแชท เพื่อดูว่าแคตตาล็อกแบบไหนดึงคนที่โอนจริงเข้ามา ไม่ใช่แค่คนกดดูเยอะ ระบบอย่าง linli ช่วยเชื่อมข้อมูลจากแอดมาถึงยอดที่ปิดใน LINE ทำให้คุณตัดสินใจลงงบกับชุดโฆษณาที่ทำเงินได้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง


