← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

ทักไลน์เข้ามาวันละเกือบร้อยเคส แต่ปิดออร์เดอร์ได้ไม่ถึงสิบ ตัวเลขตรงไหนที่ต้องดู

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 2 นาที
ทักไลน์เข้ามาวันละเกือบร้อยเคส แต่ปิดออร์เดอร์ได้ไม่ถึงสิบ ตัวเลขตรงไหนที่ต้องดู
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Chat to Sale Conversion Rate คือสัดส่วนของบทสนทนาที่เริ่มต้นในแชท ซึ่งกลายเป็นออร์เดอร์ที่ปิดสำเร็จจริง คำนวณจาก (จำนวนออร์เดอร์ปิดสำเร็จ หารด้วย จำนวนบทสนทนาที่เริ่มต้นทั้งหมด) คูณด้วย 100 ตัวเลขเฉลี่ยรวมเพียงตัวเดียวมักซ่อนปัญหาที่แท้จริงไว้ ต้องแตกตามแหล่งที่มา สินค้า และแอดมินแต่ละคน ถึงจะรู้ว่าควรแก้ที่จุดไหนก่อน และนำไปใช้พัฒนาทีมขายได้อย่างเป็นธรรม

เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ครัวออนไลน์คนหนึ่งเล่าให้ผมฟังด้วยความกังวลว่า ทุกวันมีคนทักไลน์เข้ามาถามสินค้าเกือบ 90-100 เคส แต่พอนับยอดออร์เดอร์ที่ปิดสำเร็จจริงในแต่ละวันกลับได้เพียง 6-8 เคสเท่านั้น เขารู้สึกว่าตัวเลขนี้น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณคนที่ทักเข้ามา แต่ก็ไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน เพราะเห็นแค่ตัวเลขต้นทางกับปลายทางสองจุด

เขาลองถามแอดมินแต่ละคนว่าคิดว่าปัญหาคืออะไร แต่ละคนก็ให้คำตอบไม่ตรงกัน บางคนบอกว่าลูกค้าที่ทักเข้ามาส่วนใหญ่แค่ถามราคาเทียบเฉย ๆ บางคนบอกว่าสินค้าราคาแพงกว่าคู่แข่ง บางคนบอกว่าตอบช้าไปหน่อย โดยไม่มีใครมีตัวเลขมายืนยันว่าใครพูดถูก

นี่คือสถานการณ์ที่พบได้บ่อยเมื่อธุรกิจมีแค่ตัวเลขอัตราปิดเฉลี่ยรวมตัวเดียว บทความนี้จะอธิบายว่า Chat to Sale Conversion Rate คำนวณอย่างไร ทำไมตัวเลขเฉลี่ยรวมเพียงตัวเดียวถึงไม่พอจะระบุปัญหา และวิธีใช้ตัวเลขนี้พัฒนาทีมขายอย่างเป็นธรรมโดยไม่โยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง

Chat to Sale Conversion Rate คืออะไร คำนวณอย่างไร

Chat to Sale Conversion Rate คือสัดส่วนของบทสนทนาที่เริ่มต้นในแชท ซึ่งจบลงด้วยการปิดออร์เดอร์สำเร็จจริง สูตรคำนวณพื้นฐานคือ (จำนวนออร์เดอร์ปิดสำเร็จ หารด้วย จำนวนบทสนทนาที่เริ่มต้นทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกัน) คูณด้วย 100 เพื่อให้ได้ค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ ในตัวอย่างของร้านขายอุปกรณ์ครัวข้างต้น ถ้าทักเข้ามา 100 เคสและปิดได้ 8 เคส อัตราปิดเฉลี่ยจะอยู่ที่ 8%

ตัวเลขนี้มีประโยชน์ในฐานะภาพรวมกว้าง ๆ ว่าธุรกิจกำลังเปลี่ยนความสนใจของลูกค้าให้เป็นยอดขายได้มากน้อยแค่ไหน แต่ปัญหาคือมันเป็นค่าเฉลี่ยที่รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของ Lead ประเภทสินค้าที่ถาม หรือแอดมินที่ตอบ ทำให้เมื่อตัวเลขต่ำ ธุรกิจไม่รู้ว่าควรแก้ที่จุดไหนก่อน เหมือนสถานการณ์ที่แอดมินแต่ละคนเดาสาเหตุไม่ตรงกันในตอนต้นบทความ

การจะใช้ตัวเลขนี้ตัดสินใจอะไรได้จริง จึงต้องแตกออกเป็นชั้นย่อยหลายมิติ แทนที่จะดูตัวเลขเฉลี่ยรวมตัวเดียวแล้วสรุปว่าทีมขายแย่หรือสินค้าแพงเกินไปโดยไม่มีหลักฐาน

แตกอัตราปิดตามมิติต่าง ๆ เพื่อหาว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

แทนที่จะดูตัวเลขเฉลี่ยรวม ควรแตกอัตราปิดตามมิติเหล่านี้เพื่อระบุปัญหาให้ชัดขึ้น:

  • แยกตามแหล่งที่มาของ Lead เช่น จากโฆษณา Facebook, จากการค้นหาใน LINE เอง, หรือจากลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ เพราะแต่ละแหล่งมักมีคุณภาพและอัตราปิดต่างกันโดยธรรมชาติ
  • แยกตามประเภทสินค้าที่ลูกค้าถาม เพราะสินค้าราคาสูงมักมีอัตราปิดต่ำกว่าสินค้าราคาย่อมเยาโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะทีมขายทำงานแย่กว่า
  • แยกตามแอดมินแต่ละคน เพื่อดูว่ามีความแตกต่างที่ควรนำมาพัฒนาทีมหรือไม่ แต่ต้องระวังการเปรียบเทียบแบบไม่เป็นธรรมถ้าแอดมินแต่ละคนได้รับ Lead คุณภาพต่างกัน
  • แยกตามช่วงเวลาที่ทักเข้ามา เช่น ในเวลาทำการเทียบกับนอกเวลาทำการ เพราะความเร็วในการตอบมักต่างกันมากในสองช่วงนี้
  • แยกตามขั้นตอนที่ลูกค้าหายไป เช่น หายไปตอนถามราคา หายไปตอนถามสต็อก หรือหายไปหลังตกลงซื้อแต่ยังไม่โอนเงิน เพื่อดูว่าคอขวดจริงอยู่ที่ขั้นตอนไหนของ Funnel

ขั้นตอนคำนวณ Chat to Sale Conversion Rate แบบแยกมิติ

เมื่อรู้แล้วว่าต้องแตกตัวเลขตามมิติต่าง ๆ ขั้นตอนคำนวณจริงทำได้ดังนี้:

  1. รวบรวมจำนวนบทสนทนาที่เริ่มต้นใหม่ในแต่ละวัน พร้อมบันทึกแหล่งที่มาและประเภทสินค้าที่ถามไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มานั่งไล่ย้อนหลังทีหลัง
  2. บันทึกว่าบทสนทนาแต่ละอันจบลงอย่างไร เช่น ปิดออร์เดอร์สำเร็จ ลูกค้าหายไปเงียบ หรือลูกค้าตอบปฏิเสธชัดเจน พร้อมระบุเหตุผลถ้าทำได้
  3. คำนวณอัตราปิดรวมของทั้งวันหรือทั้งสัปดาห์ก่อนเป็นภาพกว้าง แล้วค่อยคำนวณแยกตามแต่ละมิติที่สนใจ เช่น แยกตามแหล่งที่มาหรือแยกตามแอดมิน
  4. เปรียบเทียบอัตราปิดของแต่ละมิติกับค่าเฉลี่ยรวม เพื่อดูว่ามิติไหนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ และมิติไหนที่ทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยจนอาจเอาไปเป็นแนวทางให้ทีมอื่นเรียนรู้

ตารางตัวอย่าง: อัตราปิดแยกตามแหล่งที่มาของ Lead (ข้อมูลสมมติ)

ตัวอย่างสมมติของการแตกอัตราปิดตามแหล่งที่มา เพื่อให้เห็นว่าตัวเลขเฉลี่ยรวมสามารถซ่อนความแตกต่างที่สำคัญไว้ได้มากแค่ไหน:

แหล่งที่มาของ Leadจำนวนบทสนทนาปิดสำเร็จอัตราปิด
โฆษณา Facebook (Cold Audience)5024.0%
โฆษณา Retargeting15426.7%
ค้นหาชื่อร้านเองใน LINE2015.0%
ลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ10110.0%
รวมทั้งหมด9588.4%

ใช้ตัวเลขนี้พัฒนาทีมขายได้อย่างไรโดยไม่โยนความผิดให้ใคร

เมื่อแตกอัตราปิดตามแอดมินแต่ละคนแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องไม่รีบสรุปว่าใครทำงานแย่กว่าใครโดยไม่ดูปัจจัยแวดล้อม เพราะแอดมินที่รับ Lead จากช่องทาง Cold Audience จำนวนมากย่อมมีอัตราปิดต่ำกว่าคนที่รับ Lead จากช่องทาง Retargeting เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้แปลว่าทักษะแย่กว่า

วิธีที่เป็นธรรมกว่าคือเปรียบเทียบแอดมินที่ได้รับ Lead ในสัดส่วนแหล่งที่มาใกล้เคียงกัน หรือดูแนวโน้มของแต่ละคนเทียบกับตัวเองในอดีต แทนที่จะเทียบข้ามคนที่มีเงื่อนไขต่างกันโดยตรง เมื่อเจอแอดมินที่มีอัตราปิดต่ำกว่าคนอื่นในเงื่อนไขใกล้เคียงกันจริง ๆ ควรใช้ข้อมูลนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการโค้ช เช่น ทบทวนบทสนทนาที่ไม่ปิดร่วมกันเพื่อหาว่าติดขัดตรงไหน มากกว่าใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินหรือลงโทษ

อีกวิธีที่ใช้ได้ผลคือให้แอดมินที่มีอัตราปิดในบางมิติสูงกว่าคนอื่น มาแชร์วิธีคุยหรือการตอบข้อโต้แย้งที่ใช้ ซึ่งเป็นวิธีดึงประโยชน์จากตัวเลขนี้ในเชิงบวก แทนที่จะใช้เป็นเครื่องมือสร้างความกดดันในทีมเพียงอย่างเดียว การนำตัวเลขไปใช้แบบนี้สอดคล้องกับหลักการที่ว่าไม่ควรตั้งระบบจัดอันดับที่ลงโทษแอดมินซึ่งได้รับ Lead คุณภาพต่ำกว่าโดยไม่ปรับมาตรฐานให้เป็นธรรมก่อน

ตัวอย่างสมมติ: ร้านอุปกรณ์ครัวที่เจอสาเหตุจริงหลังแตกตัวเลข

กลับมาที่ร้านขายอุปกรณ์ครัวจากต้นบทความ หลังลองแตกตัวเลขตามแหล่งที่มาแบบในตารางข้างต้น พบว่าอัตราปิดของ Lead ที่มาจากโฆษณา Cold Audience อยู่ที่เพียง 4% ในขณะที่ Lead จาก Retargeting ปิดได้ถึง 26.7% ซึ่งต่างกันมาก

เมื่อเจ้าของร้านเห็นตัวเลขนี้ เขาเข้าใจทันทีว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทักษะของแอดมินอย่างที่กังวลตอนแรก แต่อยู่ที่สัดส่วนงบโฆษณาที่เทไปยัง Cold Audience มากเกินไปเมื่อเทียบกับ Retargeting ทำให้แอดมินต้องรับมือกับ Lead ที่ยังไม่พร้อมซื้อจำนวนมาก จนอัตราปิดเฉลี่ยรวมดูต่ำ

หลังปรับสัดส่วนงบให้เน้น Retargeting มากขึ้นในเดือนถัดมา อัตราปิดเฉลี่ยรวมขยับขึ้นจาก 8.4% เป็นประมาณ 13% แม้จำนวนบทสนทนาใหม่ทั้งหมดจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการแตกตัวเลขตามแหล่งที่มาช่วยชี้จุดแก้ปัญหาที่ถูกต้องกว่าการมองแค่ตัวเลขเฉลี่ยรวม ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่อธิบายไว้ใน การรีทาร์เก็ตลูกค้าเก่า ที่มักให้อัตราปิดสูงกว่ากลุ่มเป้าหมายใหม่

ทำแบบนี้แล้วพัง: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่อง Chat to Sale Conversion Rate

ข้อผิดพลาดแรกคือดูแค่ตัวเลขเฉลี่ยรวมแล้วสรุปว่าทีมขายหรือสินค้ามีปัญหาโดยไม่แตกตามมิติต่าง ๆ ก่อน ทำให้แก้ปัญหาผิดจุดเหมือนที่เกือบเกิดขึ้นกับร้านอุปกรณ์ครัวในตัวอย่าง

ข้อผิดพลาดที่สองคือเปรียบเทียบอัตราปิดของแอดมินแต่ละคนโดยไม่ดูว่าแต่ละคนได้รับ Lead จากแหล่งที่มาแบบไหน ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมในทีมและอาจทำลายขวัญกำลังใจโดยไม่จำเป็น

ข้อผิดพลาดที่สามคือไม่บันทึกเหตุผลที่บทสนทนาไม่ปิดออร์เดอร์ ทำให้มีแค่ตัวเลขว่าปิดหรือไม่ปิด แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ปิด ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญกว่าตัวเลขอัตราปิดเปล่า ๆ ในการปรับปรุงจริง

ข้อผิดพลาดที่สี่คือคำนวณอัตราปิดจากช่วงเวลาที่สั้นเกินไป เช่น วันเดียว ทำให้ตัวเลขผันผวนสูงจากปัจจัยสุ่ม เช่น มีลูกค้ารายใหญ่หนึ่งรายที่ทำให้ตัวเลขของวันนั้นดูดีผิดปกติ ควรดูแนวโน้มต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งถึงสองสัปดาห์ก่อนสรุปอะไร

สิ่งที่ต้องตรวจก่อนใช้ตัวเลขนี้ตัดสินใจเรื่องทีมหรือช่องทาง

ก่อนนำ Chat to Sale Conversion Rate ไปใช้ตัดสินใจอะไรที่มีผลกระทบต่อคนหรืองบประมาณ ควรตรวจสิ่งเหล่านี้ก่อน:

  • จำนวนบทสนทนาในแต่ละมิติที่เปรียบเทียบมากพอจะสรุปได้ ไม่ใช่แค่ไม่กี่เคสที่ผันผวนสูง
  • สถานะของบทสนทนาที่ยังไม่จบ เช่น ลูกค้ากำลังรอตัดสินใจอยู่ ถูกนับรวมเป็น 'ไม่ปิด' อย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ควรแยกสถานะที่ยังไม่จบออกจากสถานะที่ปิดไม่สำเร็จจริง
  • แอดมินแต่ละคนได้รับ Lead ในสัดส่วนแหล่งที่มาใกล้เคียงกันหรือไม่ก่อนจะเปรียบเทียบอัตราปิดระหว่างกัน
  • ยอดขายที่นับเป็น 'ปิดสำเร็จ' คือยอดที่โอนเงินแล้วจริง ไม่ใช่แค่ลูกค้าตกลงปากเปล่าว่าจะซื้อ

สรุป

Chat to Sale Conversion Rate เป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มากเมื่อแตกออกเป็นมิติย่อย แทนที่จะดูแค่ค่าเฉลี่ยรวมตัวเดียว เพราะค่าเฉลี่ยรวมมักซ่อนความแตกต่างสำคัญไว้ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของ Lead ประเภทสินค้า หรือแอดมินแต่ละคน

สิ่งที่ควรทำต่อคือลองแตกตัวเลขอัตราปิดของเดือนล่าสุดตามแหล่งที่มาของ Lead อย่างน้อยหนึ่งมิติ แล้วดูว่ามีความต่างมากน้อยแค่ไหน ถ้าต่างกันมาก นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ควรตามหาสาเหตุก่อนจะสรุปว่าปัญหาอยู่ที่ทีมขายหรือสินค้า

  • Chat to Sale Conversion Rate คำนวณจากออร์เดอร์ปิดสำเร็จหารด้วยบทสนทนาที่เริ่มต้นทั้งหมด
  • ตัวเลขเฉลี่ยรวมตัวเดียวไม่พอ ต้องแตกตามแหล่งที่มา สินค้า และแอดมินถึงจะเห็นปัญหาจริง
  • ใช้ตัวเลขนี้พัฒนาทีมขายด้วยการโค้ชและเปรียบเทียบในเงื่อนไขที่เป็นธรรม ไม่ใช่ใช้ตัดสินหรือลงโทษ

คำถามที่พบบ่อย

Chat to Sale Conversion Rate ที่ดีควรอยู่ที่เท่าไหร่

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ เพราะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ราคา และแหล่งที่มาของ Lead วิธีที่แม่นกว่าคือดูแนวโน้มของตัวเองต่อเนื่องและเปรียบเทียบระหว่างมิติต่าง ๆ ภายในธุรกิจเดียวกัน มากกว่าเทียบกับตัวเลขมาตรฐานจากธุรกิจอื่นที่บริบทต่างกัน

ทำไมอัตราปิดของ Lead จากโฆษณา Cold Audience ถึงต่ำกว่า Retargeting เสมอ

เพราะกลุ่มเป้าหมายใหม่ยังไม่รู้จักแบรนด์และยังไม่ได้ตัดสินใจว่าอยากซื้อ ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่นมากกว่ากลุ่มที่เคยเข้าเว็บไซต์หรือเคยสนใจสินค้ามาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของแทบทุกธุรกิจ ไม่ใช่สัญญาณว่าโฆษณามีปัญหาเสมอไป

ควรนับบทสนทนาที่ลูกค้าทักซ้ำในหัวข้อเดิมเป็น Lead ใหม่หรือไม่

โดยทั่วไปไม่ควรนับเป็น Lead ใหม่ เพราะจะทำให้ตัวส่วนของสูตรสูงเกินจริงและอัตราปิดต่ำลงอย่างไม่ถูกต้อง ควรนับเป็นการต่อเนื่องของบทสนทนาเดิม เว้นแต่ธุรกิจกำหนดนิยามไว้ต่างจากนี้อย่างชัดเจนและใช้สม่ำเสมอ

แอดมินที่รับ Lead คุณภาพต่ำกว่าคนอื่น ควรถูกประเมินอย่างไรให้เป็นธรรม

ควรเปรียบเทียบกับแอดมินคนอื่นที่ได้รับ Lead ในสัดส่วนแหล่งที่มาใกล้เคียงกัน หรือดูแนวโน้มของตัวเองเทียบกับอดีต แทนที่จะเทียบอัตราปิดข้ามคนที่มีเงื่อนไขต่างกันตรง ๆ และควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ความเร็วในการตอบและคุณภาพการติดตามลูกค้า

ควรคำนวณตัวเลขนี้บ่อยแค่ไหน

ควรดูภาพรวมรายสัปดาห์เพื่อลดผลจากความผันผวนรายวัน และดูแยกตามมิติต่าง ๆ อย่างน้อยเดือนละครั้งเพื่อหาแนวโน้มที่ควรปรับปรุง การดูถี่เกินไปในระดับรายวันอาจทำให้ตัดสินใจจากข้อมูลที่ยังไม่นิ่งพอ

มีวิธีเก็บข้อมูลอัตราปิดแยกตามมิติต่าง ๆ โดยไม่ต้องนั่งไล่นับเองไหม

มี ระบบอย่าง linli ช่วยบันทึกแหล่งที่มาของบทสนทนาและสถานะการปิดออร์เดอร์ไว้เป็นข้อมูลตั้งแต่ต้น ทำให้ดึงรายงานแยกตามแหล่งที่มา สินค้า หรือแอดมินได้โดยไม่ต้องนั่งไล่นับจากประวัติแชทเองทีละเคสเหมือนที่หลายร้านยังทำอยู่

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แอดมินตอบแชทจนมือเป็นระวิงแต่ยอดขายไม่ขยับ แก้จุดไหนก่อน

แอดมินตอบแชทจนมือเป็นระวิงแต่ยอดขายไม่ขยับ แก้จุดไหนก่อน

ทราฟฟิกเข้า LINE OA เยอะขึ้น แอดมินตอบแชทไม่ทัน แต่ยอดขายกลับนิ่ง ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วในการตอบ แต่อยู่ที่ LINE OA analytics platform ที่วัดไม่ครบว่าแชทไหนคือ Lead จริง
ทำไมตอบแชทลูกค้าช้าไปแค่ 15 นาที ถึงทำให้ทั้งสัปดาห์ปิดดีลได้น้อยลง

ทำไมตอบแชทลูกค้าช้าไปแค่ 15 นาที ถึงทำให้ทั้งสัปดาห์ปิดดีลได้น้อยลง

ลูกค้าทักเข้า LINE ตอนกำลังตัดสินใจซื้อ ถ้าไม่มีใครตอบภายในไม่กี่นาที ความสนใจนั้นมักหายไปก่อนที่แอดมินจะว่าง Speed to Lead คือตัวเลขที่วัดว่าทีมตอบเร็วพอจะจับจังหวะนั้นไว้ได้หรือไม่
ทำไมทีมขายที่ตอบแชท LINE ทุกวันยังต้องพึ่ง Google Sheets อีกไฟล์คู่กัน

ทำไมทีมขายที่ตอบแชท LINE ทุกวันยังต้องพึ่ง Google Sheets อีกไฟล์คู่กัน

ธุรกิจจำนวนมากใช้ LINE OA ตอบแชทลูกค้าได้คล่อง แต่พอต้องดูภาพรวม Lead และสถานะการขาย กลับต้องเปิด Google Sheets แยกอีกไฟล์ บทความนี้อธิบายว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และควรเชื่อมข้อมูลสองฝั่งนี้อย่างไรให้ใช้งานได้จริง