← กลับไปหน้าบทความ
ส่ง Conversion กลับ

คลินิกไม่มีราคาตายตัว นัดปรึกษาแต่ละเคสมูลค่าไม่เท่ากัน จะใส่ค่า Value ใน Event ยังไงไม่ให้ Bidding หลงทาง

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ย. 07:43อัปเดต 07 ก.ย. 07:43อ่าน 2 นาที
คลินิกไม่มีราคาตายตัว นัดปรึกษาแต่ละเคสมูลค่าไม่เท่ากัน จะใส่ค่า Value ใน Event ยังไงไม่ให้ Bidding หลงทาง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ธุรกิจที่ไม่มีราคาสินค้าตายตัวอย่างคลินิกหรืออสังหาริมทรัพย์ ไม่ควรใส่ value เป็นศูนย์หรือใส่ค่าคงที่เดียวกันทุก event เพราะจะทำให้ระบบ bidding ไม่มีสัญญาณที่แยกแยะเคสมูลค่าสูงกับต่ำได้ วิธีที่ใช้ได้จริงคือออกแบบมูลค่าตัวแทน (proxy value) ที่สะท้อนความน่าจะเป็นและขนาดของดีลอย่างมีเหตุผล พร้อมระบุเสมอว่าเป็นมูลค่าประมาณการ ไม่ใช่ยอดขายที่ยืนยันแล้ว

เจ้าของคลินิกความงามรายหนึ่งถามผมว่า ทำไมยิงแอดด้วย Purchase value เป็น conversion goal แล้วผลลัพธ์ไม่ดีขึ้นเลย ทั้งที่ทำตามคำแนะนำทั่วไปทุกอย่าง ผมขอดูข้อมูลย้อนหลังแล้วพบว่า ทุก event ที่ส่งเข้า Meta มี value เท่ากันหมดคือศูนย์บาท เพราะทีมพัฒนาไม่รู้จะใส่ราคาอะไร นัดปรึกษาแต่ละเคสราคาจริงต่างกันมาก บางเคสจบที่หลักพัน บางเคสจบที่หลักแสน จะใส่ตัวเลขไหนก็ดูไม่ถูกไปหมด สุดท้ายเลยเลือกใส่ศูนย์ไว้ก่อน

ปัญหาคือการใส่ value เป็นศูนย์เท่ากับบอกระบบ bidding ว่าทุก conversion มีค่าเท่ากันหมด ซึ่งขัดกับความจริงของธุรกิจอย่างสิ้นเชิง เคสที่ปรึกษาเรื่องทำหน้าใสธรรมดากับเคสที่ปรึกษาเรื่องศัลยกรรมใหญ่ มีมูลค่าที่ต่างกันมาก แต่ระบบ bidding มองไม่เห็นความต่างนี้เลยถ้า value เป็นศูนย์เหมือนกันหมด มันจึงพยายามหาปริมาณ lead ให้มากที่สุดโดยไม่สนใจคุณภาพหรือมูลค่าของแต่ละเคส

บทความนี้จะเจาะแนวทางออกแบบมูลค่า conversion สำหรับธุรกิจที่ไม่มีราคาตายตัว โดยเน้นว่าตัวเลขที่ใช้เป็นมูลค่าประมาณการหรือตัวแทนที่ต้องระบุชัดเจนว่าไม่ใช่ยอดขายจริงที่ยืนยันแล้ว

ทำไมใส่ value เป็นศูนย์ถึงแย่กว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ ‘ไม่มีข้อมูลเพิ่ม’

หลายคนคิดว่าใส่ value เป็นศูนย์ไม่เสียหายอะไร เพราะอย่างน้อยก็ยังนับ conversion ได้ปกติ แต่ในความเป็นจริง ถ้า conversion goal ที่เลือกใช้เป็น value-based optimization ระบบ bidding จะพยายามหาผู้ใช้ที่มีแนวโน้มสร้าง value สูงตามที่มันเห็นจากข้อมูลในอดีต ถ้าข้อมูลในอดีตทุกตัวมี value เป็นศูนย์เหมือนกันหมด มันไม่มีทางเรียนรู้ได้เลยว่าเคสแบบไหนมีแนวโน้มมูลค่าสูงกว่ากัน กลายเป็นว่าใช้ signal ที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยทั้งที่ตั้งใจใช้ value-based bidding

ผลที่ตามมาคือระบบจะปรับตัวไปเน้นหาปริมาณ lead ให้มากที่สุดในต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งอาจได้ lead จำนวนมากที่ไม่ได้มีแนวโน้มปิดดีลมูลค่าสูงเลย ตรงข้ามกับเป้าหมายที่ธุรกิจต้องการจริง ๆ คือได้เคสที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ไม่ใช่แค่จำนวน lead ที่เยอะขึ้น

แนวคิด proxy value: ใช้ตัวเลขที่สะท้อนความน่าจะเป็น ไม่ใช่ยอดขายจริง

เมื่อยังไม่รู้มูลค่าสุดท้ายของดีล ณ ตอนที่ต้องยิง event (เช่น ตอนลูกค้าจองนัดปรึกษา ซึ่งยังไม่ปิดการขาย) แนวทางที่ใช้ได้จริงคือกำหนด ‘มูลค่าตัวแทน’ ที่คำนวณจากข้อมูลที่มีอยู่ ณ ตอนนั้น เช่น ประเภทบริการที่ลูกค้าสนใจ (ถ้าระบุมาตอนจองนัด) คูณกับมูลค่าเฉลี่ยของบริการประเภทนั้นในอดีต หรือใช้คะแนน lead scoring ที่ทีมขายมีอยู่แล้วมาแปลงเป็นตัวเลขมูลค่าโดยประมาณ

จุดสำคัญคือตัวเลขนี้เป็นการประมาณการ ไม่ใช่ยอดขายจริงที่ยืนยันแล้ว ต้องระบุให้ชัดเจนในเอกสารภายในและการสื่อสารกับทีมว่าเป็น ‘ตัวเลขสมมติเพื่อการวิเคราะห์’ ไม่ใช่ revenue ที่รับรู้แล้วจริง เพื่อไม่ให้ทีมการตลาดหรือผู้บริหารเข้าใจผิดว่าตัวเลขที่เห็นใน dashboard คือยอดขายที่เกิดขึ้นแล้ว

วิธีคำนวณ proxy value ที่ใช้ได้จริงตามประเภทธุรกิจ

ประเภทธุรกิจแนวทางคำนวณ proxy valueข้อจำกัดที่ต้องระวัง
คลินิกความงาม/บริการสุขภาพใช้มูลค่าเฉลี่ยของบริการที่ลูกค้าระบุความสนใจตอนจองนัดต้องมีฟิลด์ระบุประเภทบริการตั้งแต่ตอนจอง ไม่งั้นคำนวณไม่ได้
อสังหาริมทรัพย์ใช้ราคาตั้งต้นของโครงการหรือยูนิตที่ลูกค้าสนใจ คูณด้วยอัตราปิดการขายเฉลี่ยของโครงการนั้นราคาตั้งต้นอาจต่างจากราคาปิดจริงมาก โดยเฉพาะเมื่อมีส่วนลดหรือโปรโมชัน
การศึกษา/คอร์สเรียนใช้มูลค่าคอร์สที่ลูกค้าสอบถาม คูณด้วยอัตรา conversion เฉลี่ยของคอร์สประเภทนั้นคอร์สราคาสูงมักมี conversion rate ต่ำกว่า ต้องแยกคำนวณตามช่วงราคา ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยรวม

เมื่อรู้มูลค่าจริงแล้ว ต้องอัปเดตกลับไปแทนค่าประมาณการเดิม

ขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้การกำหนด proxy value ตอนแรกคือ เมื่อดีลปิดจริงและรู้มูลค่าที่แท้จริงแล้ว ควรมีกลไกส่ง event ปรับยอดกลับไปแทนที่ตัวเลขประมาณการเดิม ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเลขตัวแทนที่อาจคลาดเคลื่อนค้างอยู่ในระบบตลอดไปโดยไม่แก้ไข วิธีการทำเรื่องนี้ใกล้เคียงกับหลักการของการส่งevent ปรับยอดเมื่อออเดอร์เปลี่ยนสถานะเพียงแต่ทิศทางตรงกันข้าม คือปรับจากค่าประมาณการไปเป็นค่าจริงแทนที่จะปรับเพราะยกเลิก

ธุรกิจที่มีรอบการขายยาว เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือ B2B ควรพิจารณาส่ง event หลายครั้งตามความคืบหน้าของดีล แทนที่จะรอส่งครั้งเดียวตอนปิดการขาย เพราะยิ่งรอนานเท่าไหร่ ระบบ bidding ก็ยิ่งขาดสัญญาณระหว่างทางในการเรียนรู้นานเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต้องออกแบบร่วมกับการวาง Lead Lifecycle ของธุรกิจอย่างรอบคอบ

ข้อควรระวัง: อย่าใช้ proxy value เพื่อ ‘โชว์ตัวเลขสวย’ ให้ผู้บริหาร

ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือ เมื่อทีมเริ่มมีอำนาจกำหนดตัวเลข proxy value เอง อาจเกิดแรงจูงใจให้ปรับตัวเลขให้ดูดีขึ้นเพื่อรายงานผลงานที่สวยงาม เช่น ตั้งมูลค่าเฉลี่ยสูงเกินความเป็นจริงเพื่อให้ ROAS ที่รายงานดูดี ซึ่งเป็นการบิดเบือนที่จะย้อนกลับมาทำร้ายการตัดสินใจทางธุรกิจในระยะยาว เพราะทั้งทีมการตลาดและระบบ bidding จะเรียนรู้จากข้อมูลที่ผิดเพี้ยน

วิธีป้องกันคือ ให้การกำหนดสูตรคำนวณ proxy value เป็นกระบวนการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยอิงจากข้อมูลย้อนหลังจริงของธุรกิจ ไม่ใช่ตัวเลขที่ใครคนใดคนหนึ่งกำหนดขึ้นเอง และควรทบทวนสูตรนี้เป็นระยะเมื่อมีข้อมูลย้อนหลังมากพอที่จะทำให้การประมาณการแม่นยำขึ้น

สูตรคำนวณ proxy value ควรทบทวนตามฤดูกาลด้วยไหม

ธุรกิจบางประเภทมีอัตราปิดการขายและมูลค่าเฉลี่ยที่แกว่งตามฤดูกาลอย่างชัดเจน เช่น คลินิกความงามที่ยอดปรึกษาเรื่องบางบริการพุ่งขึ้นช่วงก่อนเทศกาลสำคัญ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่อัตราปิดการขายเปลี่ยนไปตามช่วงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ถ้าสูตรคำนวณ proxy value ถูกกำหนดครั้งเดียวจากข้อมูลของช่วงเวลาหนึ่งแล้วใช้ตลอดทั้งปี ตัวเลขที่ได้อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงในบางช่วงเวลาเลย

แนวทางที่รอบคอบกว่าคือทบทวนสูตรคำนวณเป็นรอบ เช่น ทุกไตรมาส โดยเทียบอัตราปิดการขายและมูลค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาล่าสุดกับสูตรที่ใช้อยู่ ถ้าเบี่ยงเบนไปมากควรปรับปรุงสูตรให้ทันกับพฤติกรรมปัจจุบัน ธุรกิจที่มีข้อมูลเพียงพออาจไปไกลกว่านั้นด้วยการมีสูตรแยกตามช่วงเวลาของปีโดยตรง แต่สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ การทบทวนเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอแล้วที่จะไม่ให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนสะสมนานเกินไป

ควรมอบหมายให้มีเจ้าของกระบวนการนี้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบทบทวนสูตรคำนวณตามรอบที่กำหนด เพราะถ้าไม่มีใครรับผิดชอบชัดเจน งานทบทวนที่ดูเหมือนไม่เร่งด่วนแบบนี้มักถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนสูตรที่ใช้อยู่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น

ใช้ proxy value ร่วมกับสัญญาณอื่นได้ไหม ไม่ใช่พึ่งมูลค่าอย่างเดียว

ธุรกิจที่มีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าเพิ่มเติมนอกจากประเภทบริการที่สนใจ เช่น ช่องทางที่ลูกค้าติดต่อเข้ามา เวลาที่ใช้คุยกับแอดมินก่อนตัดสินใจนัด หรือคำตอบจากแบบสอบถามคัดกรองเบื้องต้น สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับปรุงความแม่นยำของ proxy value ให้ดีขึ้นกว่าการใช้แค่ประเภทบริการอย่างเดียว เพราะปัจจัยเหล่านี้มักมีความสัมพันธ์กับความน่าจะเป็นในการปิดดีลสำเร็จเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มปัจจัยหลายตัวเข้าไปในสูตรคำนวณต้องแลกกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในการดูแลและทำความเข้าใจ ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มใช้แนวคิด proxy value ควรเริ่มจากสูตรง่าย ๆ ที่มีปัจจัยหลักไม่กี่ตัวก่อน แล้วค่อยเพิ่มความซับซ้อนเมื่อพบว่าสูตรง่ายยังไม่แม่นยำพอ และมีข้อมูลเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าปัจจัยเพิ่มเติมนั้นช่วยปรับปรุงความแม่นยำได้จริง ไม่ใช่เพิ่มความซับซ้อนโดยไม่ได้ประโยชน์ที่ชัดเจนตอบแทน

สรุป

ธุรกิจที่ไม่มีราคาตายตัวไม่ควรมองว่าการไม่รู้มูลค่าที่แน่นอนแปลว่าต้องใส่ศูนย์หรือเลี่ยงการใส่ value ไปเลย เพราะนั่นเท่ากับทิ้งสัญญาณสำคัญที่ระบบ bidding ต้องการไปโดยเปล่าประโยชน์ การออกแบบมูลค่าตัวแทนที่สะท้อนความจริงของธุรกิจอย่างมีเหตุผล พร้อมระบุชัดว่าเป็นตัวเลขประมาณการ คือทางออกที่สมดุลกว่า

สิ่งที่ทำให้แนวทางนี้ยั่งยืนคือการอัปเดตค่าประมาณการด้วยมูลค่าจริงเมื่อรู้แล้ว ไม่ใช่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วปล่อยไว้ตลอดไป ธุรกิจที่ทำเรื่องนี้อย่างมีวินัยจะมีข้อมูลที่แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา ต่างจากธุรกิจที่มองข้ามและปล่อยให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนสะสมไปเรื่อย ๆ

  • ใส่ value เป็นศูนย์ทำให้ระบบ bidding ไม่มีสัญญาณแยกแยะเคสมูลค่าสูงกับต่ำ แย่กว่าที่คิด
  • ใช้ proxy value ที่คำนวณจากข้อมูล ณ ตอนที่มี พร้อมระบุชัดเสมอว่าเป็นตัวเลขประมาณการ ไม่ใช่ยอดขายจริง
  • เมื่อรู้มูลค่าจริงแล้ว ต้องส่ง event ปรับยอดกลับไปแทนค่าประมาณการเดิม ไม่ปล่อยให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนค้างอยู่ถาวร

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่มีข้อมูลย้อนหลังพอที่จะคำนวณ proxy value เลย ควรทำยังไง

ในช่วงแรกที่ยังไม่มีข้อมูลย้อนหลังเพียงพอ อาจเริ่มจากใช้ Qualified Lead เป็น conversion goal หลักแทนการใช้ value-based optimization ไปก่อน แล้วเริ่มเก็บข้อมูลมูลค่าดีลจริงควบคู่ไปด้วย เมื่อมีข้อมูลมากพอค่อยพัฒนาสูตรคำนวณ proxy value ที่แม่นยำขึ้นในภายหลัง

ใช้ proxy value กับทุกแพลตฟอร์มโฆษณาเหมือนกันได้ไหม

หลักการคำนวณสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ต้องตรวจสอบว่าแต่ละแพลตฟอร์มรองรับการอัปเดตมูลค่าย้อนหลังในรูปแบบเดียวกันหรือไม่ เพราะกลไกการปรับ value ภายหลังของแต่ละแพลตฟอร์มอาจแตกต่างกันตามที่ระบุไว้ในเอกสารล่าสุดของแต่ละเจ้า

proxy value ที่คลาดเคลื่อนมาก จะทำให้ระบบ bidding แย่ลงกว่าการใส่ศูนย์ไหม

ถ้า proxy value คลาดเคลื่อนแบบสุ่มไม่มีรูปแบบ อาจให้สัญญาณที่สับสนกว่าการใส่ศูนย์เสียอีก แต่ถ้าคลาดเคลื่อนแบบมีทิศทางที่สม่ำเสมอ (เช่น สูงกว่าจริงเท่ากันทุกเคส) ยังพอมีประโยชน์ในการแยกแยะเคสมูลค่าสูงกับต่ำสัมพัทธ์กันได้ จุดสำคัญคือควรทดสอบและปรับปรุงสูตรคำนวณอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ตั้งครั้งเดียวแล้วปล่อยไว้ตลอดไป

ต้องบอกทีมการตลาดหรือผู้บริหารว่าตัวเลขที่เห็นเป็น proxy value ไหม

ควรบอกอย่างชัดเจนเสมอ เพราะถ้าไม่บอก อาจมีคนเข้าใจผิดว่าตัวเลขในรายงานคือยอดขายจริงที่ยืนยันแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจที่ผิดพลาดได้ ควรระบุป้ายกำกับชัดเจนในทุกรายงานที่ใช้ตัวเลขประเภทนี้

ธุรกิจขายสินค้าราคาตายตัวอย่างอีคอมเมิร์ซ ต้องสนใจเรื่องนี้ไหม

ธุรกิจที่มีราคาสินค้าตายตัวชัดเจนสามารถใช้ราคาจริงเป็น value ได้เลยโดยไม่ต้องคำนวณ proxy value เรื่องนี้เกี่ยวข้องเฉพาะกับธุรกิจบริการหรือธุรกิจที่มูลค่าดีลไม่แน่นอนและรู้มูลค่าจริงหลังจากช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

ควรเริ่มใช้ Purchase value เป็น conversion goal หลักตอนไหน

ควรเริ่มเมื่อมีปริมาณข้อมูลมูลค่าจริงมากพอและสม่ำเสมอพอที่ระบบจะเรียนรู้ได้ ถ้าปริมาณข้อมูลยังน้อยหรือมูลค่ามีความแปรปรวนสูงเกินไป อาจยังต้องใช้ Qualified Lead หรือ event ต้นทางกว่านั้นเป็นสัญญาณหลักไปก่อนตามหลักการเลือก conversion goal ที่เหมาะกับปริมาณและคุณภาพข้อมูลที่มีอยู่จริง

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เชื่อมข้อมูลแอดเข้า LINE กับระบบ ERP แล้วยอดขายที่โชว์ในสองระบบไม่ตรงกัน ตรวจตรงไหนก่อน

เชื่อมข้อมูลแอดเข้า LINE กับระบบ ERP แล้วยอดขายที่โชว์ในสองระบบไม่ตรงกัน ตรวจตรงไหนก่อน

โรงงานและธุรกิจ B2B ที่เชื่อมข้อมูลคำสั่งซื้อจาก ERP กลับไปยืนยันคอนเวอร์ชั่นในแอด มักเจอเลขไม่ตรงกันเพราะจังหวะเวลาบันทึกข้อมูลของสองระบบไม่เหมือนกัน
ยอดขายหน้าร้านจากเครื่อง POS กับคอนเวอร์ชั่นที่แอดยิงเข้า LINE รายงาน ไม่เท่ากัน ปัญหาอยู่ตรงไหน

ยอดขายหน้าร้านจากเครื่อง POS กับคอนเวอร์ชั่นที่แอดยิงเข้า LINE รายงาน ไม่เท่ากัน ปัญหาอยู่ตรงไหน

ร้านค้าปลีกที่ลูกค้าทักไลน์สอบถามก่อนแล้วค่อยมาซื้อที่หน้าร้าน มักเจอปัญหายอด POS กับยอดที่แอดรายงานไม่ตรงกัน เพราะจุดจ่ายเงินจริงกับจุดที่เริ่มสนใจสินค้าอยู่คนละที่
ธุรกิจพรีออเดอร์นำเข้า ลูกค้าโอนเงินล่วงหน้าแต่ของยังไม่มา ส่งยอด Conversion ช้าจนแพลตฟอร์มไม่รับ

ธุรกิจพรีออเดอร์นำเข้า ลูกค้าโอนเงินล่วงหน้าแต่ของยังไม่มา ส่งยอด Conversion ช้าจนแพลตฟอร์มไม่รับ

ร้านพรีออเดอร์/นำเข้าสินค้าเก็บเงินลูกค้าล่วงหน้าแล้วรอของหลายสัปดาห์ก่อนส่งยอด conversion เข้าระบบ พอถึงเวลาส่งจริงกลับเลยเวลาที่แพลตฟอร์มยอมรับไปแล้ว บทความนี้แก้ปัญหาด้วยการแยกจุดยิง conversion สองจังหวะ