← กลับไปหน้าบทความ
ส่ง Conversion กลับ

ลูกค้าถามว่าทำไมยอดขายไปติดเครดิตให้แคมเปญที่ไม่เกี่ยวข้องเลย

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 2 นาที
ลูกค้าถามว่าทำไมยอดขายไปติดเครดิตให้แคมเปญที่ไม่เกี่ยวข้องเลย
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Attribution ที่ผิดพลาดมักเกิดจากโมเดลการให้เครดิตที่แพลตฟอร์มใช้ เช่น Last-Click Attribution ที่ให้เครดิตทั้งหมดกับจุดสัมผัสสุดท้ายก่อนซื้อ ทำให้แคมเปญที่ลูกค้าเห็นตอนแรกไม่ได้รับเครดิตเลย แม้จะเป็นตัวจุดประกายความสนใจจริง

เจ้าของธุรกิจที่รันแคมเปญโฆษณาหลายตัวพร้อมกันมักเจอสถานการณ์ที่สร้างความสงสัยอย่างมาก เมื่อยอดขายที่คาดว่าน่าจะมาจากแคมเปญ A กลับถูกระบบนับเครดิตให้แคมเปญ B ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายนั้นเลย

สถานการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นในการประชุมรายงานผลประจำเดือน เมื่อเจ้าของธุรกิจเปิดดู Dashboard แล้วพบว่าแคมเปญที่เพิ่งเริ่มรันได้ไม่กี่วันกลับมีตัวเลขยอดขายสูงลิบ ในขณะที่แคมเปญหลักที่ลงทุนไปมากและรันมานานหลายเดือนกลับมีตัวเลขยอดขายต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก จนเกิดคำถามว่าทีมงานกำลังเสียเงินไปกับแคมเปญที่ไม่ได้ผลจริงหรือเปล่า

คำถามที่พบบ่อยจากลูกค้าคือทำไมแคมเปญที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่กี่วันถึงได้เครดิตยอดขายสูงผิดปกติ ทั้งที่แคมเปญหลักที่รันมานานและมีงบประมาณสูงกว่ากลับได้เครดิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และในหลายกรณีลูกค้าเริ่มตั้งคำถามว่าควรตัดงบประมาณจากแคมเปญหลักไปให้แคมเปญใหม่ที่ดูเหมือนทำผลงานดีกว่าหรือไม่ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่อันตรายหากไม่เข้าใจกลไกเบื้องหลังตัวเลขที่เห็น

บทความนี้อธิบายกลไก Attribution ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ และวิธีตีความข้อมูลให้ถูกต้องมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตัดสินใจเรื่องงบประมาณผิดพลาดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับที่มาของตัวเลข

หลักการทำงานของ Attribution Model

Attribution Model คือกฎเกณฑ์ที่แพลตฟอร์มโฆษณาใช้ตัดสินว่าจะให้เครดิตยอดขายกับจุดสัมผัส (Touchpoint) ไหนบ้างเมื่อลูกค้าคนหนึ่งมีการเห็นหรือคลิกโฆษณาหลายครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ โมเดลที่พบบ่อยที่สุดคือ Last-Click Attribution ซึ่งให้เครดิตทั้งหมดกับจุดสัมผัสสุดท้ายก่อนการซื้อเกิดขึ้น

ปัญหาคือ Last-Click Attribution ไม่ได้สะท้อนความจริงที่ว่าลูกค้าอาจเห็นแคมเปญ A ก่อนแล้วเกิดความสนใจ จากนั้นค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและมาคลิกแคมเปญ B ในภายหลังก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้แคมเปญ B ได้เครดิตทั้งหมดทั้งที่จริง ๆ แล้วแคมเปญ A เป็นตัวจุดประกายความสนใจตั้งแต่แรก คำถามที่ว่าแคมเปญไหนกันแน่ที่ขับเคลื่อนยอดขายใน LINEจึงตอบได้ยากกว่าที่คิดหากดูแค่ตัวเลขเครดิตสุดท้าย

ในความเป็นจริง เส้นทางการตัดสินใจซื้อของลูกค้าแทบไม่เคยเป็นเส้นตรงง่าย ๆ แบบเห็นโฆษณาครั้งเดียวแล้วซื้อทันที ลูกค้าส่วนใหญ่มีการสัมผัสแบรนด์หลายครั้งผ่านหลายช่องทางก่อนตัดสินใจซื้อจริง เช่น เห็นโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมทาง Google อ่านรีวิวจากเว็บไซต์อื่น แล้วสุดท้ายมาคลิกโฆษณา Retargeting ก่อนซื้อ ซึ่งโมเดล Last-Click จะมองไม่เห็นความซับซ้อนทั้งหมดนี้ และให้เครดิตเฉพาะจุดสัมผัสสุดท้ายเท่านั้น

สถานการณ์ที่พบบ่อยจนทำให้ Attribution ดูผิดปกติ

  • ลูกค้าเห็นแคมเปญ Brand Awareness ก่อน แล้วมาคลิกแคมเปญ Retargeting ที่ตามมาทีหลังก่อนซื้อ ทำให้แคมเปญ Retargeting ได้เครดิตทั้งหมด
  • ลูกค้าคลิกโฆษณาจากหลายแพลตฟอร์ม เช่น ทั้ง Facebook และ Google ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ละแพลตฟอร์มมักนับเครดิตให้ตัวเองเต็มจำนวนตามกฎของตัวเอง โดยไม่รู้ว่ามีอีกแพลตฟอร์มเกี่ยวข้องด้วย
  • หน้าต่างเวลาการนับเครดิต (Attribution Window) ที่ตั้งค่าไว้สั้นหรือยาวเกินไป ทำให้จุดสัมผัสที่เกิดขึ้นนอกช่วงเวลานั้นไม่ถูกนับเครดิตเลย แม้จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อจริง

ปัญหาการนับเครดิตซ้ำข้ามแพลตฟอร์ม

เมื่อธุรกิจรันโฆษณาบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน แต่ละแพลตฟอร์มมักมองไม่เห็นข้อมูลของแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งคือปัญหาการนับเครดิตซ้ำข้ามแพลตฟอร์มโดยตรง ทำให้แต่ละแพลตฟอร์มนับเครดิตยอดขายเดียวกันให้กับตัวเองเต็มจำนวนตามโมเดล Attribution ของตัวเอง ผลลัพธ์คือเมื่อรวมยอดขายที่แต่ละแพลตฟอร์มรายงานเข้าด้วยกัน ตัวเลขรวมจะสูงกว่ายอดขายจริงในระบบหลังบ้านมาก

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่เป็นข้อจำกัดของการที่แต่ละแพลตฟอร์มมองเห็นข้อมูลเฉพาะฝั่งตัวเองเท่านั้น การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยระบบวิเคราะห์ข้อมูลกลางที่รวบรวมข้อมูลจากทุกแพลตฟอร์มมาเปรียบเทียบกัน แทนที่จะเชื่อตัวเลขจากแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ทีมงานที่เข้าใจข้อจำกัดนี้ควรตั้งความคาดหวังตั้งแต่ต้นว่าผลรวมของยอดขายจากทุกแพลตฟอร์มโฆษณาจะไม่มีทางเท่ากับยอดขายจริงในระบบหลังบ้านพอดี และควรใช้ยอดขายจริงจากระบบหลังบ้านเป็นตัวเลขอ้างอิงหลักเสมอ ส่วนตัวเลขจากแต่ละแพลตฟอร์มควรมองเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบระหว่างแคมเปญภายในแพลตฟอร์มเดียวกันมากกว่าที่จะนำมารวมกันตรง ๆ

ตัวอย่างสมมติ: เส้นทางลูกค้าที่ทำให้ Attribution ดูผิดปกติ

ลำดับจุดสัมผัสเหตุการณ์ (ตัวอย่างสมมติ)เครดิตที่ระบบให้
1เห็นโฆษณา Brand Awareness บน Facebook แต่ไม่คลิกไม่ได้เครดิตเลยในโมเดล Last-Click
2ค้นหาชื่อแบรนด์ใน Google แล้วคลิกโฆษณา Searchยังไม่ได้เครดิตเพราะยังไม่ใช่จุดสัมผัสสุดท้าย
3คลิกโฆษณา Retargeting บน LINE แล้วซื้อทันทีได้เครดิตยอดขายทั้งหมด 100%

มุมมองจากทีมที่อธิบายเรื่องนี้ให้ลูกค้าฟังบ่อยที่สุด

ทีมที่ดูแลแคมเปญให้ลูกค้าหลายรายมักต้องอธิบายเรื่อง Attribution Model ให้ลูกค้าเข้าใจอยู่เสมอ เพราะลูกค้ามักคาดหวังว่าตัวเลขที่แพลตฟอร์มรายงานจะสะท้อนความจริงทั้งหมด ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นเพียงมุมมองหนึ่งตามกฎเกณฑ์ที่แพลตฟอร์มนั้นกำหนดไว้เท่านั้น

บทเรียนสำคัญคือควรอธิบายข้อจำกัดของ Attribution Model ให้ลูกค้าเข้าใจตั้งแต่เริ่มโครงการ แทนที่จะรอให้ลูกค้าสงสัยเองแล้วมาถามทีหลัง เพราะการอธิบายล่วงหน้าช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความไว้วางใจระหว่างทีมงานกับลูกค้าได้มากกว่า

การเลือก Attribution Model ที่เหมาะกับธุรกิจ

นอกจาก Last-Click Attribution แล้ว ยังมีโมเดลอื่นที่ให้เครดิตกระจายไปตามจุดสัมผัสต่าง ๆ เช่น Linear Attribution ที่แบ่งเครดิตเท่ากันทุกจุดสัมผัส หรือ Time Decay Attribution ที่ให้เครดิตมากขึ้นกับจุดสัมผัสที่ใกล้การซื้อมากกว่า ซึ่งต่างจากการดูAttribution ระดับแคมเปญแบบตรงไปตรงมา การเลือกโมเดลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะเส้นทางการตัดสินใจซื้อของลูกค้าแต่ละธุรกิจ

  • ธุรกิจที่มีเส้นทางการตัดสินใจซื้อสั้น เช่น สินค้าราคาไม่สูง อาจใช้ Last-Click ได้โดยไม่บิดเบือนความจริงมากนัก
  • ธุรกิจที่มีเส้นทางการตัดสินใจซื้อยาว เช่น สินค้าราคาสูงหรือบริการที่ต้องพิจารณานาน ควรพิจารณาโมเดลที่กระจายเครดิตมากกว่าเพื่อสะท้อนอิทธิพลของทุกจุดสัมผัส
  • การเปลี่ยนไปใช้โมเดลที่กระจายเครดิตไม่ได้แปลว่าตัวเลขจะแม่นยำสมบูรณ์แบบทันที เพราะยังคงมีข้อจำกัดเรื่องการมองไม่เห็นข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มอยู่เช่นเดิม แต่จะช่วยให้ทีมงานเห็นภาพที่สมดุลขึ้นภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน ลดความเสี่ยงที่จะตัดสินใจตัดงบประมาณจากแคมเปญที่มีบทบาทสำคัญในช่วงต้นของเส้นทางลูกค้าโดยไม่รู้ตัว

ความเสี่ยงเมื่อใช้ตัวเลข Attribution ตัดสินใจงบประมาณโดยไม่เข้าใจข้อจำกัด

เมื่อทีมงานเห็นตัวเลขที่แคมเปญใหม่ได้เครดิตยอดขายสูงผิดปกติจากปรากฏการณ์ Last-Click Attribution แล้วรีบตัดสินใจโยกงบประมาณจากแคมเปญหลักไปให้แคมเปญใหม่ทั้งหมด อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่ลงในระยะยาว เพราะแคมเปญหลักที่ถูกตัดงบประมาณอาจเป็นตัวสร้างความสนใจเริ่มต้นที่แท้จริง เมื่อไม่มีแคมเปญนี้อีกต่อไป แคมเปญ Retargeting ที่เคยได้เครดิตสูงก็จะไม่มีลูกค้าใหม่ให้ Retarget อีกเช่นกัน

สถานการณ์นี้เรียกได้ว่าเป็นกับดักของตัวเลขที่ดูดีเกินจริง ทีมงานจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนตัดสินใจปรับงบประมาณใหญ่จากตัวเลข Attribution เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อเห็นแคมเปญใหม่มีผลงานดีขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติในช่วงเวลาสั้น ๆ

วิธีอธิบายเรื่อง Attribution ให้ลูกค้าเข้าใจง่ายขึ้น

  • ใช้การเปรียบเทียบง่าย ๆ เช่น เปรียบ Attribution เหมือนการให้เครดิตความดีความชอบกับคนที่ปิดการขายสุดท้าย ทั้งที่จริง ๆ อาจมีคนหลายคนช่วยกันโน้มน้าวลูกค้าตลอดกระบวนการ
  • แสดงตัวอย่างเส้นทางลูกค้าจริงที่มีหลายจุดสัมผัสให้ลูกค้าดูประกอบ เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมตัวเลขจึงกระจุกอยู่ที่จุดสัมผัสสุดท้ายเพียงจุดเดียว
  • แนะนำให้พิจารณาตัวเลขยอดขายรวมของธุรกิจในภาพรวมควบคู่กับแดชบอร์ด Attribution รายแคมเปญ แทนที่จะดูตัวเลขรายแคมเปญเพียงอย่างเดียวโดยไม่มองภาพรวม

ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะ… บทเรียนจากทีมที่เจอปัญหาซ้ำ

  • เชื่อตัวเลขจากแพลตฟอร์มเดียวโดยไม่เปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น — พังเพราะตัดสินใจปรับงบประมาณผิดพลาดจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
  • ไม่อธิบายข้อจำกัดของ Attribution Model ให้ลูกค้าเข้าใจตั้งแต่แรก — พังเพราะลูกค้าสูญเสียความเชื่อมั่นเมื่อพบว่าตัวเลขไม่ตรงกับที่คาดหวัง
  • ใช้ Last-Click Attribution กับธุรกิจที่มีเส้นทางการตัดสินใจซื้อยาว — พังเพราะไม่สะท้อนอิทธิพลของแคมเปญที่จุดประกายความสนใจตั้งแต่ต้น
  • โยกงบประมาณทั้งหมดไปหาแคมเปญที่ดูเหมือนได้เครดิตสูงโดยไม่วิเคราะห์ที่มาของตัวเลข — พังเพราะตัดแคมเปญที่สร้างความสนใจเริ่มต้นออกไป ทำให้ทั้งระบบเสียสมดุลในระยะยาว

สรุป

ปรากฏการณ์ที่ยอดขายไปติดเครดิตให้แคมเปญที่ดูไม่เกี่ยวข้องมักเกิดจากโมเดล Attribution ที่แพลตฟอร์มใช้ เช่น Last-Click ที่ให้เครดิตทั้งหมดกับจุดสัมผัสสุดท้าย โดยไม่สะท้อนอิทธิพลของจุดสัมผัสก่อนหน้าที่จุดประกายความสนใจตั้งแต่ต้น

การตีความข้อมูล Attribution ให้ถูกต้องต้องเข้าใจข้อจำกัดของแต่ละโมเดล และไม่ควรเชื่อตัวเลขจากแพลตฟอร์มเดียวโดยไม่เปรียบเทียบกับข้อมูลจากช่องทางอื่นและระบบหลังบ้าน ควรใช้ยอดขายจริงจากระบบหลังบ้านเป็นตัวเลขอ้างอิงหลักเสมอ

  • Attribution ที่ดูผิดปกติมักเกิดจากโมเดลการให้เครดิต เช่น Last-Click ไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิคเสมอไป และไม่ควรรีบโยกงบประมาณจากตัวเลขที่ดูดีเกินจริงโดยไม่วิเคราะห์เส้นทางลูกค้าก่อน
  • แต่ละแพลตฟอร์มไม่เห็นข้อมูลของกันและกัน จึงมักนับเครดิตยอดขายเดียวกันให้ตัวเองเต็มจำนวน
  • ควรเลือก Attribution Model ให้เหมาะกับเส้นทางการตัดสินใจซื้อของธุรกิจ และอธิบายข้อจำกัดนี้ให้ลูกค้าเข้าใจตั้งแต่ต้น

คำถามที่พบบ่อย

Attribution Window คืออะไรและสำคัญอย่างไร

Attribution Window คือช่วงเวลาที่แพลตฟอร์มจะนับเครดิตย้อนหลังจากการซื้อ เช่น 7 วันหลังคลิกหรือ 1 วันหลังเห็นโฆษณา หากตั้งค่าสั้นเกินไป จุดสัมผัสที่มีอิทธิพลจริงแต่เกิดขึ้นนอกช่วงเวลานี้จะไม่ถูกนับเครดิตเลย การตั้งค่าที่เหมาะสมควรพิจารณาจากความยาวเฉลี่ยของเส้นทางการตัดสินใจซื้อของธุรกิจนั้น ๆ

ควรเชื่อตัวเลขจากแพลตฟอร์มไหนมากที่สุด

ไม่ควรเชื่อแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเพียงอย่างเดียว ควรใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลกลางที่รวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางมาเปรียบเทียบ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด

ทำไมยอดขายรวมจากทุกแพลตฟอร์มถึงสูงกว่ายอดขายจริงในระบบหลังบ้าน

เพราะแต่ละแพลตฟอร์มไม่เห็นข้อมูลของกันและกัน จึงมักนับเครดิตยอดขายเดียวกันให้ตัวเองเต็มจำนวน เมื่อรวมตัวเลขจากทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันจึงเกิดการนับซ้ำโดยธรรมชาติของระบบ ไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค

ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลกลางไหม

ขึ้นอยู่กับจำนวนช่องทางโฆษณาที่ใช้งาน หากรันแคมเปญเพียงแพลตฟอร์มเดียว ความจำเป็นอาจไม่สูงมาก แต่หากใช้หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ระบบวิเคราะห์ข้อมูลกลางจะช่วยให้ตัดสินใจเรื่องงบประมาณได้แม่นยำขึ้นมาก และลดความเสี่ยงจากการตีความตัวเลขที่นับซ้ำข้ามแพลตฟอร์มผิดพลาด

ควรเปลี่ยน Attribution Model บ่อยแค่ไหน

ไม่ควรเปลี่ยนบ่อยเกินไปเพราะจะทำให้เปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างช่วงเวลาได้ยาก ควรเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจตั้งแต่ต้นและใช้อย่างสม่ำเสมอ เว้นแต่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะเส้นทางการซื้อของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ

ถ้าเห็นแคมเปญใหม่มีผลงานดีขึ้นเร็วผิดปกติ ควรทำอย่างไรก่อนตัดสินใจโยกงบ

ควรตรวจสอบก่อนว่าตัวเลขที่ดีขึ้นนั้นมาจากปรากฏการณ์ Last-Click Attribution ที่แคมเปญใหม่ได้เครดิตจากจุดสัมผัสสุดท้ายหรือไม่ โดยดูเส้นทางลูกค้าประกอบ แทนที่จะตัดสินใจโยกงบประมาณทั้งหมดทันทีจากตัวเลขที่เห็นเพียงผิวเผิน

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แดชบอร์ดโฆษณาขึ้น ROAS 8 เท่า แต่บัญชีธนาคารกลับไม่ได้บวกตามนั้น แก้ยังไง

แดชบอร์ดโฆษณาขึ้น ROAS 8 เท่า แต่บัญชีธนาคารกลับไม่ได้บวกตามนั้น แก้ยังไง

เจ้าของร้านเปิด Dashboard แล้วเห็นตัวเลข ROAS สูงถึง 8 เท่า แต่พอเช็คยอดขายจริงในบัญชีธนาคารกลับไม่ตรงกันเลย บทความนี้ไล่สาเหตุที่ทำให้ตัวเลข ROAS จากแพลตฟอร์มโฆษณาไม่สะท้อนรายได้จริงของธุรกิจ
รองรับ Lead หลายสถานะ ส่ง conversion กลับ TikTok จาก LINE ให้ตัวเลขไม่มั่ว

รองรับ Lead หลายสถานะ ส่ง conversion กลับ TikTok จาก LINE ให้ตัวเลขไม่มั่ว

Lead จาก TikTok มีตั้งแต่ทักถามเฉย ๆ ไปจนถึงพร้อมซื้อ แต่ถ้าส่ง Event เดียวกันกลับไปทุกสถานะ ตัวเลขที่ TikTok ใช้ Optimize จะไม่สะท้อนคุณภาพจริง บทความนี้ชวนดูว่าระบบส่ง conversion กลับ TikTok จาก LINE ควรรองรับ Lead หลายสถานะยังไง
ส่ง Conversion กลับ Google Ads จาก LINE ด้วย Offline Import กับกรอกมือ ต่างกันตรงไหน

ส่ง Conversion กลับ Google Ads จาก LINE ด้วย Offline Import กับกรอกมือ ต่างกันตรงไหน

ทีมแอดมินต้องเปิดสเปรดชีตแล้วอัปโหลด Conversion เข้า Google Ads เองทุกสัปดาห์ งานซ้ำแบบนี้ลดได้ด้วยระบบยิง conversion กลับ Google Ads จาก LINE แต่ก่อนเปลี่ยนต้องเข้าใจว่าสองวิธีนี้ต่างกันตรงไหนและมีเงื่อนไขอะไรบ้าง