← กลับไปหน้าบทความ
ส่ง Conversion กลับ

เว็บมีคนเข้าวันละหลายร้อย แต่ไม่รู้เลยว่าใครมาจาก Organic ใครมาจากแอด

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:50อัปเดต 12 ส.ค. 04:50อ่าน 3 นาที
เว็บมีคนเข้าวันละหลายร้อย แต่ไม่รู้เลยว่าใครมาจาก Organic ใครมาจากแอด
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การวัด customer journey จากเว็บเข้า LINE เมื่อ Organic กับ Paid ใช้ LINE OA เดียวกัน ต้องแยก Tracking Link หรือ UTM ตามช่องทางตั้งแต่บนเว็บก่อนจะพาไปยังปุ่มแชท ไม่ใช่ใช้ปุ่มเดียวหรือ QR เดียวกันทั้งเว็บ เพราะถ้าใช้ปลายทางเดียวกันหมด ระบบจะแยกไม่ออกว่าใครมาจากช่องทางไหน

เว็บไซต์คลินิกความงามแห่งหนึ่งมีคนเข้าเว็บเฉลี่ยวันละ 300-400 คน ครึ่งหนึ่งมาจากการค้นหาใน Google แบบ Organic อีกครึ่งมาจากแคมเปญ Google Ads ที่จ่ายเงินยิงอยู่ ทั้งสองกลุ่มเมื่อกดปุ่ม ‘แชทเลย’ บนเว็บ ต่างก็ไปโผล่ที่ LINE OA เดียวกันหมด

พอถึงสิ้นเดือน เจ้าของคลินิกอยากรู้ว่าเงินค่าแอดที่จ่ายไปคุ้มไหมเมื่อเทียบกับที่คนมาจาก Organic ฟรี ๆ แต่คำตอบที่ได้คือ ‘บอกไม่ได้ครับ เพราะทักเข้า LINE ที่เดียวกันหมด แยกไม่ออกว่าใครมาจากไหน’

นี่คือปัญหาคลาสสิกของธุรกิจที่มีทั้งเว็บไซต์และ LINE OA พร้อมกัน บทความนี้จะพาไล่วิธีวัด customer journey จากเว็บเข้า LINE ให้แยก Organic กับ Paid ออกจากกันได้ แม้จะใช้ LINE OA เดียวกันก็ตาม

ใช้ LINE OA เดียวกันได้ แต่ต้องแยกทางเข้าให้ชัด

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องแยก LINE OA ตามช่องทางที่มา เพราะการมีหลาย OA จะยิ่งเพิ่มความยุ่งยากในการจัดการแอดมินและ Rich Menu โดยไม่จำเป็น สิ่งที่ต้องแยกจริง ๆ คือ ‘ทางเข้า’ ก่อนถึง LINE ไม่ใช่ตัว LINE OA เอง

การแยกทางเข้าหมายถึงการทำให้ปุ่มหรือลิงก์ที่พาไปยัง LINE บนหน้าเว็บแต่ละจุดมีค่าพารามิเตอร์ที่ต่างกันตามที่มาของผู้เข้าชม เพื่อให้เมื่อมีคนกดปุ่มนั้น ระบบรู้ได้ว่าคนคนนี้เข้าเว็บมาจากช่องทางไหนก่อนที่จะกดไปทัก LINE

ใช้ข้อมูล Session บนเว็บกำหนดค่าที่ส่งไปให้ปุ่ม LINE

วิธีที่ใช้ได้จริงคือดึงค่า UTM หรือ Referrer ที่ติดมากับ Session ของผู้เข้าชมตอนเข้าเว็บ แล้วนำค่านั้นไปต่อท้าย Tracking Link ของปุ่มแชทโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ปุ่มเดียวกันบนหน้าเว็บส่งค่าต่างกันตามที่มาของแต่ละคน

ถ้าผู้เข้าชมมาจากแคมเปญ Google Ads ที่มี UTM หรือ GCLID ติดมา ปุ่มแชทจะพาค่าพารามิเตอร์เหล่านั้นไปด้วย ถ้าผู้เข้าชมมาจากการค้นหาแบบ Organic ที่ไม่มี UTM ติดมา ระบบสามารถกำหนดค่าเริ่มต้นให้เป็น Organic แทน ทำให้แยกสองกลุ่มออกจากกันได้โดยที่ผู้ใช้ยังกดปุ่มเดียวกันบนหน้าเดียวกัน ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่พูดถึงในการแยก Direct กับ Referral ใน GA4 ก่อนเข้า LINE

ความต่างของพฤติกรรมกลุ่ม Organic กับ Paid ที่ควรรู้

  • กลุ่ม Organic มักมาจากการค้นหาด้วยความตั้งใจของตัวเอง จึงมักมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการมาระดับหนึ่งก่อนแล้ว
  • กลุ่ม Paid อาจมาจากการเห็นโฆษณาแบบไม่ได้ตั้งใจค้นหาเอง บางคนยังไม่มีความรู้พื้นฐานมากนัก ทำให้ต้องใช้เวลาอธิบายมากกว่า
  • ต้นทุนของสองกลุ่มต่างกันมาก กลุ่ม Organic แทบไม่มีต้นทุนค่าคลิกโดยตรง ในขณะที่กลุ่ม Paid มีต้นทุนค่าแอดที่ต้องนำมาคำนวณในการประเมินความคุ้มค่า
  • อัตราการปิดการขายของสองกลุ่มอาจต่างกันไปตามธุรกิจ บางธุรกิจกลุ่ม Organic ปิดการขายง่ายกว่าเพราะมีความตั้งใจสูงกว่า บางธุรกิจกลุ่ม Paid ปิดง่ายกว่าเพราะโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อได้ตรงกว่า

เปรียบเทียบ Journey ของสองกลุ่มแบบเห็นภาพ

ขั้นตอนกลุ่ม Organicกลุ่ม Paid
เข้าเว็บค้นหาเองใน Googleคลิกจากโฆษณา
กดปุ่มแชทมักมีข้อมูลพื้นฐานมาก่อนอาจต้องอธิบายเพิ่มเติมมากกว่า
ต้นทุนแทบไม่มีต้นทุนค่าคลิกมีค่าแอดต่อคลิกที่ต้องคำนวณ
การประเมินความคุ้มค่าดูเวลาและแรงที่ใช้ทำ SEO/Contentดู ROAS และ CPQL เทียบงบที่จ่าย

อย่าเอาสองกลุ่มมาเทียบกันแบบไม่เป็นธรรม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยหลังแยกข้อมูลได้แล้วคือการเอากลุ่ม Organic กับ Paid มาเทียบกันตรง ๆ แล้วสรุปว่ากลุ่มไหน ‘ดีกว่า’ โดยไม่คำนึงถึงบริบทที่ต่างกัน เพราะกลุ่ม Organic ไม่มีต้นทุนค่าคลิกที่จับต้องได้ชัดเจนเหมือนกลุ่ม Paid ในขณะที่กลุ่ม Paid มีต้นทุนที่คำนวณ ROAS ได้ตรงไปตรงมากว่า

การเปรียบเทียบที่เป็นธรรมกว่าคือการดูว่าแต่ละกลุ่มทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับเป้าหมายของช่องทางนั้น เช่น กลุ่ม Organic ควรถูกประเมินจากคุณภาพเนื้อหาและอันดับการค้นหา ส่วนกลุ่ม Paid ควรถูกประเมินจาก Cost per Qualified Lead และ ROAS มากกว่าจะเอามาแข่งกันเป็นตัวเลขเดียว

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มแยก Journey สองกลุ่มนี้

  1. ตรวจว่าเว็บไซต์มีการติดตั้ง GA4 หรือระบบที่เก็บ Session และ UTM ของผู้เข้าชมได้ถูกต้องก่อน
  2. ออกแบบให้ปุ่มหรือ Tracking Link ที่พาไป LINE ดึงค่าพารามิเตอร์จาก Session นั้นมาต่อท้ายโดยอัตโนมัติ แทนที่จะใช้ลิงก์คงที่ตัวเดียวทั้งเว็บ
  3. ทดสอบเข้าเว็บจากทั้งสองช่องทาง คือค้นหาแบบ Organic และคลิกจากโฆษณา แล้วตรวจว่าเมื่อกดปุ่มแชท ค่าที่ติดไปกับลิงก์ถูกต้องตรงกับที่มาจริง
  4. แจ้งทีมแอดมินว่าเมื่อเห็นค่าที่มาต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคุยกับลูกค้า เพียงแค่บันทึกสถานะตามปกติ เพราะระบบจะแยกที่มาให้อัตโนมัติอยู่แล้วจากค่าที่ติดมา

ข้อจำกัดเมื่อลูกค้าดูเว็บจากคอมแต่ทักผ่านมือถือ (Cross-device)

อีกข้อจำกัดที่ควรรู้ไว้ล่วงหน้าคือพฤติกรรมข้ามอุปกรณ์ (Cross-device) ของลูกค้า เช่น ลูกค้าเปิดเว็บดูรายละเอียดสินค้าจากคอมพิวเตอร์ที่ทำงานในตอนกลางวัน แล้วกลับมาทัก LINE ผ่านมือถือตอนเย็นที่บ้านอีกที Session ที่เก็บ UTM ไว้บนคอมพิวเตอร์จะไม่ตามไปถึงมือถือเครื่องนั้นโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นอุปกรณ์คนละเครื่องที่ไม่มีอะไรเชื่อมกันในทางเทคนิค

ผลที่เกิดขึ้นคือ Lead รายนี้จะถูกบันทึกเป็น Direct หรือ Unknown Source ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีจุดเริ่มต้นมาจากแคมเปญบนคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตอนกลางวัน ปัญหานี้ไม่มีทางแก้ให้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยเทคนิคอย่างเดียว เพราะเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดของการระบุตัวตนข้ามอุปกรณ์โดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

สิ่งที่ทำได้จริงคือยอมรับว่าสัดส่วนหนึ่งของ Unknown Source ในธุรกิจที่มีสินค้าราคาสูงหรือใช้เวลาตัดสินใจนาน มักมาจากพฤติกรรมข้ามอุปกรณ์แบบนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของการตั้งค่า Tracking เสมอไป การถามแอดมินเพิ่มเติมตอนทักแชทว่าลูกค้ารู้จักร้านจากช่องทางไหน ช่วยเติมข้อมูลส่วนนี้ได้บ้างแม้จะไม่แม่นยำเท่าการ Tracking อัตโนมัติ

ตั้งค่าให้ UTM ติดตามไปทุกหน้าที่ลูกค้าเปิดดูก่อนถึงปุ่มแชท ทีละขั้นตอน

ลูกค้าหลายคนไม่ได้กดปุ่มแชททันทีที่เข้าเว็บหน้าแรก แต่เปิดดูหลายหน้าก่อน เช่น หน้าแรก หน้าสินค้า แล้วค่อยไปกดปุ่มแชทที่หน้ารีวิว ถ้า UTM ที่ติดมาตอนแรกไม่ถูกส่งต่อไปทุกหน้าที่ลูกค้าเปิดดู พอถึงหน้าสุดท้ายที่มีปุ่มแชท ค่า UTM อาจหายไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปนี้ช่วยให้ค่าที่มาติดไปกับลูกค้าตลอดการเข้าเว็บ

  1. บันทึกค่า UTM ที่ได้ตอนเข้าเว็บครั้งแรกไว้ใน Session Storage หรือ Cookie ของเบราว์เซอร์ ไม่ใช่อ่านค่าจาก URL ของหน้าปัจจุบันอย่างเดียว
  2. ตั้งให้ปุ่มแชททุกจุดบนเว็บ ไม่ว่าจะอยู่หน้าไหน ดึงค่าที่บันทึกไว้นี้มาต่อท้าย Tracking Link ทุกครั้งที่แสดงผล
  3. กำหนดอายุของค่าที่บันทึกไว้ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมลูกค้า เช่น เก็บไว้ยี่สิบสี่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงสำหรับสินค้าที่ตัดสินใจเร็ว หรือนานกว่านั้นสำหรับบริการที่ใช้เวลาตัดสินใจนาน
  4. ทดสอบเปิดเว็บจากหน้าแรกแล้วไล่ดูหลายหน้าก่อนกดปุ่มแชทจริง เพื่อยืนยันว่าค่า UTM ยังติดไปถึงปุ่มสุดท้ายไม่หายระหว่างทาง

In-App Browser ของแอปโซเชียลตัด Parameter ได้บ่อยกว่าที่คิด

เมื่อลูกค้าคลิกลิงก์จากแอป Facebook, Instagram หรือ TikTok เว็บไซต์มักเปิดผ่าน In-App Browser ของแอปนั้นแทนที่จะเปิดในเบราว์เซอร์ปกติของเครื่อง ซึ่ง In-App Browser บางตัวมีพฤติกรรมจัดการ Session และ Cookie ต่างจากเบราว์เซอร์ทั่วไป ทำให้ค่า UTM ที่บันทึกไว้ตอนแรกมีโอกาสหายไปเมื่อผู้ใช้กดปุ่มเปิดในเบราว์เซอร์ภายนอกหรือปิดแอปแล้วเปิดใหม่

การทดสอบ Journey จากภายในแอปโซเชียลโดยตรง ไม่ใช่แค่ทดสอบจากเบราว์เซอร์ปกติบนคอมพิวเตอร์ จึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรข้าม เพราะพฤติกรรมของ In-App Browser เปลี่ยนแปลงได้ตามการอัปเดตของแต่ละแอป สิ่งที่เคยทำงานได้ดีเมื่อหลายเดือนก่อนอาจเริ่มมีปัญหาหลังแอปอัปเดตเวอร์ชันใหม่โดยไม่มีการแจ้งเตือนใด ๆ ล่วงหน้า

เมื่อแยกได้แล้ว ควรรายงานผล Organic กับ Paid รวมในหน้าเดียวหรือแยกกัน

หลังจากตั้งค่าแยกทางเข้าได้แล้ว คำถามถัดมาที่หลายทีมเจอคือควรเอาตัวเลขทั้งสองกลุ่มมาแสดงในรายงานเดียวกันหรือแยกคนละหน้า คำตอบขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้อ่านรายงานนั้น ถ้าเป็นรายงานสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการภาพรวมว่าเดือนนี้มีคนทัก LINE ทั้งหมดกี่คนจากทุกช่องทาง การรวมในหน้าเดียวพร้อมแยกคอลัมน์ตามที่มาก็เพียงพอ

แต่ถ้าเป็นรายงานสำหรับทีมที่ดูแลแต่ละช่องทางโดยตรง เช่น ทีม SEO ที่ดูแล Organic กับทีม Ads ที่ดูแล Paid การแยกรายงานคนละชุดจะช่วยให้แต่ละทีมโฟกัสกับตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับงานตัวเองได้ตรงกว่า ไม่ต้องไล่หาตัวเลขของตัวเองท่ามกลางข้อมูลของอีกฝั่งที่ไม่เกี่ยวข้อง การกำหนดรูปแบบรายงานให้เหมาะกับผู้อ่านแต่ละกลุ่มจึงสำคัญพอ ๆ กับการเก็บข้อมูลให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

สรุป

เว็บที่มีคนเข้าเยอะไม่ได้แปลว่าจะรู้ที่มาของลูกค้าที่ทัก LINE โดยอัตโนมัติ ถ้า Organic กับ Paid ใช้ปุ่มแชทเดียวกันโดยไม่แยกพารามิเตอร์ ข้อมูลทั้งหมดจะปนกันจนวิเคราะห์อะไรไม่ได้จริง

การแยก Journey จากเว็บเข้า LINE ไม่จำเป็นต้องแยก LINE OA แต่ต้องแยกที่ทางเข้าด้วย Tracking Link ที่ดึงค่าจาก Session บนเว็บมาต่อท้าย แล้วประเมินแต่ละกลุ่มด้วยเกณฑ์ที่เหมาะสมกับธรรมชาติของช่องทางนั้น ไม่ใช่เทียบกันตรง ๆ แบบไม่เป็นธรรม

  • แยกทางเข้าก่อนถึง LINE ด้วย Tracking Link ไม่ใช่แยก LINE OA ตามช่องทาง
  • ดึงค่า UTM จาก Session บนเว็บมาต่อท้ายลิงก์ปุ่มแชทโดยอัตโนมัติ
  • ประเมิน Organic กับ Paid ด้วยเกณฑ์ที่เหมาะกับธรรมชาติของแต่ละช่องทาง ไม่เทียบกันตรง ๆ

คำถามที่พบบ่อย

จำเป็นต้องแยก LINE OA ระหว่าง Organic กับ Paid ไหม

ไม่จำเป็น การแยกที่ทางเข้าก่อนถึง LINE ด้วย Tracking Link หรือ UTM เพียงพอสำหรับแยกข้อมูลแล้ว การแยก OA เพิ่มความยุ่งยากในการจัดการโดยไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่

ถ้าลูกค้าเปิดเว็บจากมือถือแล้วปิดแอปก่อนกดปุ่มแชท ยังตามได้ไหม

ขึ้นกับว่า Session เดิมยังอยู่ตอนกลับมาเปิดใหม่หรือไม่ ถ้าลูกค้าเปิดเบราว์เซอร์ใหม่หรือ Session หมดอายุไปแล้ว ค่าพารามิเตอร์อาจหายไป ทำให้กลายเป็น Direct หรือ Unknown แทน

ควรให้น้ำหนัก Organic หรือ Paid มากกว่ากันในการวางกลยุทธ์

ไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นกับต้นทุนและความสามารถของธุรกิจ ธุรกิจที่มีทีมทำ Content แข็งแรงอาจได้ประโยชน์จาก Organic มาก ในขณะที่ธุรกิจที่ต้องการผลเร็วอาจต้องพึ่ง Paid เป็นหลักในช่วงเริ่มต้น ทั้งสองช่องทางมักทำงานเสริมกันมากกว่าแข่งกัน

ทำไม GA4 กับ Ads Manager แสดงจำนวนคนที่มาจาก Organic ไม่ตรงกัน

เพราะทั้งสองระบบมีวิธีนับ Session และ Attribution ต่างกัน รวมถึงข้อจำกัดเรื่อง Consent และ Cookie ที่กระทบแต่ละระบบไม่เท่ากัน ควรใช้ทั้งสองแหล่งเป็นมุมมองประกอบกันมากกว่ายึดตัวใดตัวหนึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกที่สุด

ต้องใช้เครื่องมือพัฒนาเว็บเพิ่มไหมถึงจะทำแบบนี้ได้

ส่วนใหญ่ต้องมีการปรับโค้ดหรือใช้ Tag Manager เพื่อดึงค่า UTM จาก Session มาต่อท้ายลิงก์ปุ่มแชทโดยอัตโนมัติ ถ้าไม่มีทีมเทคนิคในบ้าน อาจต้องพึ่งนักพัฒนาเว็บหรือระบบ Tracking ที่รองรับการตั้งค่านี้ให้

ถ้างบน้อยจนยังไม่คุ้มทำระบบแบบนี้ ควรทำอะไรก่อน

อาจเริ่มจากการแยก QR Code หรือปุ่มแชทเป็นสองแบบง่าย ๆ ก่อน คือแบบที่ใช้เฉพาะหน้า Landing Page ของแคมเปญ Paid กับแบบที่ใช้บนหน้าเว็บทั่วไปที่มาจาก Organic ซึ่งแม้จะไม่ละเอียดเท่าระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ แต่ก็ช่วยแยกภาพกว้างได้ในระดับหนึ่ง

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปิดการขายในแชทเยอะ แต่ Google Ads ยังไม่รู้ว่าใครซื้อจริง แก้ยังไง

ปิดการขายในแชทเยอะ แต่ Google Ads ยังไม่รู้ว่าใครซื้อจริง แก้ยังไง

แอดมินปิดการขายในแชทได้ทุกวัน แต่ Google Ads ยังคิดว่าธุรกิจนี้แทบไม่มี Conversion เพราะไม่เคยเก็บ Click ID ไว้เชื่อมกับยอดขายจริงเลย บทความนี้เล่าวิธีเก็บ Click ID ให้รองรับหลาย Campaign โดยไม่สับสน
วัด Conversion เว็บไซต์ด้วย LINE Tag แล้วเชื่อมยังไงให้ CRM กับแอดเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน

วัด Conversion เว็บไซต์ด้วย LINE Tag แล้วเชื่อมยังไงให้ CRM กับแอดเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน

การวัด Conversion เว็บไซต์ด้วย LINE Tag เป็นแค่จุดเริ่มต้น ถ้า CRM กับแพลตฟอร์มโฆษณายังเห็นข้อมูลคนละชุด บทความนี้อธิบายวิธีออกแบบให้ทุกระบบมองเห็นภาพเดียวกัน
ส่งข้อมูลฟอร์มใน LIFF ผ่าน Client Event กับผ่าน Webhook หลังบ้าน ต่างกันตรงไหน

ส่งข้อมูลฟอร์มใน LIFF ผ่าน Client Event กับผ่าน Webhook หลังบ้าน ต่างกันตรงไหน

ฟอร์มที่กรอกใน LIFF วัดได้สองทางหลัก คือยิง Event จากฝั่งหน้าเว็บ หรือรับผ่าน Webhook หลังบ้าน บทความนี้เทียบสองวิธีให้เห็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีเลือกให้เหมาะกับระบบที่มี