← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

ทราฟฟิกเข้าเว็บโครงการเยอะขึ้นทุกเดือน แต่คนมาดูโครงการจริงไม่ขยับ

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 3 นาที
ทราฟฟิกเข้าเว็บโครงการเยอะขึ้นทุกเดือน แต่คนมาดูโครงการจริงไม่ขยับ
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Cost per Site Visit อสังหาต้องคำนวณจากจำนวนคนที่เดินเข้ามาดูโครงการจริง (Walk-in/นัดชม) ไม่ใช่จำนวนคนที่เข้าเว็บ เพราะ Web Visit วัดที่ปลายทางออนไลน์ ส่วน Site Visit วัดที่ปลายทางออฟไลน์ ต้องมีระบบผูก UTM หรือรหัสนัดหมายเข้ากับบันทึก Walk-in ถึงจะคำนวณได้ตรง

ผู้จัดการการตลาดโครงการบ้านจัดสรรแห่งหนึ่งเปิดรายงาน Google Analytics แล้วพบว่าคนเข้าเว็บโครงการเดือนนี้เพิ่มขึ้น 60% จากเดือนก่อน ตัวเลขดูน่าพอใจมาก แต่พอถามฝ่ายขายที่ประจำอยู่หน้าโครงการ กลับได้คำตอบว่าจำนวนคนเดินเข้ามาดูจริงในเดือนนี้แทบไม่ต่างจากเดือนที่แล้วเลย

ความขัดแย้งแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด เพราะ Web Visit กับ Site Visit เป็นคนละเหตุการณ์กันโดยสิ้นเชิง Web Visit วัดที่คนเปิดเว็บ ส่วน Site Visit วัดที่คนเดินเท้าเข้ามาถึงโครงการจริง ระหว่างสองจุดนี้มีขั้นตอนอีกหลายขั้นที่คนอาจหลุดออกไปได้ตลอดทาง เช่น ดูเว็บแล้วเงียบ ทักแชทแล้วไม่นัด หรือนัดแล้วไม่มา

บทความนี้จะพาวาง Funnel ตั้งแต่คลิกโฆษณาแรกไปจนถึงวันที่ลูกค้าเดินเข้าโครงการจริง เพื่อให้เห็นว่าต้นทุนต่อ Site Visit ที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ไม่ใช่แค่ต้นทุนต่อการเปิดเว็บที่ตัวเลขมักดูดีเกินจริงเสมอ

Web Visit กับ Site Visit เป็นคนละเหตุการณ์กัน

Web Visit คือคนที่เปิดหน้าเว็บโครงการ อาจมาจากการคลิกโฆษณา ค้นหาชื่อโครงการ หรือกดลิงก์ที่แชร์ต่อกันมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นง่าย ใช้เวลาแค่คลิกเดียว และไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับความตั้งใจซื้อของคนคนนั้นเลย

Site Visit คือคนที่เดินเท้าเข้ามาถึงโครงการจริง ไม่ว่าจะนัดล่วงหน้าหรือ Walk-in เข้ามาเอง เหตุการณ์นี้ต้องใช้เวลา ต้องวางแผนเดินทาง และมักเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความสนใจในระดับที่สูงพอสมควรแล้ว ถ้าใช้ Web Visit เป็นตัวชี้วัดหลักในการตัดสินใจจัดงบ จะเห็นภาพที่บวมกว่าความจริงมาก เพราะ Web Visit สูงกว่า Site Visit ได้เป็นสิบเท่าโดยไม่ผิดปกติ

ความสับสนระหว่างสองคำนี้ยังเกิดจากการที่หลายทีมยืมศัพท์จากธุรกิจ Ecommerce มาใช้โดยตรง ในธุรกิจ Ecommerce คำว่า Site Visit มักหมายถึงการเข้าเว็บไซต์ เพราะร้านค้าออนไลน์ไม่มีสถานที่ทางกายภาพให้เดินไปดู แต่พอยืมคำนี้มาใช้ในธุรกิจอสังหาโดยไม่ปรับความหมาย ก็ทำให้ทีมการตลาดกับทีมขายเข้าใจคำเดียวกันไม่ตรงกัน ควรตกลงกันให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าคำว่า Site Visit ของบริษัทนี้หมายถึงอะไรกันแน่

วาง Funnel ตั้งแต่คลิกโฆษณาจนถึงเดินเข้าโครงการ

Funnel ที่ใช้ได้จริงสำหรับธุรกิจอสังหาควรมีอย่างน้อย 4 ขั้น คือ คลิกโฆษณา เข้าเว็บหรือทักแชท นัดหมายวันเข้าชม และเดินเข้าโครงการจริง แต่ละขั้นมีอัตราหลุดที่ต่างกันไป และการรู้ว่าคนหลุดออกไปตรงไหนเยอะที่สุดคือกุญแจสำคัญของการแก้ปัญหา

หลายทีมมักมีข้อมูลแค่สองปลายของ Funnel คือคลิกโฆษณากับยอดขายปิดจริง โดยไม่มีข้อมูลของขั้นกลาง ทำให้ไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การนัดหมายไม่สำเร็จ หรืออยู่ที่นัดแล้วแต่ไม่มา ซึ่งสองปัญหานี้ต้องแก้ด้วยวิธีที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

การมีข้อมูลครบทุกขั้นยังช่วยให้ทีมตอบคำถามที่ผู้บริหารมักถามได้ทันที เช่น ถ้าเดือนนี้ยอดขายลดลง จะรู้ทันทีว่าควรสงสัยที่ขั้นไหนก่อน แทนที่จะต้องเดาสุ่มไปทีละขั้นซึ่งเสียเวลาและอาจแก้ผิดจุดจนปัญหาลากยาวข้ามไปอีกหลายเดือน

บันทึกนัดชม/Walk-in ให้ผูกกลับไปหาต้นทางโฆษณา

การจะคำนวณ Cost per Site Visit ได้ ต้องมีวิธีผูกว่าคนที่เดินเข้ามาโครงการวันนี้มาจากแคมเปญไหน ซึ่งทำได้จริงถ้าวางระบบตั้งแต่ต้นทาง

  1. ใส่ UTM หรือรหัสแคมเปญในลิงก์ทุกช่องทางที่พาไปเพิ่มเพื่อน LINE OA เพื่อรู้ว่าแต่ละแชทเข้ามาจากแหล่งไหน
  2. ให้แอดมินหรือระบบ CRM บันทึกแหล่งที่มาไว้ในโปรไฟล์ Lead ทันทีที่ทักเข้ามา ไม่รอให้นัดสำเร็จก่อนค่อยกรอก
  3. เมื่อมีการนัดหมาย ให้ผูกรหัสนัดหมายกับโปรไฟล์ Lead เดิม ไม่สร้าง Record ใหม่แยกต่างหาก
  4. วันที่ลูกค้าเดินเข้าโครงการจริง ให้เจ้าหน้าที่หน้างานยืนยันการมาถึงในระบบเดียวกัน เพื่อให้ข้อมูลไหลกลับไปคำนวณต่อแคมเปญได้ครบวงจร

เทียบต้นทุนต่อ Site Visit ตามช่องทางที่ใช้จริง

เมื่อมีข้อมูลครบทั้งงบที่ใช้และจำนวน Site Visit ต่อช่องทาง จะเห็นความต่างจากตัวเลข Web Visit ที่เคยดูอย่างชัดเจน

ช่องทางWeb VisitSite Visit จริงCost per Site Visit
Google Search4,20038ประมาณ 1,050 บาท
Facebook Ads9,60022ประมาณ 1,590 บาท
LINE Ads เข้า LINE OA3,10041ประมาณ 730 บาท

ทำไม Traffic เว็บพุ่งขึ้น แต่ Site Visit ไม่ขยับตาม

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือแคมเปญที่เพิ่มงบไปเน้นการมองเห็นหรือ Retargeting กว้าง ๆ ซึ่งทำให้ Web Visit สูงขึ้นได้ง่าย แต่ไม่ได้เจาะกลุ่มคนที่พร้อมเดินทางมาดูโครงการจริง อีกสาเหตุคือหน้าเว็บหรือแชทตอบคำถามได้ไม่ครบจนคนไม่กล้าตัดสินใจนัด ทำให้ค้างอยู่ที่ขั้นสนใจแต่ไม่ขยับไปขั้นนัดหมาย

บางกรณีปัญหาไม่ได้อยู่ที่แคมเปญเลย แต่อยู่ที่ทีมงานหน้างานนัดแล้วไม่ยืนยันซ้ำก่อนถึงวัน ทำให้อัตราคนมาจริงต่ำกว่าจำนวนที่นัดไว้มาก ซึ่งเป็นปัญหาการปฏิบัติงาน ไม่ใช่ปัญหาของสื่อโฆษณา

อีกปัจจัยที่มักถูกมองข้ามคือระยะทางและความสะดวกในการเดินทางมาโครงการ ถ้าโครงการอยู่นอกเมืองหรือเข้าถึงยาก คนที่สนใจในระดับ Lead อาจยังไม่พร้อมเดินทางมาทันที แม้จะมีความสนใจจริงก็ตาม กรณีแบบนี้ Cost per Site Visit จะสูงกว่าปกติโดยไม่ได้แปลว่าคุณภาพ Lead แย่ แต่เป็นข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่ต้องคิดแยกต่างหากจากปัญหาคุณภาพโฆษณา

ตัวอย่างตัวเลขสมมติ ไล่คำนวณให้เห็นภาพ

สมมติโครงการหนึ่งใช้งบ Facebook Ads 35,000 บาทในสัปดาห์หนึ่ง Web Visit เข้ามา 3,800 ครั้ง คิดต้นทุนต่อ Web Visit ราว 9 บาท ดูถูกมาก แต่พอไล่ดูจำนวนคนที่นัดหมายและเดินเข้ามาโครงการจริงในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่ามีเพียง 14 ราย

เมื่อคำนวณ Cost per Site Visit จากงบเดิม 35,000 บาทหารด้วย 14 ราย จะได้ประมาณ 2,500 บาทต่อ Site Visit ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างประกอบกรอบวิเคราะห์ แต่ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนต่อ Web Visit ที่ดูถูกมาก ไม่ได้แปลว่าต้นทุนต่อการพาคนมาถึงโครงการจริงจะถูกตามไปด้วย

จุดพลาดที่ทำให้นับ Site Visit ผิดบ่อยที่สุด

  • นับ Walk-in ทุกคนที่เดินเข้ามาเป็น Site Visit ที่มาจากโฆษณา ทั้งที่บางคนเดินผ่านมาเจอป้ายหน้าโครงการเองโดยไม่เกี่ยวกับแคมเปญที่กำลังวิเคราะห์อยู่
  • ไม่บันทึกกรณีนัดแล้วไม่มา ทำให้ตัวเลขจำนวนนัดหมายถูกใช้แทน Site Visit จริง ซึ่งสูงเกินจริงเสมอ
  • ลืมผูกรหัสนัดหมายกับ Lead เดิม ทำให้เมื่อคนมาถึงโครงการ ระบบมองไม่เห็นว่าคนนี้มาจากแคมเปญไหน ต้องมานั่งไล่ย้อนดูทีหลังซึ่งมักไม่ครบ ปัญหานี้มักเกิดร่วมกับการไม่ได้วางระบบCRM ที่เชื่อมกับ LINE OA ให้เป็นแหล่งข้อมูลเดียว ทำให้ทีมต้องเทียบข้อมูลจากหลายที่ด้วยมือทุกครั้ง

ลดอัตรานัดแล้วไม่มาด้วยการยืนยันซ้ำ

การนัดชมโครงการที่ห่างจากวันนัดจริงหลายวันมักมีอัตราคนมาจริงต่ำกว่าการนัดที่ใกล้วัน เพราะระหว่างทางลูกค้าอาจมีเหตุติดขัดหรือเปลี่ยนใจไปดูโครงการอื่นก่อน ทีมที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีมักมีขั้นตอนยืนยันนัดหมายซ้ำอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนถึงวัน เช่น ส่งข้อความทาง LINE แจ้งเตือนล่วงหน้าหนึ่งวัน พร้อมเปิดโอกาสให้เลื่อนนัดได้ถ้าติดธุระ

การยืนยันซ้ำไม่ได้ช่วยแค่ลดอัตรานัดแล้วไม่มา แต่ยังเป็นจุดที่ทำให้แอดมินได้คุยกับลูกค้าอีกครั้งก่อนถึงวันนัด ซึ่งเป็นโอกาสตอบคำถามเพิ่มเติมหรือเตรียมข้อมูลที่ลูกค้าสนใจไว้ล่วงหน้า ทำให้วันที่มาชมโครงการจริงมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

บางทีมยังใช้ช่วงเวลานี้เก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่ช่วยจัดเกรดลูกค้าก่อนถึงวันนัด เช่น ถามคร่าว ๆ ว่ามาคนเดียวหรือมาทั้งครอบครัว มีแผนเทียบกับโครงการอื่นอยู่หรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้แม้ดูเล็กน้อยแต่ช่วยให้ทีมขายหน้างานเตรียมตัวต้อนรับได้ตรงจุดกว่าการเจอลูกค้าโดยไม่มีข้อมูลอะไรมาก่อนเลย

สรุปแนวทางวาง Funnel ที่ใช้ได้จริง

การแก้ปัญหา Traffic เยอะแต่ Site Visit ไม่ขยับ ไม่ใช่การหยุดโฆษณาที่ทำให้ Web Visit สูง แต่คือการมีข้อมูลขั้นกลางของ Funnel ให้เห็นว่าคนหลุดออกไปตรงไหน แล้วแก้ที่จุดนั้นโดยตรง ไม่ใช่เดาว่าปัญหาอยู่ที่สื่อโฆษณาเสมอไป

เรื่องนี้เกี่ยวโยงโดยตรงกับการวัด Cost per Qualified Lead เพราะ Lead ที่มีคุณภาพสูงมักเป็นกลุ่มที่มีโอกาสนัดชมและเดินเข้ามาโครงการจริงมากกว่า และควรดูคู่กับการวัดนัดชมโครงการจาก LINE เพื่อให้เห็นภาพครบทั้งช่วงนัดและช่วงเดินทางมาจริง

ทีมที่เริ่มวางระบบนี้ตั้งแต่ต้นมักได้เปรียบกว่าทีมที่มาแก้ปัญหาทีหลัง เพราะข้อมูลย้อนหลังที่ครบถ้วนทำให้เห็นแนวโน้มของแต่ละช่องทางได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป ในขณะที่ทีมที่เริ่มวัดทีหลังจะมีแค่ข้อมูลของเดือนที่เพิ่งเริ่มทำเท่านั้น ทำให้ต้องรอนานกว่าจะสรุปแนวโน้มได้อย่างมั่นใจ

สรุป

Traffic เว็บที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ข่าวร้าย แต่ก็ไม่ใช่หลักฐานว่าธุรกิจกำลังไปได้ดี ตราบใดที่ยังไม่มีข้อมูลขั้นกลางของ Funnel มายืนยันว่าคนเหล่านั้นเดินทางมาถึงโครงการจริงหรือไม่

การวาง Funnel 4 ขั้นและผูกข้อมูลแต่ละขั้นเข้าด้วยกันตั้งแต่คลิกแรก คือสิ่งที่ทำให้ทีมการตลาดเห็นภาพเดียวกับทีมขายหน้างาน แทนที่จะรายงานคนละตัวเลขแล้วเถียงกันว่าใครถูก

  • Web Visit กับ Site Visit เป็นคนละเหตุการณ์ ห้ามใช้แทนกัน
  • ต้องผูก UTM และรหัสนัดหมายกลับไปหา Lead เดิมทุกขั้นตอน
  • แยกปัญหาคุณภาพ Lead กับปัญหาการยืนยันนัดหมายให้ชัดก่อนแก้

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม Web Visit ถึงไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัดหลักของแคมเปญอสังหา

เพราะ Web Visit วัดแค่การเปิดเว็บซึ่งใช้แรงน้อยและไม่ได้สะท้อนความตั้งใจซื้อ ควรใช้ Site Visit หรือ Qualified Lead ที่ใกล้เคียงการตัดสินใจซื้อจริงมากกว่าเป็นตัวชี้วัดหลัก

ควรวัด Cost per Site Visit จากงบทั้งแคมเปญหรือแยกตามแอด

แนะนำให้แยกตามแอดหรืออย่างน้อยตามกลุ่มเป้าหมาย เพราะแคมเปญเดียวกันอาจมีแอดที่ดึงคนพร้อมเดินทางมาดูจริงกับแอดที่ดึงแค่คนอยากรู้ราคาปนกันอยู่

นัดแล้วไม่มา ควรนับเป็นความล้มเหลวของโฆษณาไหม

ไม่เสมอไป ควรแยกก่อนว่าปัญหาอยู่ที่คุณภาพของ Lead ตั้งแต่ต้น หรืออยู่ที่ทีมงานไม่ได้ยืนยันนัดหมายซ้ำก่อนถึงวัน ซึ่งเป็นปัญหาการปฏิบัติงานที่แก้ได้โดยไม่ต้องแตะงบโฆษณา

โครงการที่เพิ่งเปิดขายยังไม่มีข้อมูล Site Visit ควรทำยังไง

เริ่มจากตั้งระบบบันทึก UTM และ Walk-in ตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย แม้ตัวเลขช่วงแรกจะน้อย แต่จะมีฐานข้อมูลสะสมให้เปรียบเทียบได้ตั้งแต่เดือนที่สองเป็นต้นไป

Site Visit กับ Booking ต่างกันตรงไหน

Site Visit คือการเดินเข้ามาดูโครงการ ส่วน Booking คือการตัดสินใจจองซื้อ ซึ่งเป็นขั้นถัดไปที่ลึกกว่า คนที่ทำ Site Visit ไม่ใช่ทุกคนที่จะ Booking แต่ Booking แทบทุกรายต้องผ่าน Site Visit มาก่อน

ควรตั้งเป้าอัตราแปลงจาก Web Visit เป็น Site Visit ไว้เท่าไหร่

ไม่มีมาตรฐานตายตัวเพราะขึ้นกับทำเลและระดับราคาของแต่ละโครงการ แนะนำให้ใช้ตัวเลขของเดือนแรกที่เริ่มวัดเป็นฐาน แล้วดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในเดือนถัดไปแทนการเทียบกับค่าเฉลี่ยตลาดที่อาจไม่ตรงกับบริบทของโครงการ

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยิงแอดเข้า LINE เยอะขนาดนี้ นัดชมโครงการจริงมาจากไหนบ้าง

ยิงแอดเข้า LINE เยอะขนาดนี้ นัดชมโครงการจริงมาจากไหนบ้าง

ผู้บริหารมักถามแค่ว่ายอด Booking เดือนนี้เท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าควรวัดต้นทุนต่อ Booking ที่ระดับ Campaign, Ad หรือ Keyword ถึงจะเห็นว่างบก้อนไหนสร้าง Booking จริง
แอดมินตอบแชทวันละ 60 คน แต่ปิดขายได้ไม่ถึง 5 ราย เกิดจากอะไร

แอดมินตอบแชทวันละ 60 คน แต่ปิดขายได้ไม่ถึง 5 ราย เกิดจากอะไร

จำนวนแชทเข้ามาเยอะทุกวัน แต่ยอดปิดขายโครงการบ้านไม่ขยับตามเลย บทความนี้พาไล่ตรวจว่าตัวเลข Lead กับยอดขายจริงตรงกันหรือไม่ และควรวัดคุณภาพ Lead จากอะไรบ้าง
เซลส์ตอบแชทช้าแค่ 10 นาทีก็เสียลูกค้าอสังหาไปแล้ว

เซลส์ตอบแชทช้าแค่ 10 นาทีก็เสียลูกค้าอสังหาไปแล้ว

ลูกค้าที่ทักเข้ามาถามโครงการมักตัดสินใจเปิดแชทกับหลายที่พร้อมกัน ถ้าตอบช้าแค่ไม่กี่นาที โอกาสถูกลืมก็สูงขึ้นทันที บทความนี้พาวัด Response Time เซลส์อสังหาใน LINE อย่างเป็นระบบ