← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

วัด cost per qualified lead อสังหา ทำไมตัวเลขจาก Ads, LINE และ CRM ไม่เคยตรงกัน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 3 นาที
วัด cost per qualified lead อสังหา ทำไมตัวเลขจาก Ads, LINE และ CRM ไม่เคยตรงกัน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Cost per Qualified Lead (CPQL) อสังหาต้องคำนวณจากจำนวน Lead ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติจริงตามที่ทีมขายกำหนด ไม่ใช่จำนวน Lead ดิบจาก Ads Manager เพราะสองแหล่งนี้นับคนละหน่วยกันตั้งแต่ต้น ต้องตกลงนิยาม แล้วดึงสถานะจาก CRM กลับมาคำนวณใหม่ทุกรอบ

ทีมการตลาดโครงการคอนโดแห่งหนึ่งเคยรายงานผู้บริหารว่า Cost per Lead อยู่ที่ 380 บาท ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดด้วยซ้ำ แต่พอทีมขายเปิดข้อมูลจริง กลับพบว่าใน 100 Lead ที่รายงานไป มีแค่ 34 รายที่ตอบคำถามพื้นฐานอย่างงบซื้อและช่วงเวลาที่ต้องการโอนได้ ส่วนที่เหลือคือคนถามราคาแล้วเงียบหาย หรือทักมาผิดโครงการ

ตัวเลข 380 บาทที่ทีมการตลาดใช้จึงไม่ใช่ตัวเลขที่บอกอะไรได้จริงกับธุรกิจ เพราะมันนับทุกคนที่ทักแชทเข้ามาเป็น Lead เท่ากันหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงมีแค่บางส่วนที่มีโอกาสกลายเป็นผู้ซื้อ ช่องว่างระหว่าง Cost per Lead กับ Cost per Qualified Lead (CPQL) นี้เองที่ทำให้ตัวเลขจาก Ads, LINE และ CRM ดูไม่ตรงกันสักที

บทความนี้จะไล่ดูว่าทำไมสามระบบถึงนับคนละแบบ วิธีนิยาม Qualified Lead ให้ชัดพอจะใช้คำนวณได้จริง และวิธีดึงข้อมูลกลับมาเทียบให้เห็นตัวเลขที่สะท้อนธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่จำนวนแชทที่เข้ามา

Cost per Lead กับ Cost per Qualified Lead วัดคนละหน่วย

Cost per Lead (CPL) คือค่าเฉลี่ยที่ระบบโฆษณาคำนวณจากงบที่ใช้หารด้วยจำนวน Event ที่ถูกนับว่าเป็น Lead เช่น การกดปุ่มเพิ่มเพื่อน หรือการส่งข้อความแรกเข้ามา ตัวเลขนี้คำนวณได้เร็วและมักดูดีเสมอ เพราะระบบโฆษณาไม่มีทางรู้ว่าคนที่ทักมานั้นมีงบซื้อจริงหรือแค่กดผิด

Cost per Qualified Lead ต่างออกไปตรงที่ตัวหารเปลี่ยนจากจำนวน Lead ทั้งหมด เหลือแค่จำนวน Lead ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่ทีมขายกำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น มีงบซื้อในช่วงราคาที่โครงการขาย ต้องการโอนภายในกรอบเวลาที่กำหนด และตอบคำถามพื้นฐานได้ครบ ตัวเลขนี้จึงมักสูงกว่า CPL เสมอ เพราะตัวหารเล็กลง แต่สะท้อนต้นทุนที่ธุรกิจต้องจ่ายจริงเพื่อได้คนที่มีโอกาสซื้อ

ทำไมตัวเลขจาก Ads Manager, LINE OA และ CRM ไม่ตรงกัน

Ads Manager นับ Lead ณ จุดที่ Event ถูกยิงจากเว็บหรือแบบฟอร์ม โดยไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้นแชทจะดำเนินต่อไปยังไง LINE OA เห็นแค่จำนวนคนที่เพิ่มเพื่อนหรือส่งข้อความ ไม่มีข้อมูลว่าใครคุยจบแล้วหายไปหรือใครกำลังพูดคุยกับเซลส์อยู่ ส่วน CRM เห็นสถานะที่ละเอียดที่สุดเพราะเป็นที่ที่เซลส์บันทึกผลการคุยจริง แต่ CRM มักไม่เชื่อมย้อนกลับไปหาว่า Lead รายนั้นมาจากแคมเปญไหน

สามระบบนี้จึงเหมือนมองสถานการณ์เดียวกันจากคนละมุม ระบบที่อยู่ต้นทางเห็นปริมาณแต่ไม่เห็นคุณภาพ ระบบที่อยู่ปลายทางเห็นคุณภาพแต่ไม่เห็นต้นทาง ถ้าไม่มีจุดเชื่อมข้อมูลตรงกลาง ตัวเลขที่แต่ละทีมรายงานก็จะขัดกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครผิด เพราะทุกคนรายงานสิ่งที่ระบบตัวเองเห็นถูกต้องแล้ว

ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อองค์กรมีหลายโครงการพร้อมกัน เพราะแต่ละโครงการอาจใช้ทีมแอดมินคนละชุด บันทึกข้อมูลด้วยมาตรฐานที่ต่างกันเล็กน้อย เช่น บางทีมพิมพ์คำว่า 'สนใจจริง' บางทีมพิมพ์ 'พร้อมซื้อ' ทั้งที่หมายถึงสถานะเดียวกัน เมื่อผู้บริหารต้องการเทียบ CPQL ข้ามโครงการ ตัวเลขที่ได้จึงไม่ใช่การเทียบแบบมาตรฐานเดียวกันจริง ๆ

นิยาม Qualified Lead ให้ชัดก่อนเริ่มคำนวณ

ก่อนจะคำนวณ CPQL ได้ ทีมการตลาดกับทีมขายต้องนั่งตกลงกันก่อนว่าเกณฑ์ Qualified ของโครงการนี้คืออะไร เพราะแต่ละโครงการมีเกณฑ์ต่างกัน คอนโดกลุ่มราคาเข้าถึงง่ายอาจใช้แค่ช่วงงบและระยะเวลาโอน ส่วนบ้านเดี่ยวระดับบนอาจต้องเช็กแหล่งเงินทุนหรือสถานะสินเชื่อเบื้องต้นด้วย

  1. รวบรวมทีมขายมาระบุคำถาม 3-5 ข้อที่ใช้คัดกรองว่า Lead มีโอกาสซื้อจริง เช่น งบประมาณ ช่วงเวลาที่ต้องการโอน วัตถุประสงค์การซื้อ
  2. กำหนดว่า Lead ที่ตอบครบกี่ข้อถึงจะนับว่า Qualified และให้แอดมินหรือเซลส์บันทึกสถานะนี้ใน CRM ทุกครั้งหลังคุยจบ
  3. ตั้งชื่อสถานะให้ตรงกันทั้งทีม เช่น Qualified, Not Qualified, Need Info เพื่อไม่ให้แต่ละคนตีความคำว่า Qualified ต่างกัน
  4. ทบทวนเกณฑ์นี้ทุกไตรมาส เพราะสภาพตลาดและกลุ่มลูกค้าของโครงการเปลี่ยนได้ตามช่วงเวลา
  5. จดบันทึกเกณฑ์เหล่านี้เป็นเอกสารสั้น ๆ ที่แอดมินใหม่อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ไม่ต้องรอให้หัวหน้าทีมอธิบายปากเปล่าทุกครั้งที่มีคนเข้าทีมใหม่

ติด Tag สถานะใน CRM ให้ดึงย้อนกลับมาคำนวณได้

การมีนิยาม Qualified Lead อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีระบบบันทึกที่ทำให้ดึงตัวเลขย้อนหลังมาคำนวณได้จริง วิธีที่ใช้ได้ผลคือให้ทุก Lead ที่เข้ามาถูกบันทึกพร้อมแหล่งที่มา (แคมเปญ/ช่องทาง) ตั้งแต่วันแรก แล้วอัปเดตสถานะ Qualified หรือไม่ในฟิลด์เดียวกันเมื่อเซลส์คุยจบ

จุดที่หลายทีมพลาดคือบันทึกสถานะ Qualified ไว้ แต่ลืมเก็บว่า Lead รายนั้นมาจากแคมเปญไหน พอถึงเวลาคำนวณ CPQL ต่อแคมเปญ ก็ทำไม่ได้เพราะข้อมูลสองส่วนไม่อยู่ในแถวเดียวกัน การแก้คือกำหนดให้ฟิลด์แหล่งที่มาเป็นฟิลด์บังคับกรอกตั้งแต่ Lead เข้าระบบ ไม่ใช่มาเติมทีหลัง

บางองค์กรแก้ปัญหานี้ด้วยการตั้งระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ ถ้า Lead รายไหนถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีฟิลด์แหล่งที่มา ระบบจะแจ้งเตือนแอดมินหรือหัวหน้าทีมทันทีให้กลับไปเติมข้อมูลให้ครบก่อนที่ Lead รายนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป วิธีนี้ช่วยลดปัญหาข้อมูลขาดหายได้มากกว่าการรอตรวจสอบย้อนหลังตอนสิ้นเดือน

เทียบ CPL ดิบกับ CPQL ตามช่องทางให้เห็นภาพ

เมื่อมีข้อมูลครบทั้งจำนวน Lead ดิบและจำนวน Lead ที่ Qualified ต่อช่องทางแล้ว การวางเทียบกันในตารางเดียวจะเห็นได้ทันทีว่าช่องทางไหนดูถูกในตอนแรกแต่จริง ๆ แล้วแพงกว่าเมื่อคิดที่ Qualified Lead

ช่องทางCPL ดิบ (Ads Manager)อัตรา QualifiedCPQL จริง
Facebook Lead Ads320 บาท28%ประมาณ 1,140 บาท
Google Search480 บาท52%ประมาณ 920 บาท
LINE Ads เข้า LINE OA410 บาท41%ประมาณ 1,000 บาท

ตัวอย่างตัวเลขสมมติ ลองคำนวณให้เห็นภาพ

สมมติโครงการหนึ่งใช้งบ Facebook Lead Ads 320,000 บาทในเดือนนั้น ได้ Lead ดิบมา 1,000 ราย คำนวณ CPL ได้ 320 บาทต่อราย ตัวเลขนี้ดูดีมากเมื่อเทียบกับช่องทางอื่น แต่พอทีมขายไล่เช็กสถานะใน CRM พบว่ามีแค่ 280 รายที่ตอบคำถามคัดกรองครบและถือว่า Qualified จริง

เมื่อคำนวณใหม่โดยใช้ 280,000 หารด้วยงบเดิม 320,000 บาท จะได้ CPQL ราว 1,142 บาทต่อราย ซึ่งสูงกว่า CPL ดิบเกือบ 4 เท่า ตัวเลขชุดนี้เป็นเพียงตัวอย่างประกอบกรอบวิเคราะห์ ไม่ใช่ผลลัพธ์จริงของโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจเพิ่มงบจากตัวเลข CPL ดิบเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูงแค่ไหน

จุดพลาดที่ทำให้ CPQL คลาดเคลื่อนบ่อยที่สุด

  • ปล่อยให้แอดมินแต่ละคนตีความคำว่า Qualified ต่างกัน เพราะไม่มีเกณฑ์เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ตัวเลขไม่นิ่งพอจะเปรียบเทียบข้ามเดือน
  • คำนวณ CPQL จากช่วงเวลาที่ Lead ยังไม่ทันถูกคุยจบ เช่น ดึงข้อมูลตอนสิ้นเดือนทั้งที่ Lead ครึ่งหลังของเดือนยังไม่ถูกโทรตาม ทำให้อัตรา Qualified ดูต่ำผิดปกติ
  • ไม่แยกแคมเปญที่มีเป้าหมายต่างกัน เช่น แคมเปญ Awareness กับแคมเปญ Lead Generation ถูกเอามารวมคำนวณ CPQL เดียวกัน ทั้งที่แคมเปญแรกไม่ได้ตั้งใจให้ Lead มีคุณภาพสูงตั้งแต่ต้น การแยกวิเคราะห์ตามระดับที่ลึกกว่า Campaign เช่นเดียวกับแนวทางในการวัด Cost per Booking ช่วยให้เห็นภาพที่แม่นยำขึ้นได้เช่นกัน

ใครควรเป็นเจ้าของตัวเลข CPQL ในทีม

หลายองค์กรปล่อยให้ CPQL เป็นตัวเลขที่ไม่มีเจ้าของชัดเจน ทีมการตลาดมองว่าเป็นหน้าที่ของทีมขายเพราะต้องรอสถานะจาก CRM ส่วนทีมขายมองว่าเป็นหน้าที่ของทีมการตลาดเพราะเป็นตัวชี้วัดของแคมเปญ ผลคือไม่มีใครติดตามตัวเลขนี้อย่างจริงจัง จนกว่าจะมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแล้ว

แนวทางที่ใช้ได้ผลคือกำหนดให้มีคนกลางคนหนึ่งรับผิดชอบการดึงและสรุป CPQL ทุกสัปดาห์ อาจเป็นหัวหน้าทีมการตลาดหรือฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีหน้าที่ประสานทั้งสองฝั่งให้ข้อมูลไหลมาครบ ไม่ใช่รอให้แต่ละทีมส่งข้อมูลมาเองตามใจ เพราะในทางปฏิบัติมักไม่มีใครทำถ้าไม่มีใครถูกมอบหมายให้รับผิดชอบชัดเจน

วางรอบตรวจ CPQL เป็นงานประจำของทีม

การรู้ CPQL ครั้งเดียวไม่พอ เพราะอัตรา Qualified เปลี่ยนได้ตามฤดูกาลขาย ความเข้มของแคมเปญ และคุณภาพของครีเอทีฟที่ใช้ ทีมที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีมักตั้งรอบตรวจทุกสัปดาห์หรือทุกสองสัปดาห์ ไม่รอให้ผู้บริหารถามก่อนถึงเริ่มไล่ตัวเลข และมักดูต้นทุนต่อการนัดชมโครงการควบคู่กันไป เพราะสองตัวชี้วัดนี้มักเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

อีกจุดที่ควรผูกไว้ด้วยกันคือการวางระบบ Conversion Tracking ของอสังหาบน LINE ตั้งแต่ต้น เพราะถ้าโครงสร้างการติดตามข้อมูลไม่แน่นตั้งแต่จุดแรก ต่อให้นิยาม Qualified Lead ชัดแค่ไหน ก็ยังคำนวณ CPQL แยกตามแคมเปญไม่ได้อยู่ดี

การรายงาน CPQL ให้ผู้บริหารเห็นทุกสัปดาห์ยังช่วยสร้างวินัยให้ทั้งทีมการตลาดและทีมขายเห็นความสำคัญของการบันทึกสถานะให้ครบ เพราะเมื่อทุกคนรู้ว่าตัวเลขนี้ถูกใช้ตัดสินใจเรื่องงบจริง ความตั้งใจในการกรอกข้อมูลให้ถูกต้องก็มักจะสูงขึ้นตามไปด้วย โดยไม่ต้องอาศัยการตรวจสอบเข้มงวดจากหัวหน้าทีมตลอดเวลา

สรุป

ช่องว่างระหว่าง CPL กับ CPQL ไม่ได้เกิดจากระบบไหนผิด แต่เกิดจากแต่ละระบบถูกออกแบบมาให้เห็นคนละมุมของ Funnel เดียวกัน การแก้ไม่ใช่การเลือกเชื่อระบบใดระบบหนึ่ง แต่คือการวางจุดเชื่อมให้ข้อมูลไหลกลับมารวมกันได้

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการนิยาม Qualified Lead ให้ชัดร่วมกันระหว่างทีมการตลาดกับทีมขาย แล้วบันทึกให้ดึงย้อนกลับมาคำนวณตามแคมเปญได้จริง ไม่ใช่แค่มีตัวเลขสวย ๆ ในรายงานที่ไม่มีใครอธิบายที่มาได้

  • CPL ดิบจาก Ads Manager กับ CPQL จาก CRM วัดคนละหน่วยกันตั้งแต่ต้น
  • ต้องตกลงเกณฑ์ Qualified ร่วมกันระหว่างทีมขายและการตลาดก่อนคำนวณ
  • ผูกฟิลด์แหล่งที่มากับสถานะ Qualified ไว้ในแถวเดียวกันของ CRM เสมอ

คำถามที่พบบ่อย

CPQL ควรสูงกว่า CPL กี่เท่าถึงจะถือว่าปกติ

ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นกับอัตรา Qualified ของแต่ละช่องทาง แต่โดยทั่วไปมักอยู่ที่ 2-4 เท่าของ CPL ดิบ ถ้าห่างมากกว่านั้นควรกลับไปดูคุณภาพครีเอทีฟหรือการตั้งกลุ่มเป้าหมายก่อน

ควรคำนวณ CPQL ทุกช่องทางพร้อมกันไหม

ควร เพราะแต่ละช่องทางมีอัตรา Qualified ต่างกันมาก การดูแยกช่องทางจะช่วยตัดสินใจจัดงบใหม่ได้แม่นกว่าดูภาพรวมทั้งหมดรวมกัน

ทีมเล็กที่ไม่มี CRM ควรเริ่มยังไง

เริ่มจากสเปรดชีตที่มีคอลัมน์แหล่งที่มาและสถานะ Qualified บังคับกรอกทุกแถว แค่นี้ก็คำนวณ CPQL ได้แล้วโดยยังไม่ต้องลงทุนระบบใหญ่

เกณฑ์ Qualified ต้องเหมือนกันทุกโครงการไหม

ไม่จำเป็น แต่ละโครงการมีกลุ่มลูกค้าและระดับราคาต่างกัน ควรให้ทีมขายของแต่ละโครงการกำหนดเกณฑ์ของตัวเอง แล้วบันทึกไว้เป็นมาตรฐานเดียวกันภายในทีม

ถ้า CPQL สูงขึ้นเรื่อย ๆ ควรหยุดแคมเปญเลยไหม

ยังไม่ควรหยุดทันที ควรไล่ดูก่อนว่าเป็นเพราะอัตรา Qualified ลดลงจริง หรือเป็นเพราะทีมขายตามงานช้าลงจน Lead หลุดไปก่อนถูกคุยจบ ซึ่งเป็นคนละปัญหาที่ต้องแก้คนละจุด

ต้องส่ง Qualified Lead กลับไปที่แพลตฟอร์มโฆษณาด้วยไหม

เป็นแนวทางที่แนะนำ เพราะถ้าส่งกลับแค่ Lead ดิบ ระบบ Bidding จะเรียนรู้จากสัญญาณคุณภาพต่ำ การส่ง Qualified Lead กลับผ่านเครื่องมืออย่าง linli หรือระบบ Offline Conversion ช่วยให้ระบบหากลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคนที่มีโอกาสซื้อจริงมากขึ้น เพราะยิ่งสัญญาณที่ส่งกลับใกล้เคียงความจริงเท่าไหร่ ระบบก็ยิ่ง Optimize ได้แม่นยำขึ้นเท่านั้น

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทราฟฟิกเข้าเว็บโครงการเยอะขึ้นทุกเดือน แต่คนมาดูโครงการจริงไม่ขยับ

ทราฟฟิกเข้าเว็บโครงการเยอะขึ้นทุกเดือน แต่คนมาดูโครงการจริงไม่ขยับ

เว็บโครงการมีคนเข้าเพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดคนเดินเข้าโครงการจริงกลับนิ่งอยู่ที่เดิม บทความนี้พาวาง Funnel ตั้งแต่คลิกจนถึงวันนัดชมโครงการ เพื่อรู้ว่าต้นทุนต่อ Site Visit จริงเท่าไหร่
ยิงแอดเข้า LINE เยอะขนาดนี้ นัดชมโครงการจริงมาจากไหนบ้าง

ยิงแอดเข้า LINE เยอะขนาดนี้ นัดชมโครงการจริงมาจากไหนบ้าง

ผู้บริหารมักถามแค่ว่ายอด Booking เดือนนี้เท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าควรวัดต้นทุนต่อ Booking ที่ระดับ Campaign, Ad หรือ Keyword ถึงจะเห็นว่างบก้อนไหนสร้าง Booking จริง
แอดมินตอบแชทวันละ 60 คน แต่ปิดขายได้ไม่ถึง 5 ราย เกิดจากอะไร

แอดมินตอบแชทวันละ 60 คน แต่ปิดขายได้ไม่ถึง 5 ราย เกิดจากอะไร

จำนวนแชทเข้ามาเยอะทุกวัน แต่ยอดปิดขายโครงการบ้านไม่ขยับตามเลย บทความนี้พาไล่ตรวจว่าตัวเลข Lead กับยอดขายจริงตรงกันหรือไม่ และควรวัดคุณภาพ Lead จากอะไรบ้าง