← กลับไปหน้าบทความ
ส่ง Conversion กลับ

แจกคูปองในไลน์เยอะขึ้นทุกเดือน แต่ทำไมยอดใช้จริงหน้าร้านไม่ขยับ

ทีมบรรณาธิการ linli10 ส.ค. 15:18อัปเดต 10 ส.ค. 15:18อ่าน 2 นาที
แจกคูปองในไลน์เยอะขึ้นทุกเดือน แต่ทำไมยอดใช้จริงหน้าร้านไม่ขยับ
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

จำนวนคูปองที่แจกออกไปไม่เท่ากับจำนวนคูปองที่ถูกใช้จริง ต้องแยกวัดสองขั้นนี้เสมอ สาเหตุที่ยอดใช้จริงต่ำกว่ายอดแจกมักมาจากเงื่อนไขไม่ชัด ระยะเวลาหมดอายุสั้นเกินไป หรือไม่มีการยืนยันการใช้คูปองที่หน้าร้านอย่างเป็นระบบ

แจกคูปองใน LINE OA เป็นวิธีที่หลายธุรกิจใช้กระตุ้นให้คนกดเพิ่มเพื่อนหรือกลับมาซื้อซ้ำ ตัวเลขยอดแจกมักดูดีเสมอ เพราะแค่ตั้งค่าระบบให้แจกอัตโนมัติทุกครั้งที่มีคนเพิ่มเพื่อน ยอดก็วิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนเพื่อนใหม่

แต่พอถามต่อว่าคูปองที่แจกไปเดือนนี้ ถูกใช้จริงกี่ใบ หลายธุรกิจตอบไม่ได้เลย เพราะไม่มีระบบยืนยันการใช้ที่หน้าร้านหรือหน้าเว็บ ทำให้ไม่รู้ว่าเงินส่วนลดที่เตรียมไว้ ถูกใช้จริงคุ้มค่าหรือไม่ หรือเป็นแค่ตัวเลขสวยงามที่ไม่มีความหมายทางธุรกิจ

บทความนี้จะพาดูว่าทำไมยอดแจกกับยอดใช้จริงถึงต่างกันมาก จะวัด Conversion จากคูปองอย่างเป็นระบบได้อย่างไร และควรวาง Measurement Plan อะไรไว้ก่อนเริ่มขยายงบโฆษณาที่ผูกกับคูปอง

ยอดแจกกับยอดใช้จริง เป็นคนละตัวเลขที่ต้องแยกกัน

ยอดแจก (Distribution) คือจำนวนคูปองที่ถูกส่งออกไปหาลูกค้า ไม่ว่าจะผ่านการแจกอัตโนมัติหรือให้กดรับเอง ส่วนยอดใช้จริง (Redemption) คือจำนวนคูปองที่ถูกนำไปใช้จริงในการซื้อสินค้าหรือบริการ สองตัวเลขนี้ไม่มีทางเท่ากันร้อยเปอร์เซ็นต์ และช่องว่างระหว่างสองตัวนี้เองที่บอกความจริงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของคูปอง

หลายธุรกิจนำเสนอแค่ยอดแจกในรายงาน เพราะตัวเลขดูดีและวัดง่ายกว่า แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับผลทางธุรกิจเลย การมีคูปอง 10,000 ใบถูกแจกไป แต่ถูกใช้จริงแค่ 200 ใบ กับการแจกแค่ 2,000 ใบแต่ใช้จริง 400 ใบ สองกรณีนี้ให้ผลทางธุรกิจต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ยอดแจกจะต่างกันมาก

ทำไมยอดใช้จริงถึงต่ำกว่ายอดแจกเสมอ

  • เงื่อนไขการใช้ไม่ชัดเจน เช่น ยอดขั้นต่ำหรือสินค้าที่ร่วมรายการไม่ได้ระบุไว้ตั้งแต่แรก ทำให้ลูกค้าลืมหรือสับสน
  • ระยะเวลาหมดอายุสั้นเกินไป ลูกค้ารับคูปองไว้เผื่อใช้ แต่กว่าจะพร้อมซื้อจริงคูปองก็หมดอายุไปแล้ว
  • ขั้นตอนใช้คูปองยุ่งยาก เช่น ต้องโชว์หน้าจอพร้อมพิมพ์รหัสให้พนักงานกรอกเอง ซึ่งบางร้านอาจลืมขั้นตอนนี้ในช่วงคนเยอะ
  • คูปองถูกแจกให้คนที่ไม่ได้ตั้งใจซื้ออยู่แล้ว เช่น แจกให้ทุกคนที่เพิ่มเพื่อนโดยไม่คัดกรอง ทำให้มีสัดส่วนคนที่ไม่เคยตั้งใจใช้ปนอยู่เยอะ

จะวัดยอดใช้จริงของคูปองได้อย่างเป็นระบบอย่างไร

  1. กำหนดรหัสคูปองที่ไม่ซ้ำกันต่อแคมเปญ ไม่ใช้รหัสเดียวกันทุกแคมเปญ เพื่อให้แยกได้ว่าคูปองแต่ละชุดมาจากแหล่งไหน
  2. สร้างขั้นตอนยืนยันการใช้คูปองที่หน้าร้านหรือหน้าชำระเงิน เช่น ให้พนักงานกรอกรหัสเข้าระบบ POS หรือให้ระบบสแกน QR Code ยืนยันอัตโนมัติ
  3. บันทึก Timestamp ของการใช้คูปองแต่ละครั้ง เพื่อเทียบกับ Timestamp ของการแจก และดูว่าใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะถูกใช้จริง
  4. รวมข้อมูลยอดแจกกับยอดใช้จริงเป็นตารางเปรียบเทียบรายแคมเปญ เพื่อดูว่าแคมเปญไหนมีอัตราการใช้จริงสูงกว่ากัน

ตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างแคมเปญ

แคมเปญคูปองยอดแจก (ตัวอย่างสมมติ)ยอดใช้จริงอัตราการใช้จริง
แจกอัตโนมัติทุกคนที่ Add Friend3,000 ใบ90 ใบ3%
แจกเฉพาะคนที่ทักถามราคา800 ใบ160 ใบ20%
แจกผ่าน Broadcast ลูกค้าเก่า1,200 ใบ220 ใบ18%

ควรวาง Measurement Plan อะไรไว้ก่อนเริ่ม Scale งบโฆษณา

ก่อนจะเพิ่มงบโฆษณาเพื่อดันให้คนกด Add Friend แล้วรับคูปองมากขึ้น ควรตรวจก่อนว่าอัตราการใช้จริงของแคมเปญปัจจุบันอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือไม่ เพราะการเพิ่มงบเพื่อเพิ่มยอดแจกอย่างเดียว โดยที่อัตราการใช้จริงยังต่ำอยู่ จะทำให้ต้นทุนต่อการใช้จริงหนึ่งครั้งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามงบที่เพิ่ม

Measurement Plan ที่ควรมีคือ กำหนดรหัสคูปองแยกต่อแคมเปญ มีระบบยืนยันการใช้ที่หน้าร้านหรือหน้าเว็บ และตั้งเป้าอัตราการใช้จริงขั้นต่ำที่ยอมรับได้ก่อนตัดสินใจขยายงบ ไม่ใช่ดูแค่ยอดแจกที่วิ่งขึ้นแล้วสรุปว่าแคมเปญประสบความสำเร็จ

เชื่อมยอดใช้คูปองกลับไปสู่ยอดขายและงบโฆษณาได้อย่างไร

เมื่อรู้ว่าคูปองแต่ละใบมาจากแคมเปญไหนและถูกใช้จริงเมื่อไหร่ ขั้นต่อไปคือเชื่อมกับยอดขายที่เกิดขึ้นจากการใช้คูปองนั้น เพื่อคำนวณว่าแคมเปญคูปองแต่ละตัวสร้างรายได้จริงคุ้มค่ากับต้นทุนส่วนลดและค่าโฆษณาที่ใช้ไปหรือไม่

ข้อมูลนี้ยังส่งกลับไปช่วยตัดสินใจเรื่องแหล่งที่มาของเพื่อนใหม่ได้ด้วย เพราะบางช่องทางอาจพาคนที่ตั้งใจใช้คูปองจริงเข้ามามากกว่าช่องทางอื่น ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์กว่าการดูแค่จำนวน Add Friend หรือยอดแจกคูปองเฉย ๆ

เคสตัวอย่างตัวเลข: ปรับเงื่อนไขคูปองแล้วอัตราการใช้จริงเปลี่ยนไปอย่างไร

ตัวเลขต่อไปนี้เป็นข้อมูลสมมติเพื่อแสดงกรอบวิเคราะห์ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของธุรกิจใด สมมติเพจหนึ่งเริ่มต้นแจกคูปองส่วนลด 100 บาทให้ทุกคนที่ Add Friend โดยไม่มีเงื่อนไขยอดขั้นต่ำ และให้ระยะเวลาใช้งาน 30 วัน ผลที่ได้คืออัตราการใช้จริงอยู่ที่ประมาณ 4% ของยอดแจกทั้งหมด

หลังจากนั้นเพจนี้ทดลองปรับสองเรื่องพร้อมกัน คือลดระยะเวลาใช้งานเหลือ 7 วัน และเพิ่มเงื่อนไขยอดขั้นต่ำ 300 บาทเพื่อคัดกรองคนที่ตั้งใจซื้อจริงมากขึ้น ผลที่ตามมาคือยอดแจกลดลงเพราะบางคนเห็นเงื่อนไขแล้วไม่สนใจรับคูปองตั้งแต่แรก แต่อัตราการใช้จริงกลับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 15% ของยอดแจกที่เหลือ

ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นหลักการที่สำคัญกว่าตัวเลขเดี่ยว ๆ คือการเพิ่มเงื่อนไขที่เหมาะสมอาจลดยอดแจกแต่เพิ่มคุณภาพของคนที่ใช้จริง ซึ่งดีกว่าในแง่ต้นทุนส่วนลดที่เสียไปต่อยอดขายหนึ่งครั้ง ธุรกิจแต่ละแบบควรทดลองปรับเงื่อนไขทีละอย่างและเก็บข้อมูลเทียบกันเอง แทนที่จะเชื่อว่าเงื่อนไขที่ใช้ได้ผลกับธุรกิจหนึ่งจะใช้ได้ผลเหมือนกันกับธุรกิจของตัวเอง

ปัญหาที่เจอบ่อยเมื่อเริ่มวัด Conversion จากคูปอง และวิธีแก้

  • ใช้รหัสคูปองเดียวกันทุกแคมเปญ ทำให้เมื่อมีการใช้จริงเกิดขึ้น ไม่รู้ว่ามาจากแคมเปญไหนกันแน่ ควรกำหนดรหัสแยกต่อแคมเปญตั้งแต่ก่อนเริ่มแจก ไม่ใช่มาแยกทีหลังเมื่อข้อมูลปนกันไปแล้ว
  • พนักงานหน้าร้านลืมกรอกรหัสคูปองเข้าระบบเมื่อลูกค้าใช้จริง โดยเฉพาะช่วงที่ลูกค้าเยอะ ทำให้ยอดใช้จริงที่บันทึกได้ต่ำกว่าความเป็นจริง ควรมีขั้นตอนที่ง่ายและเร็วพอที่พนักงานจะทำได้แม้ในช่วงเร่งด่วน เช่น สแกน QR แทนการพิมพ์รหัสด้วยมือ
  • ตั้งเงื่อนไขคูปองซับซ้อนเกินไปจนลูกค้าไม่เข้าใจว่าใช้ได้กับสินค้าอะไรบ้าง ทำให้เกิดการโต้เถียงหน้าร้านและลูกค้าบางคนเลือกไม่ใช้คูปองไปเลยเพราะไม่อยากยุ่งยาก ควรเขียนเงื่อนไขให้สั้นและชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • ไม่เคยเปรียบเทียบอัตราการใช้จริงระหว่างแคมเปญคูปองที่ต่างกัน ทำให้ไม่รู้เลยว่ารูปแบบไหนได้ผลดีกว่ากัน ควรทำตารางเปรียบเทียบทุกครั้งที่จบแคมเปญ แล้วเก็บไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับออกแบบแคมเปญคูปองครั้งต่อไป

ผลกระทบต่อทีมขายหน้าร้านเมื่อวัด Conversion คูปองไม่ครบ

การวัด Conversion ของคูปองไม่ได้เกี่ยวข้องแค่ทีมการตลาดที่ดูตัวเลขในรายงาน แต่ยังกระทบทีมขายหน้าร้านโดยตรง เพราะถ้าไม่มีการยืนยันการใช้คูปองที่ชัดเจน พนักงานหน้าร้านอาจต้องตัดสินใจเองว่าจะอนุมัติส่วนลดให้ลูกค้าที่อ้างว่ามีคูปองแต่หาโค้ดไม่เจอหรือไม่ ซึ่งสร้างความลำบากใจและความไม่สม่ำเสมอในการให้บริการ

เมื่อไม่มีระบบยืนยันที่รัดกุม บางครั้งพนักงานเลือกให้ส่วนลดไปเลยเพื่อไม่ให้ลูกค้าไม่พอใจ ทำให้ยอดใช้จริงที่บันทึกในระบบต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะเคสเหล่านั้นไม่ถูกกรอกรหัสเข้าระบบอย่างถูกต้อง การมีขั้นตอนยืนยันที่ทั้งรัดกุมและไม่ยุ่งยากเกินไปสำหรับพนักงาน จึงเป็นจุดที่ต้องออกแบบร่วมกันระหว่างทีมการตลาดที่อยากได้ข้อมูลแม่นยำ กับทีมหน้าร้านที่ต้องทำงานเร็วในช่วงเวลาเร่งด่วน

จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องหยุดหรือปรับแคมเปญคูปอง

หลายทีมทำแคมเปญคูปองต่อเนื่องเป็นเดือน ๆ โดยไม่เคยตั้งจุดตัดสินใจไว้ล่วงหน้าว่าอัตราการใช้จริงระดับไหนถือว่าต่ำเกินกว่าจะทำต่อ ผลคือแคมเปญที่ไม่ได้ผลยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีใครกล้าสรุปว่าควรหยุดหรือปรับ ทั้งที่ข้อมูลบอกอยู่แล้วว่าอัตราการใช้จริงลดลงต่อเนื่องหลายรอบ

วิธีที่ใช้ได้จริงคือกำหนดรอบทบทวนตายตัว เช่น ทุก 2 สัปดาห์ให้ดึงตัวเลขยอดแจกกับยอดใช้จริงมาเทียบกับรอบก่อนหน้า ถ้าอัตราการใช้จริงลดลงติดต่อกัน 2 รอบโดยไม่มีเหตุผลภายนอกชัดเจน เช่น ช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาว ให้ถือเป็นสัญญาณต้องทบทวนเงื่อนไขคูปองหรือกลุ่มเป้าหมายที่แจก แทนที่จะปล่อยให้เดินต่อตามความเคยชิน

การมีจุดตัดสินใจที่ชัดเจนแบบนี้ยังช่วยให้ทีมการตลาดคุยกับทีมหน้าร้านได้ตรงประเด็นมากขึ้น เพราะทั้งสองฝ่ายเห็นตัวเลขเดียวกันและเข้าใจตรงกันว่าเกณฑ์การปรับหรือหยุดแคมเปญคืออะไร ไม่ใช่ตัดสินใจจากความรู้สึกว่า "ดูเหมือนจะแจกเยอะไปหน่อย" โดยไม่มีข้อมูลรองรับ

สรุป

ยอดแจกคูปองที่วิ่งขึ้นทุกเดือนอาจเป็นแค่ภาพลวงตา ถ้าไม่เคยวัดว่าคูปองเหล่านั้นถูกใช้จริงกี่ใบ การแยกสองตัวเลขนี้ออกจากกันคือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจว่าคูปองกำลังสร้างยอดขายจริงหรือแค่สร้างตัวเลขสวยงามในรายงาน

ก่อนขยายงบโฆษณาเพื่อดันยอดแจกให้มากขึ้น ให้กลับไปเช็กอัตราการใช้จริงของแคมเปญที่มีอยู่ก่อน ถ้าอัตรานี้ยังต่ำ การเพิ่มงบจะยิ่งทำให้ต้นทุนต่อการใช้จริงหนึ่งครั้งแพงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่จำเป็น

  • ยอดแจกคูปองกับยอดใช้จริงเป็นคนละตัวเลข ต้องแยกวัดเสมอ ไม่นับปนกัน
  • ช่องว่างที่กว้างมักมาจากเงื่อนไขไม่ชัด วันหมดอายุสั้นเกินไป หรือขั้นตอนใช้งานยุ่งยาก
  • ต้องมี Measurement Plan ที่กำหนดรหัสแยกแคมเปญและระบบยืนยันการใช้ ก่อนตัดสินใจขยายงบโฆษณา

คำถามที่พบบ่อย

อัตราการใช้คูปองจริงควรอยู่ที่เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าดี

ไม่มีเกณฑ์ตายตัว เพราะขึ้นกับประเภทสินค้าและเงื่อนไขของคูปอง ควรเทียบกับค่าเฉลี่ยของตัวเองย้อนหลัง และเปรียบเทียบระหว่างแคมเปญของตัวเองเพื่อดูว่าแคมเปญไหนมีอัตราสูงกว่ากัน

ทำไมต้องกำหนดวันหมดอายุ ทั้งที่อยากให้ลูกค้าใช้เมื่อไหร่ก็ได้

การไม่มีวันหมดอายุอาจทำให้ลูกค้าเลื่อนการใช้ไปเรื่อย ๆ จนลืม ในขณะที่วันหมดอายุที่เหมาะสมช่วยสร้างเหตุผลให้ตัดสินใจใช้เร็วขึ้น แต่ต้องไม่สั้นจนเกินไปจนลูกค้ารู้สึกว่าไม่มีเวลาตัดสินใจเลย

ถ้าไม่มีระบบ POS ที่เชื่อมกับ LINE ยืนยันการใช้คูปองด้วยวิธีไหนได้บ้าง

อาจใช้วิธีให้พนักงานหน้าร้านกรอกรหัสคูปองลงในระบบบันทึกยอดขายที่มีอยู่ หรือใช้สมุดบันทึกแบบง่ายในช่วงเริ่มต้น สำคัญคือต้องมีการบันทึกจริง ไม่ใช่ปล่อยให้พนักงานจำเองว่าลูกค้าคนไหนใช้คูปองไปแล้ว

แจกคูปองแบบไม่คัดกรองกับแจกเฉพาะคนที่ทักถามราคา แบบไหนดีกว่า

การแจกเฉพาะคนที่แสดงเจตนาชัดเจนมักได้อัตราการใช้จริงที่สูงกว่า เพราะเป็นกลุ่มที่ตั้งใจซื้ออยู่แล้ว ในขณะที่การแจกแบบไม่คัดกรองอาจได้ยอดแจกที่สวยงามแต่อัตราใช้จริงต่ำกว่ามาก

ควรนับยอดขายทั้งใบเป็นผลจากคูปอง หรือนับแค่ส่วนลดที่ให้ไป

ควรแยกให้ชัดว่าต้องการวัดอะไร ถ้าต้องการดูว่าคูปองกระตุ้นให้เกิดการซื้อจริงหรือไม่ ควรดูยอดขายทั้งใบที่เกิดจากการใช้คูปอง แต่ถ้าต้องการดูต้นทุนที่เสียไป ต้องดูมูลค่าส่วนลดที่ให้จริงแยกต่างหาก

จะรู้ได้ยังไงว่าลูกค้าจะซื้ออยู่แล้วแม้ไม่มีคูปอง

เป็นคำถามที่วัดตรง ๆ ได้ยากในทางปฏิบัติ วิธีหนึ่งที่ช่วยประเมินคร่าว ๆ คือเปรียบเทียบพฤติกรรมซื้อของกลุ่มที่ได้รับคูปองกับกลุ่มที่ไม่ได้รับในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อดูว่ามีความแตกต่างของอัตราการซื้อมากน้อยแค่ไหน

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

จ่ายเงินผ่านแชท LINE แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าใครซื้อจริง

จ่ายเงินผ่านแชท LINE แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าใครซื้อจริง

ลูกค้าโอนเงินแล้วแจ้งสลิปในแชท แต่ระบบโฆษณาไม่เคยเห็นเหตุการณ์นี้เลย บทความนี้อธิบายวิธีวัด Purchase จาก LINE ให้เห็น Cost per Lead, Cost per Sale และ ROAS อยู่ในชุดข้อมูลเดียวกัน
ทำไมยอดขายใน LINE ไม่ตรงกับยอดที่ Ads Manager สรุปให้ดู

ทำไมยอดขายใน LINE ไม่ตรงกับยอดที่ Ads Manager สรุปให้ดู

เปิดรายงาน Ads Manager แล้วเห็นยอด Conversion หนึ่งตัวเลข แต่พอไปนับยอดโอนจริงในบัญชีกลับไม่ตรงกัน บทความนี้อธิบายว่า attribution สำหรับยอดขายใน LINE ทำงานยังไง และทำไมสองตัวเลขนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากันเป๊ะ
เว็บมีคนเข้าวันละหลายร้อย แต่ไม่รู้เลยว่าใครมาจาก Organic ใครมาจากแอด

เว็บมีคนเข้าวันละหลายร้อย แต่ไม่รู้เลยว่าใครมาจาก Organic ใครมาจากแอด

เว็บไซต์มีคนเข้าเยอะทุกวัน แต่พอลูกค้ากดไป LINE กลับแยกไม่ออกว่าใครมาจาก Organic ใครมาจากแอด บทความนี้อธิบายวิธีวัด customer journey จากเว็บเข้า LINE เมื่อทั้งสองช่องทางใช้ OA เดียวกัน