← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

วัดคนทักคลินิกจาก Google Ads เข้า LINE เชื่อมทีมการตลาดกับทีมเคาน์เตอร์ให้ดูตัวเลขชุดเดียวกัน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 2 นาที
วัดคนทักคลินิกจาก Google Ads เข้า LINE เชื่อมทีมการตลาดกับทีมเคาน์เตอร์ให้ดูตัวเลขชุดเดียวกัน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การวัดคนทักคลินิกจาก Google Ads เข้า LINE ต้องเชื่อมสองฝั่งข้อมูลเข้าด้วยกัน คือฝั่ง Search Term และ Keyword ที่ Google Ads เห็น กับฝั่งสถานะ Lead และนัดหมายที่เกิดในแชท ถ้าไม่เชื่อมกัน ทีมการตลาดจะรายงานผลด้วยตัวเลขคนละชุดกับทีมเคาน์เตอร์ตลอดไป

ประชุมทบทวนผลงานประจำเดือนของคลินิกแห่งหนึ่งมักจบด้วยความอึดอัดเสมอ ทีมการตลาดยกมือถือมาโชว์ตัวเลขจาก Google Ads บอกว่าคีย์เวิร์ด 'ทำเลสิกที่ไหนดี' สร้างคลิกได้เยอะที่สุด ควรเพิ่มงบให้คำนี้ต่อ ในขณะที่ทีมเคาน์เตอร์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามส่ายหน้าบอกว่าคนไข้ที่มาผ่าตัดจริงเดือนนี้ส่วนใหญ่มาจากคำค้นเกี่ยวกับราคา ไม่ใช่คำที่ทีมการตลาดพูดถึงเลย

ความขัดแย้งแบบนี้ไม่ได้เกิดจากใครโกหกใคร แต่เกิดจากทั้งสองทีมมองข้อมูลคนละชุด ทีมการตลาดเห็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นใน Google Ads เช่นคลิกและคำค้นหา ส่วนทีมเคาน์เตอร์เห็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนคนไข้มาถึงคลินิกแล้ว โดยไม่มีใครเห็นเส้นทางทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้แต่ละคนพูดถูกในมุมของตัวเอง แต่รวมกันแล้วภาพไม่ตรงกัน

บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่การตั้งค่าให้ Google Ads ส่งข้อมูลคำค้นและแคมเปญมาผูกกับ Lead ในแชท ไปจนถึงวิธีทำรายงานที่ทั้งสองทีมดูตัวเลขชุดเดียวกันได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานของแต่ละฝ่ายทั้งหมด

ทำไมทีมการตลาดกับทีมเคาน์เตอร์ถึงเห็นตัวเลขคนละชุด

ทีมการตลาดทำงานอยู่บน Google Ads Manager ซึ่งรายงานได้ละเอียดถึงระดับคำค้นหาที่ทำให้เกิดคลิก แต่ข้อมูลนี้จบอยู่แค่ตอนคนคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์หรือปุ่ม LINE เท่านั้น ส่วนทีมเคาน์เตอร์ทำงานอยู่บนระบบนัดหมายหรือประวัติคนไข้ ซึ่งเห็นแค่ว่าใครมาวันไหนทำอะไร แต่ไม่รู้เลยว่าคนไข้คนนั้นค้นหาด้วยคำว่าอะไรก่อนจะคลิกเข้ามา

ช่องว่างตรงกลางระหว่างสองระบบนี้คือแชท LINE ที่คนไข้คุยกับแอดมินก่อนตัดสินใจนัดหมาย ถ้าไม่มีใครบันทึกไว้ว่าแชทที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งมาจากคำค้นหรือแคมเปญไหน ข้อมูลตรงกลางนี้จะหายไปตลอดกาล เหลือแค่สองปลายทางที่ไม่มีจุดเชื่อม

ส่งข้อมูลคำค้นและแคมเปญไปกับลิงก์ LINE ให้ถูกวิธี

Google Ads มีความสามารถในการแทรกพารามิเตอร์อัตโนมัติในลิงก์ปลายทาง เช่นชื่อแคมเปญ กลุ่มโฆษณา หรือคำค้นที่ทำให้เกิดคลิก ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบ UTM ของลิงก์ที่พาไป LINE ได้ ทำให้เมื่อคนคลิกจากคำค้นใดก็ตาม ข้อมูลนั้นจะติดไปกับ URL ด้วย และถ้ามีจุดที่บันทึกค่านี้ไว้ตอนคนทักเข้า LINE ก็จะรู้ทันทีว่าแชทนั้นมาจากคำค้นอะไร

สิ่งที่ต้องระวังคือคำค้นหาบางคำมีความยาวหรือมีอักขระพิเศษที่อาจทำให้ URL ยาวเกินไปหรือมีปัญหาตอนส่งต่อไปยัง LINE ควรทดสอบลิงก์จริงก่อนเปิดแคมเปญเสมอ และควรตกลงกับทีมเทคนิคว่าจะเก็บคำค้นแบบเต็มหรือแบบย่อเป็นหมวดหมู่ เพราะถ้าเก็บแบบเต็มทุกคำ ข้อมูลอาจกระจายจนวิเคราะห์ภาพรวมยาก

ทำรายงานร่วมที่ทั้งสองทีมดูตัวเลขชุดเดียวกัน

แทนที่ทีมการตลาดจะส่งรายงาน Google Ads แยกไฟล์ แล้วทีมเคาน์เตอร์ส่งรายงานคนไข้แยกอีกไฟล์ ควรมีรายงานกลางที่รวมทั้งสองฝั่งไว้ในตารางเดียวกัน โดยใช้แคมเปญหรือคำค้นเป็นแกนหลัก แล้วเรียงข้อมูลตั้งแต่คลิก ทักแชท Qualified Lead นัดหมาย ไปจนถึงคนไข้ที่มาจริงในแถวเดียวกัน วิธีนี้ทำให้ทั้งสองทีมเห็นภาพเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ต้องเถียงกันว่าใครถูกใครผิด

แคมเปญ/คำค้น (ตัวอย่างสมมติ)คลิกทักแชทนัดหมายคนไข้จริง
ทำเลสิกที่ไหนดี310140389
ราคาทำเลสิก1801256127
รีวิวเลสิก9540124

ทำไมคำค้นเรื่องราคามักปิดการนัดหมายได้มากกว่าคำค้นทั่วไป

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่าคำค้น 'ทำเลสิกที่ไหนดี' มีคลิกมากที่สุดแต่กลับได้คนไข้จริงน้อยที่สุด ในขณะที่คำค้น 'ราคาทำเลสิก' มีคลิกน้อยกว่าครึ่งแต่กลับได้คนไข้จริงมากกว่าถึงสามเท่า เหตุผลคือคนที่ค้นหาคำว่า 'ที่ไหนดี' ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนหาข้อมูลเปรียบเทียบ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำที่ไหน ในขณะที่คนที่ค้นหาคำว่า 'ราคา' มักผ่านการตัดสินใจเบื้องต้นมาแล้วว่าจะทำ เหลือแค่เช็กว่างบที่มีพอไหม

ข้อมูลแบบนี้เป็นสิ่งที่ทีมการตลาดจะไม่มีทางรู้ได้เลยถ้าดูแค่ Google Ads Manager อย่างเดียว เพราะ Google Ads บอกได้แค่ว่าคำไหนคลิกเยอะ แต่บอกไม่ได้ว่าคำไหนปิดการนัดหมายได้จริง การเชื่อมข้อมูลจากแชทกลับไปหาคำค้นจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิธีจัดงบโฆษณาไปเลย

ปรับงบตามคำค้นที่ปิดจริง ไม่ใช่คำค้นที่คลิกเยอะ

เมื่อเห็นข้อมูลแบบตัวอย่างข้างต้นแล้ว การตัดสินใจที่สมเหตุสมผลคือเพิ่มงบให้คำค้นที่มีอัตราปิดสูงอย่าง 'ราคาทำเลสิก' และลดงบหรือปรับข้อความโฆษณาของคำค้นที่คลิกเยอะแต่ปิดน้อยอย่าง 'ทำเลสิกที่ไหนดี' ให้สื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้คำที่คลิกเยอะได้งบเพิ่มต่อไปเรื่อย ๆ ตามความเข้าใจผิดว่าคลิกเยอะเท่ากับดี

การปรับงบแบบนี้ควรทำเป็นรอบสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ เพราะพฤติกรรมการค้นหาของคนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและกระแสข่าว ควรอ่านเรื่อง เจตนาการค้นหา ประกอบเพื่อเข้าใจว่าคำค้นแต่ละกลุ่มสะท้อนขั้นตอนการตัดสินใจของลูกค้าแบบไหน

ส่งสถานะกลับ Google Ads เพื่อให้ระบบเรียนรู้คำค้นที่ดี

Google Ads รองรับการรับข้อมูล Conversion จากภายนอกผ่านการตั้งค่า Conversion Action และเชื่อมต่อ Offline Conversion หรือ Enhanced Conversion ตามเงื่อนไขของบัญชี ซึ่งช่วยให้ระบบ Bidding ของ Google เรียนรู้ว่าคำค้นและกลุ่มเป้าหมายแบบไหนสร้างผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่คลิก แต่การตั้งค่านี้ต้องทำอย่างถูกต้องตามเงื่อนไขของบัญชีโฆษณาแต่ละราย และต้องมีจุดที่ส่งข้อมูลสถานะจากแชท LINE กลับไปยัง Google Ads อย่างสม่ำเสมอ

ข้อควรระวังคือการส่งข้อมูลกลับไม่ได้แปลว่า Google จะหาคนไข้เพิ่มให้ทันทีแบบก้าวกระโดด ระบบต้องใช้เวลาสะสมข้อมูลและปริมาณ Conversion ที่มากพอสมควรก่อนจะเห็นผลชัดเจน คลินิกที่คาดหวังผลเร็วเกินไปมักผิดหวังและเลิกทำก่อนที่ระบบจะเริ่มทำงานได้เต็มที่

อุปกรณ์และช่วงเวลาค้นหา ตัวแปรที่ทำให้ตัวเลขเบี่ยงเบนโดยไม่รู้ตัว

อีกปัจจัยที่ทีมการตลาดมักมองข้ามเวลาวิเคราะห์คำค้นคือชนิดของอุปกรณ์และช่วงเวลาที่คนค้นหา คนที่ค้นด้วยมือถือตอนดึกมักอยู่ในโหมดหาข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อตัดสินใจวันถัดไป ในขณะที่คนที่ค้นด้วยคอมพิวเตอร์ในเวลาทำงานมักมีความตั้งใจที่ชัดเจนกว่าเพราะเจียดเวลามาค้นหาโดยเฉพาะ ถ้าคลินิกไม่แยกดูตัวเลขตามอุปกรณ์และช่วงเวลา อาจตีความคำค้นเดียวกันผิดไปได้ เพราะพฤติกรรมของคนที่ค้นคำเดียวกันในเวลาต่างกันอาจไม่เหมือนกันเลย

การนำปัจจัยนี้มาผูกกับข้อมูลจากแชท LINE ทำให้เห็นภาพที่ละเอียดขึ้นอีกชั้น เช่นอาจพบว่าคนที่ทักเข้ามาช่วงเที่ยงวันจากมือถือมีอัตรานัดหมายสูงกว่าคนที่ทักตอนดึก เพราะช่วงพักเที่ยงมักเป็นเวลาที่คนตัดสินใจจริงจังมากกว่าช่วงก่อนนอนที่มักแค่เปิดดูเผื่อ ๆ ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้ทีมการตลาดปรับเวลาที่แสดงโฆษณาให้ตรงกับช่วงที่คนพร้อมตัดสินใจมากขึ้น แทนที่จะเปิดแสดงตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่มีการปรับแต่งใด ๆ

หน้าเว็บก่อนถึง LINE มีผลต่ออัตราปิดนัดหมายด้วยเช่นกัน

หลายคลินิกมักโฟกัสแค่คำค้นและโฆษณา โดยลืมไปว่าหน้าเว็บที่คนคลิกเข้ามาก่อนกดปุ่มไป LINE ก็มีผลต่อการตัดสินใจไม่น้อย ถ้าหน้าเว็บโหลดช้า ข้อมูลไม่ตรงกับสิ่งที่โฆษณาสัญญาไว้ หรือหาปุ่มไป LINE ไม่เจอ คนที่ตั้งใจดีตั้งแต่ต้นก็อาจปิดหน้าจอไปก่อนจะได้ทักด้วยซ้ำ กรณีแบบนี้จะไปโผล่เป็นช่องว่างระหว่างคลิกกับทักแชทที่สูงผิดปกติ ทั้งที่ต้นเหตุจริงไม่ได้อยู่ที่คำค้นหรือครีเอทีฟเลย

การตรวจสอบหน้าเว็บควบคู่ไปกับการดูตัวเลขคำค้นจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรข้าม โดยเฉพาะเมื่อพบว่าคำค้นบางคำมีคลิกสูงแต่อัตราทักแชทต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับคำค้นอื่นที่ลักษณะใกล้เคียงกัน ควรลองไล่ดูหน้าเว็บที่ลิงก์นั้นพาไปด้วยตัวเองว่ามีจุดไหนที่ทำให้คนเปลี่ยนใจก่อนถึง LINE หรือไม่

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ทีมการตลาดกับทีมเคาน์เตอร์ยังคุยกันคนละภาษา

  • ทีมการตลาดรายงานแค่คลิกและต้นทุนต่อคลิก — โดยไม่มีตัวเลขที่ต่อเนื่องไปถึงนัดหมายหรือคนไข้จริงเลย
  • ทีมเคาน์เตอร์ไม่บันทึกว่าคนไข้มาจากคำค้นไหน — ทำให้ข้อมูลกลับไปเชื่อมกับ Google Ads ไม่ได้
  • ประชุมทบทวนผลแยกกันคนละห้อง — ทำให้ต่างคนต่างตีความข้อมูลของตัวเองโดยไม่เห็นภาพรวม
  • ตัดสินใจปรับงบจากข้อมูลแค่หนึ่งสัปดาห์ — ซึ่งอาจยังไม่มากพอจะเห็นรูปแบบที่แท้จริงของแต่ละคำค้น

สรุป

ความขัดแย้งระหว่างทีมการตลาดและทีมเคาน์เตอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากใครทำงานผิดพลาด แต่เกิดจากทั้งสองฝ่ายมองเห็นข้อมูลคนละช่วงของเส้นทางลูกค้า การเชื่อมคำค้นจาก Google Ads เข้ากับสถานะในแชท LINE และคนไข้จริง คือกุญแจที่ทำให้ทั้งสองทีมเห็นภาพเดียวกันในที่สุด

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือเริ่มทำรายงานกลางที่รวมคำค้น คลิก นัดหมาย และคนไข้จริงไว้ในตารางเดียว แล้วนำมาทบทวนร่วมกันเป็นประจำ เพื่อให้การปรับงบโฆษณาครั้งต่อไปอิงจากข้อมูลที่ทั้งสองทีมเห็นตรงกัน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม Google Ads Manager ถึงบอกไม่ได้ว่าคนไข้มาจากคำค้นไหน

เพราะ Google Ads เห็นได้แค่สิ่งที่เกิดขึ้นจนถึงตอนคนคลิกเข้าเว็บไซต์หรือปุ่ม LINE เท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในแชทและการนัดหมายเป็นข้อมูลที่อยู่คนละระบบ ต้องอาศัยการส่งพารามิเตอร์คำค้นติดไปกับลิงก์แล้วบันทึกฝั่งแชทเองจึงจะเชื่อมกลับไปได้

ควรเก็บคำค้นแบบเต็มทุกคำหรือย่อเป็นหมวดหมู่ดี

ถ้าปริมาณคำค้นไม่เยอะมาก เก็บแบบเต็มจะละเอียดกว่า แต่ถ้ามีคำค้นหลากหลายมาก ควรย่อเป็นหมวดหมู่ เช่น กลุ่มคำเรื่องราคา กลุ่มคำเรื่องรีวิว เพื่อให้วิเคราะห์ภาพรวมได้ง่ายขึ้นโดยไม่กระจายจนวิเคราะห์ไม่ออก

คำค้นที่คลิกเยอะแต่ปิดน้อย ควรตัดออกทันทีไหม

ไม่ควรตัดทันที ควรลองปรับข้อความโฆษณาหรือหน้าปลายทางให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นก่อน เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวคำค้น แต่อยู่ที่ข้อความที่สื่อสารไม่ตรงกับสิ่งที่คนค้นหาต้องการเห็น

ต้องรอนานแค่ไหนก่อนจะประเมินได้ว่าคำค้นไหนดีจริง

ควรมีข้อมูลอย่างน้อยหลายสัปดาห์และมีจำนวนคลิกสะสมมากพอสมควร เพราะบริการบางประเภทใช้เวลาตัดสินใจนาน การประเมินจากข้อมูลไม่กี่วันอาจสรุปผิดพลาดได้ง่าย

ทีมการตลาดกับทีมเคาน์เตอร์ควรประชุมร่วมกันบ่อยแค่ไหน

แนะนำอย่างน้อยเดือนละครั้งโดยใช้รายงานกลางที่รวมข้อมูลทั้งสองฝั่ง เพื่อให้ทั้งสองทีมเห็นภาพเดียวกันและร่วมกันตัดสินใจปรับงบหรือปรับกระบวนการรับนัดได้ตรงจุด

การตั้ง Enhanced Conversion หรือ Offline Conversion ยากไหมสำหรับคลินิกที่ไม่มีทีมเทคนิค

มีความซับซ้อนระดับหนึ่งในการเชื่อมต่อและตั้งค่าให้ตรงเงื่อนไขของบัญชี คลินิกที่ไม่มีทีมเทคนิคอาจใช้บริการที่ช่วยจัดการส่วนนี้ให้ อย่าง linli ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดงานตั้งค่าฝั่งเทคนิคลงได้

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Google Ads → LINE Checker

ตรวจหน้า Landing ของคุณว่า gclid, UTM และเส้นทางเข้า LINE พร้อมส่ง Conversion กลับ Google Ads หรือยัง

ตรวจความพร้อมฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Lead เข้าเยอะขึ้นทุกเดือน แต่ยอดขายคลินิกกลับนิ่งอยู่ที่เดิม

Lead เข้าเยอะขึ้นทุกเดือน แต่ยอดขายคลินิกกลับนิ่งอยู่ที่เดิม

หลายคลินิกดีใจที่เห็นจำนวน Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือนหลังยิงแอด แต่พอดูยอดขายจริงกลับนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ บทความนี้ชวนหาสาเหตุที่ทำให้ cost per sale สูงขึ้นทั้งที่ Lead เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ทำไมต้นทุนต่อนัดของคลินิกถึงพุ่งขึ้นทั้งที่ค่าแอดเท่าเดิมทุกเดือน

ทำไมต้นทุนต่อนัดของคลินิกถึงพุ่งขึ้นทั้งที่ค่าแอดเท่าเดิมทุกเดือน

หลายคลินิกจ่ายค่าแอดเท่าเดิมทุกเดือนแต่กลับได้นัดน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้ต้นทุนต่อนัดค่อย ๆ พุ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว บทความนี้ชวนหาสาเหตุที่แท้จริงและวิธีคำนวณ cost per appointment ให้แม่นยำ
ต้นทุนต่อการปรึกษาคลินิก ทำไมต้องแยกวัดระดับแคมเปญ ไม่ใช่แค่ภาพรวม

ต้นทุนต่อการปรึกษาคลินิก ทำไมต้องแยกวัดระดับแคมเปญ ไม่ใช่แค่ภาพรวม

คลินิกที่ยิงแอดหลายแคมเปญพร้อมกันมักดูแค่ต้นทุนต่อการปรึกษาภาพรวมทั้งเดือน ทำให้พลาดโอกาสเห็นว่าแคมเปญไหนพาคนมาปรึกษาได้ถูกกว่าจริง บทความนี้ชวนแยกวัดให้ลึกลงไปถึงระดับแคมเปญ